ตอนที่ 74 เจ้าหน้าที่จากกิลด์สมาคม
ไลท์ยังคงเปิดขายเนื้อเสียบไม้ โดยที่ไม่มีข้าวเหนียวไปทั้งอย่างนั้น จวบจนกระทั่งเนื้อเสียบไม้ทั้งหมดที่ได้ตระเตรียมไว้ถูกขายจนหมดเกลี้ยง เป็นอันปิดการขายในช่วงเช้าของร้านอาหารสามเวลาไปด้วยความชื่นมื่น
ทั้งนี้ในระหว่างที่ไลท์ กำลังเก็บแผงหน้าร้านกันอยู่นั่นเอง ตัวของเขาก็ได้พบเห็นกลุ่มนักผจญภัยจำนวน 10 คน ที่นำโดยคาห์นเดินตรงมาทางร้านของเขา
โดยแต่ละคน ต่างแบกหาม สะพายสัมภาระกันพะรุงพะรัง ซึ่งในกระเป๋าสัมภาระของทุกคนต่างก็แขวนห้อยเนื้อเสียบไม้ที่ทุกคนได้ซื้อตุนเอาไว้เป็นจำนวนหลายสิบไม้ เหน็บอยู่ข้างตัวไม่ห่างกาย ราวกับเป็นของรักของหวง
ซึ่งทางด้านของคาห์นและกลุ่มนักผจญภัยที่เดินตรงเข้ามาหาไลท์ ทั้งหมดไม่ได้มาเพื่อบอกลาหรือจากไปไหน เพียงแต่พวกเขาตั้งใจมาจองโต๊ะ กับไลท์เอาไว้ล่วงหน้าเหมือนเช่นเมื่อวันก่อน
“ท่านไลท์ ฉันอยากที่จะจองโต๊ะในช่วงมื้อเย็น ให้กับกลุ่มของฉันสักหน่อย?” คาห์นที่เป็นหัวหน้ากลุ่ม เดินเข้ามาแจ้งจุดประสงค์ให้กับไลท์ได้รับทราบ
“ได้ครับ ว่าแต่ท่านคาห์นจะไม่จองโต๊ะในช่วงเที่ยงหรือครับ” ไลท์เอ่ยถาม พลางจดชื่อกลุ่มของคาห์นลงในสมุดโน๊ต พร้อมกับกำกับลายเซ็น ส่งมันให้กับคาห์น
“ใจจริงพวกเราเองก็อยากจะมากินอาหารฝีมือของท่านไลท์ให้ครบทั้งสามมื้ออยู่เหมือนกัน แต่น่าเสียดายที่วันนี้พวกเรามีเหตุจำเป็น ต้องเดินทางเข้าไปในป่าเพื่อไปทำภารกิจบางอย่าง จึงน่าจะกลับกันมาไม่ทันอาหารมื้อเที่ยง”
คาห์นรับเอาใบจองโต๊ะในช่วงเย็นจากไลท์ ด้วยใบหน้าที่ค่อนข้างจะผิดหวังอยู่เล็กน้อย
เพราะอย่างที่รู้กันดี มื้ออาหารในร้านอาหารสามเวลา มักจะมีเมนูแปลกใหม่เพิ่มเติมเข้ามาให้ได้กินกันอยู่เสมอๆ
