เมื่อกรมพิธีการตกอยู่ในสภาพกลืนไม่เข้าคายไม่ออก เต๋อเฟยจึงเข้ามารับหน้าที่แทน เจ้ากรมพิธีการไม่มีเหตุผลในการคัดค้าน จึงรีบรายงานสถานการณ์ให้ซ่งอี้เฉินทราบทันที เมื่อซ่งอี้เฉินทรงอนุญาต เขาก็รีบโยนเผือกร้อนออกไปทันที
เต๋อเฟยกระทำเช่นนี้มิได้เป็นความคิดของนางเอง หากแต่ได้รับความเห็นชอบจากไทเฮา ขั้นแรกนางเปลี่ยนสถานที่จัดงานเลี้ยงวันคล้ายวันประสูติจากพระราชวังนอกเมืองเป็นสวนในวังหลวงแทน ทั้งนี้เพื่อให้การเดินทางสะดวกมากยิ่งขึ้น
ในส่วนแขกเหรื่อที่มางานนอกจากนางสนมในวังหลวงแล้ว ก็จะเป็นขุนนางในราชสำนักทั้งบู๊และบุ๋น ทุกคนต่างถวายพระพรและร้องเพลงสรรเสริญที่บริเวณหน้าห้องโถงใหญ่เพื่อแสดงความยินดี
รายการบันเทิงจะไปจัดยังสถานที่จัดงานใหญ่ๆ บางแห่ง เหลือเพียงสถานที่หรูหราอีกสองสามแห่ง มีนางสนมอีกสองคนปรากฏตัวในตำหนักหลัง ที่เหลือเป็นเกมอย่างโยนลูกธนูก็พอแล้ว
ซ่งอี้เฉินเห็นแผนการเตรียมการ พลันกล่าวชมเชยเต๋อเฟยให้จัดการเรื่องนี้ไปตามนั้น
ในวันงานเลี้ยงวันคล้ายวันประสูติ ซ่งอี้เฉินปรากฏตัวในชุดเต็มยศ ตามที่วางแผนไว้ เขากล่าวทักทายเหล่าขุนนางหน้าห้องโถงใหญ่ก่อน พร้อมกับฟังคำถวายพระพร ก่อนจะเดินผ่านไป
ในเวลาเที่ยงวันนางกำนัลและขันทีของวังหลวงนำเหล่าขุนนางในราชสำนักไปยังสวนในวังหลวง
เนื่องจากวันนี้แดดค่อนข้างแรง เหล่าขุนนางที่สวมเครื่องแบบและหมวกราชการหนาๆ ต่างพากันเหงื่อไหลไคลย้อยจากอากาศที่ร้อนอบอ้าว เดิมทีคิดว่าต้องทนร้อนกลางแดดหลายชั่วโมง ไม่คาดคิดว่างานเลี้ยงครั้งนี้กลับทำให้พวกเขามีความสุขอย่างน่าประหลาดจริงๆ
งานเลี้ยงจัดขึ้นที่ทะเลสาบในสวนวังหลวง มีเรือใหญ่สองลำ ด้านหนึ่งใช้สำหรับจัดเลี้ยง และอีกด้านหนึ่งใช้สำหรับกิจกรรมงานเลี้ยงสังสรรค์ เหล่าขุนนางไม่ต้องเผชิญกับแสงแดดที่ร้อนจัด อีกทั้งยังมีลมเย็นพัดมาจากริมทะเลสาบเป็นระลอกอีกด้วย ทุกคนต่างรู้สึกขอบคุณเต๋อเฟยเป็นอย่างยิ่ง
องค์หญิงใหญ่เชิดหน้านั่งถัดจากไทเฮาลงมา นางกวาดสายตามองไปยังบรรดาขุนนาง ก่อนจะมองไปยังเซียวจ่างเฟิงแล้วยกยิ้มมุมปากเล็กน้อย
ไม่ว่าจะอยู่ที่ใด เซียวจ่างเฟิงก็มักเป็นที่สะดุดตาเสมอ แม้จะสวมเครื่องแบบขุนนางที่ทั้งน่าเกลียดและหนัก กระนั้นเขาก็ยังดูดีกว่าคนอื่นๆ เป็นร้อยเท่า
