ตอนที่ 12
ต่อหน้าบัลลังก์ั
ท้องพระโรงในยามใกล้รุ่งสว่างจ้าด้วยโคมทองนับร้อย
แม้ยังไม่ถึงเวลาออกว่าราชการ แต่ขุนนางสำคัญหลายคนถูกเรียกตัวเข้าวังเป็การด่วน เสนาบดีกรมพิธีการ แม่ทัพรักษาวัง หัวหน้ากรมอาญา และหมอหลวงชั้นสูงต่างยืนเรียงอยู่สองข้างหน้าบัลลังก์ด้วยสีหน้าเคร่งเครียด
ข่าวเื่การปะทะหลังตำหนักเย็นแพร่ไปเร็วกว่าลม
องค์ชายรองนำทหารล้อมรัชทายาทกับองค์ชายสาม
มีราชโองการลับปรากฏ
และคนของดอกเหมยดำถูกพบในเขตวังชั้นใน
ทุกประโยคเพียงพอจะสั่นคลอนราชสำนัก
เมื่อหลี่เฉิงเยว่ก้าวเข้าท้องพระโรง สายตาทุกคู่ก็หันมามอง
เขาเปลี่ยนอาภรณ์แล้ว แต่ไหล่ซ้ายยังมีผ้าพันแผลซ่อนอยู่ใต้เสื้อคลุม เซวียนอี้เดินตามหลังหนึ่งก้าว แขนทั้งสองถูกพันใหม่ ทว่าใบหน้ายังคงสงบนิ่ง
องค์ชายรองคุกเข่าอยู่กลางโถง มือถูกมัดด้วยเชือกทองตามธรรมเนียมของเชื้อพระวงศ์ผู้กระทำผิด
รัชทายาทนั่งอยู่บนเก้าอี้ด้านข้าง หมอหลวงคอยจับชีพจร สีหน้าของเขาซีดจนแทบไร้เื
ส่วนบนบัลลังก์ั ฮ่องเต้ประทับนิ่ง
พระองค์ดูแก่ลงกว่าที่หลี่เฉิงเยว่จำได้มาก
ดวงตาที่เคยคมกริบกลับเต็มไปด้วยความเหนื่อยล้า
ฮองเฮาประทับอยู่ต่ำลงมาด้านข้าง นางยังคงงดงาม สงบ และสูงศักดิ์ ราวกับไม่รู้เื่การลอบสังหาร ยาพิษ หรือดอกเหมยดำแม้แต่น้อย
หลี่เฉิงเยว่คุกเข่าลง
“ถวายบังคมฝ่าา”
เซวียนอี้และคนอื่นคุกเข่าตาม
ฮ่องเต้มองโอรสคนที่สามอยู่นาน ก่อนตรัสว่า
“ลุกขึ้น”
หลี่เฉิงเยว่ลุก
พระเนตรของฮ่องเต้หยุดที่กล่องเหล็กในมือเขา
“นั่นคือสิ่งใด”
“สิ่งที่ถูกซ่อนไว้ใต้ต้นเหมยหลังตำหนักเย็นพ่ะย่ะค่ะ”
ฮองเฮาตรัสแทรกอย่างนุ่มนวล
“สิ่งที่ขุดขึ้นจากใต้ดินยามค่ำ อาจเป็ของที่ผู้ใดทำปลอมขึ้นก็ได้ ฝ่าาไม่ควรทรงเชื่อโดยง่ายนะเพคะ”
หลี่เฉิงเยว่หันมองนาง
“ฮองเฮาทรงทราบด้วยหรือว่ากระหม่อมขุดมันขึ้นจากใต้ดิน”
เสียงกระซิบเบา ๆ ดังขึ้นในหมู่ขุนนาง
ฮองเฮาหยุดไปเพียงเสี้ยวเดียว
“องค์ชายรองรายงานว่าพบเ้าอยู่ใต้ต้นเหมย กล่องนั้นย่อมถูกนำออกมาจากที่นั่น”
“พี่รองยังไม่ได้มีโอกาสรายงานต่อพระองค์ หลังถูกจับ เขาถูกควบคุมตัวแยกจากทุกคน”
องค์ชายรองเงยหน้าขึ้นทันที
ฮองเฮามองเขา
แววตาของแม่ลูกสบกันเพียงชั่วครู่ แต่เพียงพอให้หลายคนเห็นความผิดปกติ
