“เคยฝึกยุทธ์มาไหม?”
เทียนมองหน้าเสมียนหนุ่มหลังโต๊ะ แล้วก้มมองป้ายไม้จากหมู่บ้านธารหน้าในมืออีกครั้ง บนป้ายมีชื่อของเขา เหตุผลที่ขอเข้าสอบ และตราผู้ใหญ่บ้านประทับไว้ครบถ้วน แต่ไม่ว่าจะพลิกหน้าหรือหลัง เขาก็ไม่เห็นข้อความส่วนไหนซึ่งน่าจะตอบคำถามนั้นได้
“ไม่เคยครับ”
พู่กันในมือเสมียนหยุดเหนือกระดาษ “ตระกูลผู้ฝึก?”
“ครอบครัวผมทำงานทั่วไป”
“ขั้นปราณ?”
คำถามที่สามมาถึงเร็วเกินกว่าจะเดาจากบริบท เทียนเหลือบมองผู้สมัครคนก่อนซึ่งเพิ่งเดินออกจากโต๊ะ เด็กหนุ่มคนนั้นยื่นทั้งป้ายโลหะกับกระดาษพับหนึ่งแผ่น เสมียนตรวจเอกสารแล้วเขียนคำว่า ‘ปราณเริ่มต้นขั้นสาม’ ลงในสมุดโดยไม่ต้องถามซ้ำ
“ต้องมีใบรับรองพลังงานภายในหรือเปล่าครับ?”
เสียงรอบโต๊ะเงียบไปชั่วครู่ เสมียนขมวดคิ้ว ส่วนหญิงสาวซึ่งต่อแถวอยู่ด้านหลังเทียนชะโงกหน้ามองราวกับอยากแน่ใจว่าเขาพูดจริง
“ใบอะไร?”
“เอกสารที่ยืนยันว่าในตัวมี...” เทียนเว้น่ เขายังไม่แน่ใจว่าปราณเป็พลังงาน อวัยวะ หรือชื่อโรคประจำถิ่น “มีปราณระดับไหนครับ”
เสมียนวางพู่กันลง “ถ้าเ้าไม่เคยตรวจ ก็ไม่จำเป็ต้องตอบ เดี๋ยวแท่นตรวจจะบอกเอง”
เทียนอยากตอบว่ารู้พอๆ กับที่รู้ว่าตนมาอยู่โลกนี้ได้อย่างไร แต่คนหลังโต๊ะกำลังถือสิทธิ์อนุญาตให้เขาเข้าสอบ การรักษามารยาทจึงมีประโยชน์มากกว่าความซื่อสัตย์เต็มรูปแบบ
“เคยได้ยินระหว่างทางครับ แต่ยังไม่เคยตรวจ”
เสมียนหยิบป้ายรับรองขึ้นส่องกับแสง พลิกดูตราประทับ แล้วเรียกชายชราจากหมู่บ้านธารหน้าซึ่งนำขบวนมา ชายชรายืนยันว่าเทียนช่วยเด็กจากหมาป่าเกล็ดและผู้ใหญ่บ้านเป็ผู้เขียนป้ายด้วยตนเอง สีหน้าของเสมียนจึงคลายความระแวงลงเล็กน้อย แต่ยังไม่ถึงขั้นเป็มิตร
“ป้ายนี้รับรองเพียงว่าเ้าไม่แสดงเจตนาร้ายต่อหมู่บ้าน ไม่ได้รับรองวิชายุทธ์ พร์ หรือขั้นปราณ” เขาเขียนชื่อเทียนลงท้ายรายชื่อ “คนนอกเข้าสอบได้ แต่ถ้าอัญเชิญสัตว์ไม่ได้และแท่นตรวจไม่พบปราณ สำนักจะไม่รับเ้าไว้”
“ถ้าผ่านอย่างใดอย่างหนึ่งล่ะครับ?”