ผู้ที่ตกหลุมรักกันตั้งแต่วัยเยาว์ ไม่คำนึงถึงความแตกต่างจริงๆ น่าเสียดายที่สุดท้ายแล้วกลับไม่มีวาสนาต่อกัน
เซียวจ่างเฟิงมององค์หญิงใหญ่ครู่หนึ่ง จากนั้นจึงหันไปพูดคุยกับขุนนางที่อยู่ข้างเขาด้วยสีหน้าจริงจังและมีท่าทางคล้ายกับสุภาพบุรุษที่มีความประพฤติดี
องค์หญิงใหญ่ไม่รังเกียจ เพียงแย้มยิ้มแล้วหันไปมองซ่งอี้เฉิน เจ้าหน้าที่ของกรมพิธีการบรรเลงเพลงถวายพระพร บรรยากาศชื่นมื่น แม้จะเป็นงานเลี้ยงที่เรียบง่าย ทว่าสิ่งที่ควรมีก็ยังคงมีอยู่
หลังจากเสร็จสิ้นขั้นตอนพิธีการต่างๆ งานเลี้ยงวันคล้ายวันประสูติจึงเริ่มขึ้นอย่างเป็นทางการ เหล่าขุนนางกล่าวคำถวายพระพรตามลำดับ ทุกคนต่างแซ่ซ้องยกให้ซ่งอี้เฉินเป็นฮ่องเต้ที่มีพระปรีชาสามารถเหมือนกับเหยาซุนอวี่ ผู้นำทั้งสามคนของกลุ่มพันธมิตรชนเผ่าในสมัยโบราณ ทว่าในใจกลับเห็นเขาเป็นเพียงฮั่นเสี้ยนตี้ ฮ่องเต้ผู้อ่อนแอแห่งราชวงศ์ฮั่นเท่านั้น
แม้ซ่งอี้เฉินจะมองออก กระนั้นกลับไม่คิดถือสาอันใด เพียงแค่ยอมรับไว้ด้วยรอยยิ้ม สุดท้ายดื่มอวยพรไทเฮาและดื่มร่วมกับนางสนม จากนั้นเขาจึงวางจอกลงแล้วเอ่ยกับไทเฮา “โรคระบาดในเหอเป่ยครั้งนี้คลี่คลายไปทั่วทั้งแคว้นแล้ว ต้องขอบพระทัยเสด็จแม่ ที่ทำให้เจิ้นได้ฉลองวันคล้ายวันประสูติได้อย่างสบายใจ ไม่เช่นนั้นเจิ้นคงต้องไปเหอเป่ยเพื่อบําบัดทุกข์บํารุงสุขกับราษฎรจริงๆ”
ไทเฮารีบตอบกลับทันทีว่า “ฮ่องเต้กล่าวเกินไปแล้ว นี่เป็นเพราะบรรพบุรุษของพวกเราปกป้องไว้”
“วันนี้เจิ้นอยากใช้โอกาสนี้มอบตำแหน่งในวังหลวงเพื่อเป็นรางวัลแก่ผู้มีความดีความชอบ” ซ่งอี้เฉินกล่าวพลางมองที่เหยียนอู๋อวี้ “เหยียนฉายเหริน ออกมาเถิด”
เหยียนอู๋อวี้นั่งถัดจากเหลียงเจาอี๋ เมื่อได้ยินราชโองการจึงยืนขึ้นเดินออกไปพร้อมกับคุกเข่าลงด้วยท่าทีนอบน้อมทันที
เมื่อไทเฮาเห็นสถานการณ์นี้พลันรู้สึกประหลาดใจอย่างยิ่ง อีกทั้งยังกังวลว่าซ่งอี้เฉินจะทำอันใดโดยไม่ไตร่ตรองให้ดี นางเก็บความไม่พอใจไว้พลางแย้มยิ้มตรัสว่า “เหตุใดฮ่องเต้ต้องเลื่อนตำแหน่งเหยียนฉายเหรินอย่างกะทันหัน? ต้องการเลื่อนให้เป็นตำแหน่งใดหรือ?”