ฮ่องเต้ตรัสเสียงต่ำ
“นำกล่องมา”
ขันทีใหญ่เดินลงไปรับ
ก่อนยื่นมือ หลี่เฉิงเยว่กลับพูดว่า
“กล่องนี้เปิดได้ด้วยตราจันทร์เท่านั้น”
ฮ่องเต้ชะงัก
ขุนนางาุโหลายคนเงยหน้าขึ้นพร้อมกัน
ตราจันทร์เป็ชื่อที่แทบไม่มีผู้ใดในคนรุ่นใหม่เคยได้ยิน แต่คนที่รับราชการมานานต่างรู้ว่า มันคือของลับประจำราชวงศ์ซึ่งหายไปหลังอดีตฮองเฮาหลินถูกกล่าวหาว่าฏ
เซวียนอี้หยิบตราจันทร์ออกจากอกเสื้อ
เขาวางลงบนถาด
ตราทองรูปจันทร์เสี้ยวล้อมด้วยดอกเหมยสะท้อนแสงโคม
เสนาบดีกรมพิธีการทรุดคุกเข่าทันที
“ตราจันทร์จริงพ่ะย่ะค่ะ!”
ฮองเฮากำลูกประคำหยกแน่นขึ้น
ฮ่องเต้ลุกจากบัลลังก์โดยไม่รู้ตัว
“เปิด”
ขันทีนำตราประทับลงบนรอยเว้าของกล่อง
เสียงกลไกดังขึ้น
ฝากล่องเปิดออก
ราชโองการสีทองวางอยู่ภายใน แม้ผ่านมาสิบห้าปี แต่ผ้าแพรยังคงสภาพสมบูรณ์เพราะถูกเก็บในกล่องกันไฟ
ขันทีค่อย ๆ คลี่ออก
ตราัและตราจันทร์ปรากฏอยู่เคียงกัน
ทันทีที่เห็น ฮ่องเต้ก็หลับพระเนตรลง
พระหัตถ์ที่วางข้างพระวรกายสั่นเล็กน้อย
“เป็ของจริง”
ฮองเฮาหันขวับ
“ฝ่าา!”
“ลายมือของเรา ตราของเรา” พระองค์ตรัสช้า ๆ “ไม่มีผู้ใดปลอมได้”
เสนาบดีกรมพิธีการขอรับราชโองการไปตรวจ
หลังพิจารณาลายหมึก อายุผ้าแพร และตราประทับ เขาก็คุกเข่าลง
“เป็ราชโองการที่ออกในรัชศกชิ่งหยวนปีที่สิบเจ็ดจริงพ่ะย่ะค่ะ”
ขันทีอ่านเนื้อหาออกเสียง
ทุกคำดังชัดไปทั่วท้องพระโรง
หากรัชทายาทหลี่ฉางิไม่อาจสืบราชบัลลังก์ได้ ด้วยเหตุถูกวางยา ทำร้าย หรือบังคับให้สละสิทธิ์ องค์ชายหลี่เฉิงเยว่ โอรสแห่งฮองเฮาหลินซูเหยา คือผู้มีสิทธิ์สืบราชบัลลังก์โดยชอบธรรม
เสียงอื้ออึงดังขึ้น
ขุนนางหลายคนหันมามององค์ชายสาม
ชาติกำเนิดที่ถูกปกปิด
สายเืของอดีตฮองเฮา
สิทธิ์ในราชบัลลังก์
ทุกสิ่งที่ถูกฝังมาสิบห้าปีถูกเปิดเผยในคราวเดียว
หลี่เฉิงเยว่ไม่ได้มองขุนนาง
เขามองเพียงฮ่องเต้
“ฝ่าาทรงจำราชโองการนี้ได้ แต่ปล่อยให้กระหม่อมเติบโตในฐานะโอรสของพระสนมซูหรือพ่ะย่ะค่ะ”
ฮ่องเต้ประทับนั่งลงช้า ๆ
“เวลานั้น หากประกาศชาติกำเนิดเ้า เ้าจะถูกฆ่า”
“จึงทรงเปลี่ยนชื่อมารดาของกระหม่อม”
“เพื่อให้เ้ารอด”
“แล้วเหตุใดจึงปล่อยให้ฮองเฮาส่งยาให้กระหม่อม”
ฮองเฮาตรัสทันที
“องค์ชายกล่าวหาโดยไม่มีหลักฐาน!”