“ค่อยดูผลประเมิน”
เป็คำตอบแบบเดียวกับป้ายหน้าร้านซึ่งเขียนว่า ‘ราคาเริ่มต้น’ ตัวเลขจริงมักรออยู่หลังเครื่องหมายบวก เทียนรับแผ่นไม้หมายเลขหกสิบเจ็ดมาโดยไม่ถามต่อ เพราะแถวด้านหลังเริ่มยาวและหญิงสาวคนเดิมกำลังถอนหายใจใส่ต้นคอเขา
พ้นซุ้มลงทะเบียนไปเป็ลานหินกว้าง ล้อมด้วยอัฒจันทร์เตี้ยและเสาสลักอักขระสี่ต้น ตรงกลางมีวงแหวนสีขาวฝังอยู่บนพื้น ด้านหนึ่งตั้งแท่นหินดำสูงถึงเอว ส่วนอีกด้านเป็ราวกั้นสำหรับผู้สมัครที่รอสอบ กลิ่นธูปผสมกลิ่นสัตว์และกลิ่นเหงื่อจนเทียนนึกถึงงานวัดซึ่งเปลี่ยนร้านปาลูกโป่งเป็พิธีอัญเชิญสัตว์
ผู้สมัครหมายเลขหกสิบสี่ก้าวเข้าไปในวง กรรมการหญิงบอกให้รวบรวมปราณเข้าสู่ตราพันธสัญญา เด็กสาวหลับตา ยกมือขึ้น และเส้นแสงสีฟ้าก็ไหลจากปลายนิ้วลงพื้น วงแหวนสว่างวาบ ก่อนสัตว์ขนาดเท่าแมวซึ่งมีหูยาวกับขนสีเขียวจะะโออกมา
เสียงปรบมือดังจากกลุ่มญาติด้านหลัง เทียนพยายามมองให้ทันว่าแสงเริ่มจากมือ หน้าอก หรือวงบนพื้น แต่คนตรงหน้าบัง่สำคัญไปครึ่งหนึ่ง
กรรมการอีกคนตรวจฟัน ขน และขาของสัตว์ ก่อนประกาศว่าเป็กระต่ายลมชั้นสามัญ จากนั้นเด็กสาววางมือบนแท่นหินดำ แสงสีเขียวขึ้นมาถึงขีดที่สอง นางได้รับสถานะศิษย์รับใช้พร้อมสิทธิ์อาหารและที่พักพื้นฐาน
ผู้สมัครคนถัดไปเรียกอินทรีย์เพลิงซึ่งกางปีกแล้วทำให้อากาศเหนือวงสั่นด้วยความร้อน แท่นตรวจปราณสว่างถึงขีดแรกของปราณแท้จริง เสียงพูดรอบลานดังขึ้นทันที แม้เทียนยังแยกตำแหน่งทั้งหมดไม่ออก แต่ก็เข้าใจหลักสำคัญได้แล้ว
สัตว์กับปราณไม่ได้เป็ข้อสอบเลือกตอบ ต้องส่งทั้งสองวิชา และผลรวมกำหนดว่าใครได้กินข้าวในฐานะใด
เด็กหนุ่มผู้เรียกเหยี่ยวเดินลงจากลานท่ามกลางคนเข้ามาแสดงความยินดี ชายหนุ่มชุดขาวซึ่งยืนอยู่ข้างที่นั่งกรรมการพยักหน้าให้เพียงเล็กน้อย แต่คนรอบตัวกลับรีบเปิดทางและเรียกเขาว่าศิษย์พี่จ้าวเฟิง
จ้าวเฟิงดูอายุไม่ต่างจากผู้สมัครบางคนมากนัก ทว่าเสื้อคลุมของเขาปักลายเมฆเงิน ต่างจากชุดผ้าธรรมดาของคนในแถว ด้านหลังมีสัตว์คล้ายเสือขนขาวนอนหมอบอยู่ แม้หลับตา มันก็ยังทำให้สัตว์ที่เพิ่งถูกอัญเชิญลดหูและหลบสายตา
“หมายเลขหกสิบเจ็ด เทียน จากหมู่บ้านธารหน้า”
เทียนสะดุ้งเล็กน้อย เขาส่งห่อสัมภาระให้ชายชราจากหมู่บ้านฝากถือ แล้วก้าวข้ามราวเข้าไปในลาน รองเท้าคู่ใหม่ที่ชาวบ้านให้ยังแข็งตรงส้น ทุกก้าวจึงเตือนว่าเขาไม่เหลือของเดิมติดตัวมากนัก
กรรมการหญิงตรวจแผ่นไม้หมายเลขของเขา “เคยสร้างตราพันธสัญญาหรือไม่?”
“ยังครับ”
“เคยฝึกวิชาอัญเชิญไหม?”