ซ่งอี้เฉินคาดไว้แล้วว่าไทเฮาจะถามคำถามนี้จึงตอบกลับทันที “โรคระบาดในเหอเป่ยครั้งนี้ เหยียนฉายเหรินได้พบสูตรยาจากต้นฉบับหนังสือโบราณ ซึ่งช่วยชีวิตชาวเหอเป่ย นี่เป็นผลงานที่ยิ่งใหญ่ เจิ้นไม่เพียงต้องเลื่อนตำแหน่งให้นาง ยังอยากจะตกรางวัลให้เจ้าเมืองเหยียนอีกด้วย ท่านเจ้าเมืองผู้นี้ต้องเป็นผู้ที่มีความสามารถจึงสอนบุตรสาวได้ฉลาดเช่นนี้”
คำพูดของซ่งอี้เฉิน ไม่เพียงแต่บอกอย่างเป็นทางการว่าต้องการเลื่อนตำแหน่งเหยียนอู๋อวี้ ทว่ายังจะเลื่อนตำแหน่งให้เจ้าเมืองเหยียนอีกด้วย นอกจากนี้ยังแสดงความชัดเจนว่าได้ตัดสินใจเรื่องนี้อย่างแน่นอนแล้วต่อหน้าเหล่าขุนนางทุกคน
ไทเฮาฟังเหตุผลเหล่านี้จะไม่เข้าใจได้อย่างไร สีหน้าของนางเคร่งขรึมเล็กน้อย และตรัสว่า “ฝ่าบาทกล่าวถูกต้องแล้ว เหยียนฉายเหรินสร้างผลครั้งใหญ่ต้องได้รับรางวัล จึงควรเลื่อนตำแหน่งให้เป็นเจี๋ยอวี๋ สำหรับเรื่องของเจ้าเมืองเหยียนฝ่าบาทควรใคร่ครวญอีกครั้ง การเลื่อนตำแหน่งขุนนางต่างๆ ต้องประเมินตามผลงาน ดังนั้นเราจึงไม่ควรใจร้อนเช่นนี้”
ซ่งอี้เฉินรู้ดีว่าไทเฮาจะต้องคัดค้าน และเหตุที่เขาต้องยกเรื่องบิดาของเหยียนอู๋อวี้ขึ้นมาก็เพียงเพื่อให้เหยียนอู๋อวี้ได้เลื่อนตำแหน่งอย่างราบรื่นเท่านั้น
หากเอ่ยถึงเพียงเหยียนอู๋อวี้ผู้เดียว ไทเฮาคงไม่อนุญาตอย่างแน่นอน ทว่าเมื่อมีเรื่องเจ้าเมืองเหยียนเพิ่มเข้ามา ไทเฮาจะต้องคิดถึงเกียรติของเขาในฐานะที่เป็นฮ่องเต้ ไม่คัดค้านทุกๆ ประเด็นจนเกินกว่าเหตุเป็นแน่
เมื่อซ่งอี้เฉินกำลังจะกล่าวตัดสินใจ จู่ๆ พลันมีเสียงเยาะเย้ยดังมาจากด้านหนึ่ง สายตาของเขาและทุกคนต่างหันไปมอง กลับเป็นองค์หญิงใหญ่ที่เงยหน้ามองเขาด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความรู้สึกเย้ยหยัน
ซ่งอี้เฉินรู้สึกแปลกใจ ทว่าเสียงหัวเราะนั้นชัดเจนอย่างเลี่ยงไม่ได้ เขาจึงตรัสถามว่า “เหตุใดเสด็จพี่จึงหัวเราะเช่นนั้น? หรือว่าคิดถึงเรื่องสนุกอันใดขึ้นมาหรือ?”