หลี่เฉิงเยว่หันไปทางฝูอัน
ขันทีคนสนิทของเขาเดินเข้ามาพร้อมถาดสามใบ
ถาดแรกคือตลับยาที่ฮองเฮามอบให้เซวียนอี้
ถาดที่สองคือชาที่ส่งมายังตำหนักอวี้หลัน
ถาดที่สามคือยาที่รัชทายาทได้รับเป็ประจำ
หมอหลวงชราผู้ไม่ได้อยู่ในสังกัดตำหนักคุนหนิงก้าวออกมา
“กระหม่อมตรวจแล้ว ยาทั้งสามมีสมุนไพรชนิดเดียวกันพ่ะย่ะค่ะ หากใช้ปริมาณน้อยต่อเนื่อง จะทำให้ความทรงจำสับสน อ่อนแรง และเสียการควบคุมประสาท หากใช้มากอาจถึงตาย”
ฮองเฮาหัวเราะ
“ตลับยาและชาถูกเก็บอยู่ในตำหนักองค์ชายสาม ใครจะรับรองได้ว่าไม่มีการเปลี่ยนสิ่งของ”
รัชทายาทเอ่ยขึ้น
“ยาของข้าได้รับจากหมอหลวงที่ตำหนักคุนหนิงแต่งตั้ง”
ฮองเฮาหันมองเขา
“เ้าเป็โอรสที่ข้าเลี้ยงมา เหตุใดจึงใส่ร้ายมารดา”
หลี่ฉางิยิ้มเศร้า
“เพราะพระองค์ไม่เคยมองข้าเป็โอรส”
คำพูดนั้นทำให้องค์ชายรองหลี่เฉิงอันเงยหน้าขึ้น
รัชทายาทพูดต่อ
“พระองค์้าให้ข้าอ่อนแอพอควบคุมได้ แต่ยังมีชีวิตพอให้ราชสำนักเชื่อว่าบัลลังก์มั่นคง”
“เ้าป่วยมาั้แ่เด็ก!”
“เพราะถูกป้อนยามาั้แ่เด็ก”
ฮองเฮายังไม่ทันตอบ แม่ทัพหลัวก็สั่งให้ทหารนำตัวคนสองคนเข้ามา
คนแรกคือนักฆ่าดอกเหมยดำที่ถูกจับเป็จากเหตุบุกตำหนักอวี้หลัน
อีกคนคือขันทีใหญ่ประจำตำหนักคุนหนิง
ขันทีคนนั้นหน้าซีดจนแทบเป็ลม
ฮองเฮามองเขาด้วยสายตาคมกริบ
“เ้ากล้าพูดเท็จต่อหน้าฝ่าาหรือ”
ขันทีทรุดลงทั้งตัว
“ฮองเฮาโปรดช่วยกระหม่อมด้วย!”
เสียงสูดลมหายใจดังขึ้นรอบโถง
เพียงประโยคเดียวก็เท่ากับยอมรับความเกี่ยวข้อง
ฮองเฮาตวาด
“คนทรยศ!”