“ยังครับ”
นางเงยหน้ามองเสมียนที่โต๊ะลงทะเบียน อีกฝ่ายยกป้ายรับรองขึ้นเป็คำตอบ กรรมการถอนหายใจแล้วชี้ให้เทียนยืนกลางวง
“หลับตา สงบลมหายใจ รับรู้ปราณในร่าง แล้วนำมันไหลไปตามแขนเข้าสู่ตราพันธสัญญา”
คำแนะนำฟังคล้ายบอกคนซึ่งไม่เคยขับรถให้เหยียบคลัตช์แล้วเข้าเกียร์ ปัญหาไม่ใช่ว่าเทียนไม่ยอมทำ แต่เขาไม่รู้ด้วยซ้ำว่าคลัตช์อยู่ตรงไหน
เขาหลับตาและหายใจช้าลง ลองไล่ความรู้สึกจากหน้าอกไปตามหัวไหล่ ข้อศอก และปลายนิ้ว สิ่งที่พบมีเพียงชีพจร ความตึงจากแผล และอาการคันใต้ผ้าพันแผล ไม่มีสายพลัง ไม่มีวงแหวน และไม่มีสัตว์ตัวไหนส่งสัญญาณมาว่าพร้อมออกมาช่วยแก้สถานการณ์
“อย่าคิดฟุ้งซ่าน” กรรมการเตือน “จับปราณให้ได้ก่อน”
เทียนพยายามใหม่ คราวนี้นึกถึงความร้อนแดงทองใต้กลางอกซึ่งเต้นตอบลำน้ำระหว่างทาง ความอุ่นบางอย่างปรากฏขึ้นจริง มันรวมตัวเป็จุดเล็กใต้กระดูกหน้าอก แล้วขยับเหมือนจะไหลตามความตั้งใจ
เขากลั้นหายใจและดึงมันขึ้นมา
ความร้อนตึงวาบจนแผลที่แขนคันรุนแรง เทียนเกือบยกมือเกา แต่จุดร้อนนั้นกลับสงบลงทันที เหลือเพียงหัวใจซึ่งเต้นเร็วเพราะความหวังเมื่อครู่
วงอัญเชิญใต้เท้ายังคงมืดสนิท
“อีกครั้ง” กรรมการกล่าว
เทียนเปลี่ยนท่ายืน ลองวางฝ่ามือลงตามแบบผู้สมัครก่อนหน้า เขาจำจังหวะหายใจของเด็กสาวกับตำแหน่งนิ้วได้ไม่ครบ จึงทดลองปรับทีละอย่าง แต่ไม่ว่าหันฝ่ามือ กำหมัด หรือเพ่งจนปวดกระบอกตา ผลลัพธ์ก็ไม่ต่างจากเดิม
เสียงกระซิบเริ่มดังจากนอกราว
“ไม่มีตราพันธสัญญาแล้วยังมาสอบ?”
“คนนอกหมู่บ้านหรือ?”
“อาจมีปราณ แต่พร์อัญเชิญต่ำ”
เทียนได้ยินทุกคำ เขาจึงตั้งใจมองวงพื้นมากกว่าเดิม ราวกับการเพ่งลายหินแรงพอจะบีบให้มันสว่างได้ แต่เมื่อธูปจับเวลามอดถึงขีดสุด กรรมการก็ยกมือ
“อัญเชิญไม่สำเร็จ บันทึกผล”
พู่กันที่โต๊ะด้านข้างลากเส้นลงในช่องแรก เสียงปลายพู่กันเสียดสีกระดาษเบากว่าเสียงหัวเราะ ทว่ากลับชัดกว่าในหูของเทียน
กรรมการชี้ไปยังแท่นหินดำ “ไปตรวจปราณ”
อย่างน้อยส่วนนี้ไม่ต้องเรียกสัตว์จากที่ซึ่งเขาไม่รู้จัก เทียนเดินไปวางฝ่ามือลงบนผิวหิน ความเย็นซึมผ่านผิวทันที อักขระรอบฐานกะพริบหนึ่งครั้ง ก่อนดับลง
“ส่งปราณเข้าไป” กรรมการชายประจำแท่นกล่าว
“ผมกำลังส่งอยู่ครับ”
อีกฝ่ายมองมือของเขา “แท่นยังไม่มีอะไรเกิดขึ้น”
เทียนลองนึกถึงความร้อนใต้หน้าอกอีกครั้ง จุดอุ่นตอบสนองเพียงแ่เบาแล้วหายไป เขากดฝ่ามือแน่นขึ้น แท่นยังดำเหมือนเดิม
“ต้องเปิดเครื่องก่อนหรือเปล่าครับ?”