คาห์นจึงกลัวว่า ตนเองจะพลาดอาหารดีและอร่อยๆ ไป รวมถึงกลัวว่าจะคุยกับคนอื่นๆ ไม่รู้เรื่อง ทั้งๆ ที่ตอนแรก ตนเองคือหนึ่งในผู้คนที่รู้จักอาหารของไลท์ดีที่สุดมากกว่าใครๆ จนมีคนมาถามไถ่ถึงวิธีการกินและรสชาติที่อร่อยล้ำกับตนเองอยู่เสมอๆ
นั้นทำให้คาห์นและกลุ่ม รู้สึกเหมือนว่าตนเองคือคนสำคัญนั่นเอง
“ความรู้สึกผิดหวังของท่านคาห์น ข้าและท่านโทมัส เข้าใจเป็นอย่างดี” จิมที่อยู่ช่วยไลท์เก็บของอยู่ใกล้ๆ เผอิญได้ยินบทสนทนาของทั้งสองคนเข้าพอดี
จึงได้พูดบอกเล่าถึงความรู้สึกของตัวเองให้กับคาห์นได้รับทราบ ว่าเมื่อก่อนตนเองและเจ้าชายโทมัส ก็เคยรู้สึกแบบเดียวกันกับคาห์น
ตนเองเป็นเหมือนคนโชคดีที่ได้ค้นพบและรู้จัก เชฟไลท์ ที่ทำอาหารได้อร่อยมากๆ เป็นคนแรกๆ อีกทั้งร้านอาหารสามเวลาในตอนนั้นก็ไม่มีลูกค้าคนอื่นๆ เลยนอกจากตนเอง
แต่ทว่าเพียงแค่จากไปไม่กี่วัน...กลับกลายเป็นว่า ร้านอาหารแห่งนี้มีลูกค้ามากมายนับร้อยๆ คน แถมเมนูอาหารก็แตกต่างออกไปจากที่ตัวเองเคยกินเมื่อหลายวันก่อน อีกมากมายเต็มไปหมด
ฉะนั้นแล้ว โทมัสและจิม จึงเข้าใจถึงความรู้สึกนี้ดีกว่าใครๆ
“ท่านคาห์นคิดมากไปแล้ว ถึงท่านจะพลาดอาหารบางเมนูของวันนี้ไป ก็ใช่ว่าวันข้างหน้าจะไม่มีขายอีก เพราะยังเสียท่านคาห์นก็ถือเป็นลูกค้าขาประจำของทางร้านไปแล้ว...เอาไว้กลับมา ผมจะทำอาหารอร่อยๆ ที่ทุกคนอยากกินเป็นพิเศษให้นะครับ” ไลท์ได้เน้นย้ำถึงคำว่า
‘ลูกค้าขาประจำ’ ให้กับคาห์น
ซึ่งคำคำนี้ ถึงแม้จะดูเป็นคำธรรมดาๆ ที่ไม่ได้เลิศหรูอันใด...หากแต่มันมีอิทธิพลต่อผู้ที่ได้ยินอยู่ไม่น้อย
‘ตนคือลูกค้าขาประจำ ตนคือคนพิเศษ!’ คาห์นและเหล่านักผจญภัยคนอื่นๆ ในกลุ่ม ต่างรู้สึกหัวใจพองโตเมื่อได้ยินคำๆ นี้จากปากของไลท์
ใบหน้าของทุกคนเริ่มกลับมามีรอยยิ้มขึ้นอีกครั้ง ทุกคนต่างโบกมือลาไลท์จนกระทั่งแผ่นหลังของทุกคนได้หายลับสายตาเข้าไปในป่าดาราฉาย
“เชฟไลท์ คิดว่าภารกิจของท่านคาห์นคือการออกตามล่า อสูรสีชาด หรือเปล่าครับ?”