ขันทีโขกศีรษะลงพื้น
“กระหม่อมทำตามพระบัญชาของฮองเฮาเท่านั้นพ่ะย่ะค่ะ! ยา ชา และคำสั่งดอกเหมยดำล้วนส่งผ่านกระหม่อม แต่ผู้วางแผนทั้งหมดไม่ใช่กระหม่อม!”
ฮ่องเต้พระพักตร์ซีด
“เ้าส่งคนไปฆ่าโอรสของเรา?”
ฮองเฮาลุกขึ้น
ท่าทางอ่อนโยนทั้งหมดหายไป
“โอรสของพระองค์?”
นางหัวเราะเย็น
“ฝ่าาเคยเห็นพวกเขาเป็โอรสจริงหรือ หากพระองค์ทรงปกป้องหลินฮองเฮาในวันนั้น เื่ทั้งหมดจะเกิดหรือ”
ฮ่องเต้ไม่ตอบ
“พระองค์ทรงลังเล ปล่อยให้ตระกูลหม่อมฉันขึ้นมาค้ำบัลลังก์ แล้ววันนี้กลับคิดผลักความผิดทั้งหมดมาให้หม่อมฉันเพียงผู้เดียว?”
“เ้าวางยาเด็กสองคน!”
“เพราะหากไม่ทำ บุตรของหม่อมฉันจะไม่มีวันมีที่ยืน!”
องค์ชายรองมองมารดา
ใบหน้าของเขาซีดลงช้า ๆ
“เสด็จแม่…”
ฮองเฮาหันไปหาเขา
“เฉิงอัน เ้าต้องขึ้นบัลลังก์ เ้าคือความหวังของตระกูลเรา”
องค์ชายรองหัวเราะแ่
“ความหวังของตระกูล…ไม่ใช่โอรสของพระองค์หรือ”
นางไม่ตอบ
ความเงียบเป็คำตอบที่โหดร้ายยิ่งกว่าอะไรทั้งหมด
หลี่เฉิงอันก้มหน้าลง
ตลอดชีวิตเขาถูกสอนว่าเกิดมาเพื่อบัลลังก์
แต่ในวินาทีนี้ เขาเพิ่งเข้าใจว่า แม้แต่มารดาก็ไม่เคยถามว่าเขา้ามันจริงหรือไม่
ฮ่องเต้ยกพระหัตถ์
“ควบคุมตัวฮองเฮา กักไว้ที่ตำหนักเย็น รอการไต่สวน”
ทหารก้าวเข้ามา
ฮองเฮาไม่ขัดขืน
นางเพียงหันมองหลี่เฉิงเยว่
“เ้าคิดว่าชนะแล้วหรือ”
หลี่เฉิงเยว่สบตา
“ข้าไม่เคยมองเื่นี้เป็ชัยชนะ”
“มีราชโองการ มีสายเื มีขุนนางทั้งราชสำนัก เ้าจะขึ้นบัลลังก์ แล้วจะกลายเป็เหมือนพวกเรา”
“ข้ายังไม่ได้เลือก”
ฮองเฮาหัวเราะ
“เ้าคิดว่าเลือกได้หรือ บัลลังก์ไม่เคยปล่อยผู้ที่มีสิทธิ์ให้เดินจากไป”
“เช่นนั้นข้าจะเป็คนแรก”
ฮองเฮาชะงัก
นางมองผ่านหลี่เฉิงเยว่ไปยังเซวียนอี้
เพียงเห็นสายตาที่องค์ชายกับทหารหนุ่มมองกัน นางก็เข้าใจ
“ที่แท้เป็เพราะเขา”
เซวียนอี้ก้มหน้าลงเล็กน้อย แต่ไม่ได้ถอย
ฮองเฮาเอ่ยเสียงเย็น
“เ้าจะทิ้งแผ่นดินเพราะทหารต่ำศักดิ์คนหนึ่ง?”
