ตอนที่ 17 เจ้าแน่มาก (2)
คหบดีซูมีบุตรสาวเพียงคนเดียว หากเขาได้แต่งงานกับคุณหนูซูผู้นี้ ต่อไปทรัพย์สมบัติของตระกูลซูย่อมเป็นของเขา เขาไม่อยากสูญเสียคู่ครองเช่นนี้ไป เขาถึงกับวางเดิมพันอนาคตตัวเองกับงานแต่งครั้งนี้ ขอเพียงได้แต่งกับคุณหนูซู คหบดีซูย่อมทุ่มเทเงินทองเส้นสายความสัมพันธ์ทั้งหมดเพื่อช่วยวิ่งเต้นให้เขา เรื่องที่เขาจะสอบติดเป็นขุนนางก็อยู่ไม่ไกลแล้ว
อันเสี่ยวเย่ว์พอเห็นอันหยวนเฟิงเสียงอ่อนลง ก็ยิ้มน้อยๆ แล้วเอ่ยว่า “เรื่องที่ข้าต้องการง่ายมาก ก็แค่ต่างคนต่างอยู่ เรื่องของพวกข้า หากพี่หยวนเฟิงลืมไปได้ ไม่ปากมากที่บ้าน เช่นนั้นเรื่องของพี่หยวนเฟิง พวกเราก็จะลืมเช่นกัน”
“ข้าไม่เชื่อเจ้าหรอก” อันหยวนเฟิงยังไม่ค่อยวางใจ
“ในเมื่อไม่เชื่อใจกัน พวกเราก็ลงมือกันให้เต็มที่จนเสียหายทั้งสองฝ่าย” อันเสี่ยวเย่ว์พูดเสียงเข้ม “ถึงตอนนั้น พวกเราพี่น้องถูกตี พี่หยวนเฟิงสูญเสียชื่อเสียงและอนาคต พอมาคิดดูแล้ว พวกเราก็ไม่ขาดทุน! พี่หยวนเฟิง ท่านว่าไหม”
“เจ้าแน่มาก!” ดวงตาอันหยวนเฟิงแทบมีไฟพุ่ง เขานึกไม่ถึงเลยว่า เรื่องของเขาจะถูกอันเสี่ยวเย่ว์พบเห็นเข้า “ข้าจะถือว่าวันนี้ไม่ได้เห็นพวกเจ้า ทางที่ดีพวกเจ้าก็ปิดปากให้สนิทเช่นกัน”
“พี่หญิง พี่หญิงเสี่ยวเหมย หยวนเซิง วันนี้พวกเราไม่เคยพบเห็นพี่หยวนเฟิง ใช่หรือไม่” อันเสี่ยวเย่ว์ถามด้วยรอยยิ้มอารมณ์ดี
“วันนี้พวกเราไม่ได้ไปในเมือง ย่อมไม่เห็นอะไรเลย!” อันเสี่ยวหลีตอบอย่างฉับไว
“ไม่เคยไป ไม่เคยไป ข้าไม่รู้อะไรเลย” อันเสี่ยวเหมยก็ตอบเช่นกัน
ส่วนอันหยวนเซิงที่เด็กที่สุด แม้จะอายุเพียงห้าขวบ แต่ก็มีไหวพริบปราดเปรียวอย่างมาก “ข้าก็ไม่รู้ไม่เห็นอะไรเลย”
เจ้าของที่ดินเกามองดูอันเสี่ยวเย่ว์แล้วฉีกยิ้มเบี้ยวๆ ออกมา จู่ๆ เขาก็รู้สึกว่าอันเสี่ยวเย่ว์ทั้งฉลาดและมีความกล้าหาญ ทั้งมีวิชาแพทย์เก่งกาจ หากได้มาเป็นภรรยาของหม่านไฉลูกชายเขา ก็นับเป็นเรื่องดีมาก ไม่แน่ว่าแต่งคุณหนูตระกูลใหญ่เข้ามายังสู้ไม่ได้เลย สิ่งสำคัญที่สุดคือลูกชายสุดที่รักของเขาชอบอันเสี่ยวเย่ว์ ข้อนี้เขากับภรรยาล้วนมองออก