“อืมน่าจะใช่...ไหนๆ ก็พูดเรื่องนี้ขึ้นมาแล้ว ฉันคิดว่าที่ร้านอาหารของเรามีลูกค้าเยอะมากขนาดนี้ น่าจะเป็นผลพ่วงมาจากพวกนายทั้งสองคนนั่นแหละ” ไลท์ชี้นิ้วไปทางกลุ่มนักผจญภัยที่ตั้งแคมป์กันอยู่นอกชายป่าให้กับจิมได้ดู
ซึ่งตอนนี้นักผจญภัยส่วนใหญ่ก็เริ่มเตรียมตัวที่จะออกเดินทางเข้าป่ากันบ้างแล้ว แต่ก็มีอีกบางส่วนที่ยังคงเลือกจะนั่งเล่นกันอยู่ด้านนอก ดั่งเช่นกลุ่มของแมทนั่นเอง
“จริงๆ เหรอครับ นักผจญภัยพวกนี้ คือคนที่มาตามข่าวลือจริงเหรอครับ” จิมพยายามพูดด้วยเสียงเบาๆ แต่น้ำเสียงขององครักษ์หนุ่ม ก็เจือไปด้วยความตกใจอยู่ไม่น้อย ว่าผู้คนทั้งหมดนี้คือนักผจญภัยที่มาตามข่าวลือของพวกตน
“ก็ใช่นะสิ เป็นฝีมือของพวกนายทั้งหมดนี้แหละ...เอาเป็นว่ายังพอมีเวลาเหลืออีกนิดหน่อยก่อนจะเตรียมมื้อเที่ยง นายก็รีบเก็บของให้เสร็จเร็วๆ แล้วฉันจะทำอาหารให้กินเป็นรางวัล” พูดจบไลท์ก็หยิบยกข้าวของในส่วนของตน กลับเข้าไปในร้าน โดยมีองครักษ์หนุ่มกุลีกุจอ ติดตามอยู่ด้านหลัง
จิม บอกเล่าเรื่องที่ไลท์ได้บอกไปให้กับเจ้าชายหนุ่มที่กำลัง เฝ้าดูเจ้าโปริ่งรดน้ำต้นไม้อยู่ด้านหลังของร้าน
แน่นอนว่าปฏิกิริยาของโทมัส ก็ดูตกใจไม่ต่างจากจิม เพียงแต่ว่าที่ทำให้โทมัสดูดีใจมากที่สุด เห็นจะเป็นการที่ไลท์จะมอบรางวัลให้กับพวกเขา เป็นอาหารตามสั่งที่พวกเขาปรารถนาและโหยหากันมาหลายวัน
ไลท์ได้ผัดข้าวผัดที่ทั้งสองคนอยากกินให้กับโทมัสและจิม โดยระหว่างนั้นก็ให้ทั้งสองคนได้เรียนรู้การทอดไข่ดาว เหมือนที่คุณตาเกลและเอลล่า ได้ร่ำเรียนไปเมื่อวันก่อน
อย่างไรก็ตามแม้คุณตาเกลและเอลล่าจะเรียนการทอดไข่ไปหมดแล้ว แต่พวกเขาก็ยังเข้ามาเรียนรู้ร่วมกับโทมัสและจิมอีกอยู่ดี แต่ก็ติดตรงที่ ครัวแห่งนี้มีเตาที่ใช้สำหรับทำอาหารแค่เพียง 2 เตาเท่านั้น
“ถ้าเตาไม่พอ ทำไมเราไม่สร้างเตาเพิ่มละครับ” โทมัสถามออกมาด้วยความสงสัย เพราะอย่างที่เห็น ขนาดของครัวในร้านอาหารสามเวลานั้นไม่ใช่ปัญหา ยังมีที่อีกเหลือเฟือให้สามารถต่อขยายได้อีกเล็กน้อย
“สร้างเตาเพิ่ม?! เป็นความคิดที่ดีเลย ว่าแต่ถ้าจะสร้างเตาทำอาหารเพิ่ม ต้องใช้เงินเท่าไหร่ครับคุณตา?” ไลท์ก็มองว่าความคิดของโทมัสในการสร้างเตาเพิ่มนั้นไม่เลวเลย
ด้วยความที่ไลท์นั้นคุ้นชินกับการทำงานในห้องครัวระดับสูงมาหลายต่อหลายแห่ง ทำให้เขาสามารถทำอาหารหลากหลายอย่างได้ในเวลาพร้อมๆ กัน ลำพังแค่ 2 เตา จึงถือว่าไม่คณามือชายหนุ่มจากต่างโลกผู้นี้เท่าไหร่นัก