หลี่เฉิงเยว่ตอบโดยไม่ลังเล
“หากแผ่นดิน้าให้ข้าสละทุกคนที่ข้ารัก เพื่อพิสูจน์ว่าคู่ควรกับมัน แผ่นดินเช่นนั้นก็ไม่คู่ควรกับข้า”
เซวียนอี้เงยหน้าขึ้น
หัวใจของเขากระตุกแรง
ขุนนางรอบด้านต่างตกตะลึง
แม้หลี่เฉิงเยว่ไม่ได้เอ่ยคำว่ารักตรง ๆ แต่ไม่มีผู้ใดฟังไม่เข้าใจ
ฮ่องเต้มองโอรสของตน
ในพระเนตรปรากฏความซับซ้อน
ฮองเฮาถูกนำตัวออกไป
ก่อนพ้นประตู นางหันกลับมาเป็ครั้งสุดท้าย
“ความจริงไม่อาจคืนสิ่งที่เ้าสูญเสีย”
หลี่เฉิงเยว่ตอบ
“ข้ารู้”
“แล้วเ้าจะได้อะไร”
“สิทธิ์ไม่ให้ผู้ใดพรากสิ่งที่เหลืออยู่จากข้าอีก”
ประตูท้องพระโรงปิดลงด้านหลังนาง
เสียงโซ่ตรวนค่อย ๆ ห่างออกไป
แต่บรรยากาศยังไม่ผ่อนคลาย
เพราะเมื่อศัตรูคนหนึ่งล้มลง ทุกคนก็เริ่มมองไปยังสิ่งที่สำคัญยิ่งกว่า
บัลลังก์
ขุนนางหลายคนคุกเข่า
“องค์ชายสามคือพระโอรสโดยชอบธรรมแห่งอดีตฮองเฮา!”
“ขอฝ่าาทรงคืนฐานะให้พระองค์!”
“ราชสำนักต้องประกาศชาติกำเนิด!”
เสียงเรียกร้องดังขึ้นทีละฝ่าย
หลี่เฉิงเยว่ายืนอยู่กลางเสียงเ่าั้
เขาควรดีใจ
แต่กลับรู้สึกเหมือนมีโซ่ตรวนเส้นใหม่กำลังพันรอบร่าง
เซวียนอี้ยืนอยู่ด้านหลังหนึ่งก้าว
ใกล้พอให้หลี่เฉิงเยว่รับรู้ว่า เขายังไม่อยู่คนเดียว
องค์ชายหันไปมองเขาเพียงเสี้ยวหนึ่ง
จากนั้นจึงกล่าวต่อฮ่องเต้
“กระหม่อมขอพารัชทายาทไปรักษาก่อน เื่ฐานะและราชโองการ ขอเลื่อนไปหลังจากพระอาการของพี่ใหญ่มั่นคง”
ฮ่องเต้มองเขา
“เ้ากำลังหลีกเลี่ยงคำตอบหรือ”
“กระหม่อมเพียงไม่คิดว่าบัลลังก์สำคัญกว่าชีวิตคน”
คำตอบนั้นทำให้ทั้งโถงเงียบ
รัชทายาทยิ้มบาง ก่อนหลับตาลงอย่างอ่อนแรง
หลี่เฉิงเยว่เดินไปประคองพี่ชายด้วยตนเอง
เซวียนอี้เข้าช่วยอีกด้าน
คนทั้งสามเดินออกจากท้องพระโรง
ทิ้งราชโองการ ตราั และเสียงขุนนางไว้เื้ั
สำหรับหลี่เฉิงเยว่
คืนนี้เขาได้ชาติกำเนิดกลับคืน
แต่ยังไม่แน่ใจเลยว่า สิ่งที่กำลังรอเขาอยู่ข้างหน้า
คืออิสระ
หรือกรงทองที่ใหญ่กว่าเดิม