องค์หญิงใหญ่ลุกขึ้นยืนพร้อมกับหันไปอวยพรเขาแล้วเอ่ยถามว่า “หากข้าจำไม่ผิด ฮ่องเต้อายุยี่สิบเจ็ดชันษาแล้วใช่หรือไม่?”
ซ่งอี้เฉินพยักหน้าและตอบว่าใช่ ขณะที่เหยียนอู๋อวี้เข้าใจจุดประสงค์ขององค์หญิงใหญ่ในทันที นางลอบยกยิ้มมุมปากเยาะเย้ย ขณะที่องค์หญิงใหญ่กำลังจะลงมือโจมตี
องค์หญิงใหญ่แย้มยิ้มพลางกล่าวว่า “ฮ่องเต้ในอดีต หากมีผู้สำเร็จราชการ หลังจากฮ่องเต้มีพระชนมายุคบสิบหกชันษาหรืออภิเษกสมรสแล้ว พระองค์จะทรงออกว่าราชการเองได้ ก่อนหน้านี้ฮ่องเต้เสด็จขึ้นครองบัลลังก์ทรงมีพระชนมายุสิบแปดชันษาแล้วและยังมีอวิ๋นฮองเฮาอยู่เคียงข้าง พูดตามหลักแล้ว ม่านด้านหลังก็ไม่ควรจะมีแล้วกระมัง ทว่าครั้งแรกเมื่อฮ่องเต้ขึ้นครองบัลลังก์ ก็ยากจะเลี่ยงเรื่องที่ต้องคิดอย่างรอบด้านได้ จึงต้องเชิญไทเฮามาช่วยบริหารงานในราชสำนัก หลายปีผ่านไปม่านด้านหลังของไทเฮาก็ควรถูกถอดออกได้แล้วกระมัง?”
สีหน้าของไทเฮาแปรเปลี่ยนเป็นเย็นชาสุดขั้ว ดวงตาของนางมองไปที่ซ่งอี้เฉินทันที คำพูดขององค์หญิงใหญ่เป็นการบังคับให้นางคืนอำนาจอย่างชัดเจน
เพียงแต่ตลอดมาองค์หญิงใหญ่และซ่งอี้เฉินมีความสัมพันธ์ที่ไม่ค่อยลงรอยกัน ดังนั้นจะช่วยซ่งอี้เฉินพูดโดยไม่มีเหตุผลได้อย่างไร นอกจาก......
นอกจากพวกเขาได้ทำข้อตกลงร่วมกันไว้
เมื่อคิดถึงเรื่องนี้ ไทเฮารู้สึกผิดหวังอยู่ในใจ ครั้นเมื่อมองดูบุตรชายของตนเอง กลับพบว่าใบหน้าเขาก็ประหลาดใจเช่นกัน ดังนั้นไทเฮาจึงเริ่มรู้สึกไม่มั่นใจในการคาดเดาของตนเอง
นางยังไม่ทันเอ่ยสิ่งใด จู่ๆ กลับมีขุนนางผู้หนึ่งก้าวมาข้างหน้าและทูลว่า “สิ่งที่องค์หญิงใหญ่พูดนั้นเป็นความจริงอย่างแน่นอน องค์ฮ่องเต้ทรงดูแลบ้านเมืองมาหลายปีแล้ว ดังนั้นถึงเวลาที่จะต้องปกครองบ้านเมืองด้วยตนเอง” เมื่อทุกคนมองไปก็รู้ทันทีว่าเป็นคนขององค์หญิงใหญ่
ขุนนางชั้นผู้ใหญ่อีกผู้หนึ่งก็ยืนขึ้นเช่นกัน ทว่ากลับเอ่ยคัดค้าน “ยามนี้เหตุการณ์บ้านเมืองสงบแล้ว ไทเฮาทรงมีผลงานมากมาย แม้ว่าฮ่องเต้จะมีพระชันษายี่สิบเจ็ดแล้ว ทว่าหากเทียบกับไทเฮาแล้ว เกรงว่ายังอ่อนประสบการณ์อยู่บ้าง กระหม่อมคิดว่าการถอดม่านออกในเวลานี้ไม่ค่อยเหมาะสมนัก”