หลังจากนั้น ภายในรถม้าก็มีแต่ความเงียบ ไม่มีใครพูดอะไรอีก อันเสี่ยวเย่ว์ครุ่นคิดว่า นางไม่ห่วงเรื่องของวันนี้ เรื่องที่นางต้องวางแผนระยะยาวคือจะแยกบ้านอย่างไร การมีครอบครัวเช่นนี้ มีญาติผู้พี่เช่นนี้ ไม่แยกบ้านก็ไม่มีวันได้เห็นเดือนเห็นตะวันกับใครเขาตลอดกาลแน่
ตัวอำเภอเมืองห่างจากหมู่บ้านป๋ายซาไม่ไกล ไม่นานก็มาถึงปากทางเข้าหมู่บ้าน อันหยวนเฟิงลงจากรถแล้วตรงกลับบ้าน ส่วนพวกอันเสี่ยวเย่ว์กลับไปที่บ้านเจ้าของที่ดินเกาก่อนเพื่อฝากข้าวของที่ซื้อมาไว้ที่ตระกูลเกาชั่วคราว นัดหมายว่าตอนค่ำจะมารับคืน จากนั้นพวกเด็กๆ ก็หยิบขนมจำนวนหนึ่งกับไข่ไก่หนึ่งใบ แล้วกระโดดโลดเต้นกลับบ้าน
ตอนนี้ที่บ้านปราศจากเสียงด่าทออาละวาด ก็เพราะ ‘ความหวัง’ ของบ้านตระกูลอันกลับมาแล้วทั้งที ผู้คนทั้งบ้านย่อมคอยแวะเวียนรายล้อมรอบตัวเขา หม่าซื่อคอยแต่ถามไถ่อันหยวนเฟิงไม่เลิก ยังบอกว่าวันนี้จะตุ๋นเนื้อหมูให้หลานซิ่วไฉได้บำรุงร่างกาย สุขภาพแข็งแรงจึงจะสามารถเล่าเรียนได้ดี ต่อไปสอบได้จอหงวนก็เป็นที่เชิดหน้าชูตาวงศ์ตระกูล
อันเสี่ยวเย่ว์เอาขนมหวานให้อันหยวนซิ่งกับอันหยวนวั่งที่เล่นก้อนหินอยู่ในลานบ้านก่อน เด็กทั้งสองดีใจจนแทบจะยกให้นางเป็นพี่สาวแท้ๆ
ต่อจากนั้น อันเสี่ยวเย่ว์รู้ว่าต้องเผชิญหน้ากับหม่าซื่อ จึงไปที่ห้องโถงกลาง มอบไข่ไก่ให้หม่าซื่อ “ท่านย่า ไข่ไก่ใบนี้คืนให้ที่บ้าน ท่านถือให้ดีนะ นี่เป็นไข่ที่ข้าให้หม่านไฉเลือกใบที่ใหญ่ที่สุดมาให้เลย”
หม่าซื่อมองดูไข่ไก่ใบโต ใบหน้ายับย่นยิ้มจนบานแฉ่ง นางกล่าวกับอันเสี่ยวเย่ว์ว่า “เสี่ยวเย่ว์! พวกเจ้าไปเล่นที่บ้านเจ้าของที่ดินเกาตลอดบ่ายแล้วกระมัง เครื่องประดับก็อวดพอแล้ว พวกเจ้ายังเล็ก ไม่เหมาะจะใช้ของพวกนี้ รอให้พวกเจ้าโตกว่านี้หน่อยก็ออกเรือนแล้ว ย่าค่อยหาของที่ดีกว่ามาให้ ตอนนี้เอาเครื่องประดับมาให้ย่าเก็บไว้ก่อน นี่ก็เป็นระเบียบของที่บ้านด้วยเหมือนกัน”