“ไม่ต้องใช้เงินหรอกครับ เรื่องนี้ จิมกับผมสามารถสร้างมันได้ เพียงแต่ถ้าเชฟไลท์ต้องการให้เตาคงทนแข็งแรงสักหน่อย อาจจะต้องหาดินที่มีคุณภาพมาสร้างครับ”
เจ้าชายหนุ่มไม่ได้พูดโป้ปด ตัวเขาและองครักษ์ผู้ติดตาม นั้นสามารถที่จะสร้างเตาทำอาหารขึ้นมาได้ด้วยพลังเวทของพวกเขา
แต่ทว่า...ถึงทั้งสองคนจะสามารถสร้างเตาขึ้นมาได้ด้วยพลังเวท ลำพังถ้าอยากจะให้เตานั้นใช้การได้ไปนานๆ และมีความคงทนแข็งแรง ถ้าอย่างนั้นก็อาจจะจำเป็นต้องใช้ดินที่มีคุณภาพสูง มาเป็นส่วนประกอบ
โทมัสและจิม ต่างตั้งสมาธิเพื่อจดจ่อไปยังดินที่ได้เก็บมาจากกองดินที่ไลท์ใช้ปลูกผักทำสวน ทั้งสองพึมพำร่ายคาถามที่ไลท์ฟังไม่ได้ศัพท์อยู่ชั่วขณะหนึ่ง
มีสายน้ำ ไฟและดิน ปรากฏเป็นเส้นสีสันต่างๆ รอบกองดิน
และทันใดนั้นเอง เศษกองดินตรงหน้าก็ค่อยๆ หมุนวนเป็นเกลียวคลื่น มันหมุนไปตามเข็มนาฬิกา พร้อมๆ กับมีมือของโทมัสและจิมช่วยกันประคองเศษดินเหล่านั้น จนมันขึ้นรูป ก่อร่างสร้างขึ้นมาเป็นเตา ขนาดไม่เล็กไม่ใหญ่ได้อย่างน่าอัศจรรย์
‘นี้สินะ คือพลังของโทมัสและจิมที่มีพลังเวทระดับ 4 ดาวและ 3 ดาวขั้นสูง!’ ไลท์มองดูด้วยความทึ่ง
แต่น่าเสียดายที่เตาดังกล่าวเป็นแค่การทดลองเท่านั้น ทันทีที่โทมัสและจิม ยกมือออกจากเตา กองดินที่ก่อร่างสร้างขึ้นมา ก็พลันพังทลายลงในทันที
ครืน~!
“โอ้โห พี่โทมัสกับพี่จิม เก่งมากเลย...ช่วยสอนผมทำบ้างสิครับ” แอล ตบมือให้กับโทมัสและจิม ก่อนจะมองดูกองดินที่ถล่มลงมาด้วยความสนอกสนใจ
“ได้สิ ไว้พี่จะสอนแอลเอง” หากเป็นคนอื่นมาบอกให้ตนเองช่วยสอนพลังเวทบทนี้ ตัวเจ้าชายหนุ่มคงจะหมางเมินและมองข้ามไปนานแล้ว
ไม่ใช่ว่าเจ้าชายหนุ่มหยิ่งหรือหวงวิชาอันใดอะไร แต่เวทมนตร์บทนี้ ค่อนข้างต้องใช้พลังเวทอยู่มากพอสมควร หากไม่ใช่ผู้ที่มีพลังเวทขั้น 3 ขึ้นไป คงไม่มีทางที่จะควบคุมเวททั้ง 3 ธาตุ ที่เป็นเวทสายหลักของเวทมนตร์บทนี้ได้อย่างแน่นอน
อย่างไรก็ตาม พลังเวทในตัวแอลและเอลล่า นั้นแตกต่างไปจากคนอื่นๆ ถึงแม้ว่าโทมัสและจิมจะไม่มีระบบที่ระบุชี้ให้เห็นว่าแต่ละคนมีพลังเวทกันในระดับไหนเหมือนกับไลท์
แต่ด้วยสัญชาตญาณและเวทมนตร์สายตรวจจับที่โทมัสและจิมเคยใช้ตรวจสอบไลท์มาก่อนหน้านี้ ก็ระบุได้ว่า แอลเด็กชายคนน้องคนนี้ ในอนาคตอาจมีพลังเวทที่สามารถเติบโตได้พอๆ กับโทมัสเลยทีเดียว