นี่ก็คงเป็นคนของไทเฮาอีกเช่นเคย
ขณะนั้นกลับมีขุนนางฝ่ายองค์หญิงใหญ่ยืนขึ้นและคัดค้านอีก “ไม่ถูกต้อง กระหม่อมคิดว่าฮ่องเต้มีความแข็งแกร่งพอที่ทรงบริหารบ้านเมืองได้ ไม่ต้องดูสิ่งใด เพียงแค่โรคระบาดเหอเป่ยนี้ หากไม่ใช่ฮ่องเต้ทรงปฏิบัติงานอย่างรวดเร็วแล้ว เกรงว่าปัญหาอาจจะลุกลามไปมากกว่านี้”
ขุนนางฝ่ายของไทเฮากลับไม่เห็นด้วย “ฮ่องเต้ยังทรงพระเยาว์ ตลอดหลายปีมานี้ไทเฮาทรงผ่านสงครามนับครั้งไม่ถ้วน แนวชายแดนต่างหวาดกลัวแสนยานุภาพของไทเฮา หากไทเฮาทรงถอยออกไป แว่นแคว้นเล็กๆ เหล่านั้นก็จะตั้งตนเป็นศัตรูพร้อมสร้างปัญหาอย่างแน่นอน เมื่อถึงตอนนั้นจะทำอย่างไร? ปัญหาโรคระบาดในเหอเป่ยเพิ่งจะคลี่คลาย หากยังต้องเริ่มสงคราม เกรงว่าจะส่งผลเสียต่อแคว้นของเรามากกว่า”
องค์หญิงใหญ่กล่าวทันที “แว่นแคว้นชายแดนเล็กๆ ยังหวาดกลัวถึงเพียงนี้ นอกจากแสนยานุภาพของไทเฮาแล้ว ยังมีกำลังของเหล่าแม่ทัพในราชสำนัก ต้องมีทั้งสองส่วน มิอาจเด่นเพียงอย่างเดียวได้!”
ทั้งสองฝ่ายเริ่มโต้เถียงกันอย่างดุเดือดมากขึ้นเรื่อยๆ ขณะที่กำลังถกเถียงกันนั้น ทุกคนไม่รู้ว่าวันนี้เป็นงานเลี้ยงวันคล้ายวันประสูติของซ่งอี้เฉิน พวกเขาวิพากษ์วิจารณ์กันและถ่มน้ำลายใส่กัน หากไม่ใช่เพราะฝ่ายหนึ่งเป็นคนของไทเฮาและอีกฝ่ายหนึ่งก็เป็นฮ่องเต้ เกรงว่าคงด่าทออีกฝ่ายหนึ่งอย่างดุดันไปแล้ว
ตรงกันข้ามขุนนางที่ภักดีกลับไม่เคลื่อนไหว เห็นได้ชัดว่าไม่คิดจะเคลื่อนไหวแทนทั้งสองฝ่าย และไม่กล้าเปิดเผยจุดยืนของตนจนตกเป็นเป้าของไทเฮาและองค์หญิงใหญ่ คนเหล่านั้นจึงทำหน้าที่เป็นผู้สร้างสันติ ในขณะเดียวกันสถานการณ์ก็มีความครึกครื้นอย่างยิ่ง
ซ่งอี้เฉินมองไปทางขุนนางที่กำลังตื่นตัวในงานเลี้ยง ท่าทางที่ชัดเจนขององค์หญิงใหญ่ทำให้เขารู้สึกสับสนยิ่งนัก
องค์หญิงใหญ่ต้องการทำอันใดกันแน่?