“งั้นดินดีๆ จะหาได้จากที่ไหน?” ไลท์เองก็ดีใจที่โทมัสและจิมสามารถสร้างเตาทำอาหารขึ้นมาเองได้ โดยไม่จำเป็นต้องจัดซื้อหรือจ้างให้ใครมาทำ แต่ในส่วนของดินที่เป็นส่วนประกอบในการสร้างเตา นั้นจะหามาจากที่ไหน
“ในป่าดาราฉาย น่าจะมีอยู่นะครับ...เชฟไลท์จำดันเจี้ยนที่เจอกับเจ้าโปริ่งได้หรือเปล่า ที่นั่นมีเหมืองร้างตั้งอยู่ใกล้ๆ ผมสองคนคิดว่าดินจากเหมืองน่าจะเอามาทำเป็นเตาสำหรับทำอาหารได้” โทมัสตอบกลับด้วยความมั่นใจ พร้อมกับเตรียมตัวที่จะออกเดินทางโดยทันที
“ไม่ต้องรีบร้อนขนาดนั้น เอาไว้เสร็จจากมื้อเที่ยง ค่อยเข้าไปเก็บก็ยังไม่สาย” ไลท์ได้ห้ามโทมัสเอาไว้
เนื่องด้วยตัวเขาเองก็อยากที่จะเข้าไปสำรวจป่าดาราฉายให้มากกว่านี้เช่นกัน เผื่อว่าการเข้าไปในป่าหนนี้ จะได้พืชผักสวนครัว ติดไม้ติดมือกลับมาทำอาหารนั่นเอง
และเมื่อตกลงกันได้ดังนั้น ไลท์จึงเริ่มต้นทำข้าวแกงสำหรับมื้อเที่ยง ซึ่งข้าวแกงสำหรับมื้อเที่ยงในวันนี้ก็ยังคงเป็นเมนูเดียวกันกับเมื่อวาน ไม่ได้เพิ่มเติมเมนูใดๆ เข้าไปใหม่ เนื่องด้วยมื้อเที่ยงของวันนี้ ปริมาณลูกค้าอาจจะน้อยกว่าเมื่อวาน ราวครึ่งต่อครึ่ง
เพราะส่วนใหญ่แล้ว กลุ่มนักผจญภัยต่างก็พากันเข้าไปสำรวจพื้นที่ในป่าดาราฉายกันนั่นเอง
ไลท์ใช้เวลาในการเตรียมมื้อเที่ยงอย่างรวดเร็ว เพียงแค่ 1 ชั่วโมง ข้าวแกงจำนวนมากก็พร้อมเสิร์ฟและเตรียมขายแล้ว
“ที่เหลือตรงนี้ฝากคุณตากับคุณยายด้วยนะครับ” ไลท์ได้บอกเรื่องที่เขาจะเข้าไปในป่าให้กับสองตายายได้รับทราบแล้ว
ซึ่งสองตายายในตอนนี้ ก็เข้าใจและรู้หลักการขายข้าวแกงจากเมื่อวานมาบ้างแล้ว เลยไม่จำเป็นที่ไลท์จะต้องคอยกำกับหรือสอนพวกเขาอีกต่อไป
แต่ทว่า...ในขณะที่ไลท์ โทมัส จิม เอลล่า แอลและเจ้าโปริ่งกำลังเตรียมตัวที่จะเข้าไปในป่ากันนั่นเอง ทางด้านหน้าร้านอาหารสามเวลา ก็พลันมีกลุ่มนักผจญภัยกลุ่มหนึ่ง ปรากฏตัวขึ้น
โดยจุดที่ทำให้กลุ่มนักผจญภัยกลุ่มนี้ ดูแปลกแยกกว่านักผจญภัยคนอื่นๆ ก็ตรงที่ พวกเขาต่างสวมชุดคลุมสีดำที่ด้านหลัง สลักด้วยตราสัญลักษณ์ ที่เป็นตราประจำตัวของหัวหน้าหน่วยจากกิลด์นักผจญภัยนั่นเอง
...โปรดติดตามตอนต่อไป...
เข้าไปร่วมพูดคุยกับไรท์หรือสมาชิกนักอ่านคนอื่นๆ ได้ที่แฟนเพจตามลิงค์ด้านล่างเลยนะครับ
www.facebook.com/writelazy
ตารางการลงนิยายเวลา 18.00 หยุดทุกวันพุธครับ