กรรมการชายหันมามองเต็มหน้า “มันเปิดอยู่”
“ถามให้แน่ใจครับ ของบางอย่างหน้าตาเหมือนเปิด แต่จริงๆ ยังไม่ได้เสียบปลั๊ก”
"เ้าพูดอะไรของเ้า ไม่เห็นรู้เื่เลย" กรรมการส่ายหน้าเล็กน้อย
เสียงหัวเราะหลุดจากกลุ่มผู้สมัคร คราวนี้ดังขึ้นกว่าเดิม กรรมการขมวดคิ้วแล้วสั่งให้เขายกมือ จากนั้นวางฝ่ามือตนเองลงบนแท่น แสงสีขาวพุ่งขึ้นถึงระดับหนึ่งในทันที
อุปกรณ์ไม่ได้เสีย น่าเสียดายที่ผู้ใช้ดูจะไม่มีสิ่งซึ่งเครื่องนั้น้า
เทียนวางมือกลับลงไปอีกครั้ง ลองข้างซ้าย ข้างขวา และเปลี่ยนตำแหน่งตามรอยฝ่ามือของกรรมการ หินไม่ตอบสนองแม้แต่น้อย ในที่สุดกรรมการชายจึงดึงสมุดเข้ามาใกล้
“ตรวจไม่พบปราณ”
เส้นพู่กันลากลงในช่องที่สอง
ศูนย์สองช่อง ดูเรียบร้อยกว่าผลการเรียนบางเทอมของเขาเสียอีก เพียงแต่ครั้งนี้รางวัลสำหรับคนได้ศูนย์ไม่ใช่การลงทะเบียนเรียนใหม่ แต่เป็การออกจากสถานที่แห่งเดียวซึ่งมีอาหารและที่นอนให้
กรรมการหญิงประกาศต่อหน้าลาน “เทียนจากหมู่บ้านธารหน้า อัญเชิญไม่ได้ ตรวจไม่พบปราณ ไม่ผ่านการคัดเลือก ให้กลับไปประกอบอาชีพสามัญที่หมู่บ้าน”
ผู้สมัครด้านหลังขยับเปิดทางให้เขาลงจากลาน บางคนมองด้วยความสงสาร บางคนเลิกสนใจทันที เพราะความล้มเหลวของคนแปลกหน้าไม่มีประโยชน์เท่าการเดาผลสอบของตัวเอง
“คนผู้นี้ ไม่น่ามาทดสอบ เสียเวลาเลยจริงๆ”
เสียงของจ้าวเฟิงไม่ได้ดังมาก แต่ลานซึ่งเพิ่งเงียบหลังประกาศผลทำให้ทุกคนได้ยิน เขายังยืนข้างที่นั่งกรรมการ มือหนึ่งลูบหัวเสือขาวโดยไม่มองเทียนตรงๆ
เสมียนรีบตอบว่า “มีป้ายรับรองจากหมู่บ้านธารหน้า เป็คนนอกซึ่งขอทดสอบขอรับ”
จ้าวเฟิงพยักหน้า “กฎเปิดโอกาสให้คนมีพร์ซึ่งไม่มีตระกูล มิได้มีไว้เก็บคนไร้ทั้งสัตว์อัญเชิญและปราณ สำนักมีอาหาร ยา และที่พักจำกัด หากแบ่งให้ทุกคนที่อยากลอง ผู้มีศักยภาพจริงย่อมเสียโอกาส”
เขาไม่ได้ด่าทอ ไม่มีสีหน้าสะใจ และเหตุผลก็ฟังเป็ระเบียบเสียจนโต้ยาก นั่นกลับทำให้คำพูดเจ็บกว่าเสียงหัวเราะ เพราะมันจัดเทียนลงในช่อง ‘ไม่มีประโยชน์’ ด้วยน้ำเสียงเดียวกับคนเลือกตัดของเสียออกจากบัญชี
ภาพโต๊ะกินข้าวในโลกเดิมผุดขึ้นมา ญาติคนหนึ่งถามว่าเมื่อไรจะมีงานจริงจัง อีกคนแนะนำให้เลิกเลือกงาน ทำไปก่อน ทั้งที่ไม่มีใครเคยถามว่างานซึ่งเขาทำอยู่ต้องใช้ความสามารถอะไร เทียนเคยหัวเราะกลบแล้วเปลี่ยนเื่ ครั้งนี้ร่างกายทำแบบเดิมเร็วกว่าความคิด
“ดีเหมือนกันครับ” เขายิ้มบาง “อย่างน้อยสำนักก็ประหยัดข้าวได้หนึ่งชาม”
คนใกล้ราวหัวเราะอีกครั้ง แต่จ้าวเฟิงเพียงปรายตามอง ราวกับมุกนั้นยืนยันว่าเทียนไม่มีสิ่งจริงจังให้เสนอ
เ้าหน้าที่โบกมือ “ทราบผลแล้วก็ออกจากลาน อย่าขวางผู้สมัครคนต่อไป”
เทียนก้มรับแผ่นหมายเลขคืนแล้วเดินกลับไปหาห่อสัมภาระ ชายชราจากหมู่บ้านธารหน้ามีสีหน้าลำบากใจ ขบวนของเขาต้องรอผู้สมัครที่เหลือ ไม่อาจพาเทียนกลับทันที ต่อให้กลับได้ หมู่บ้านก็ไม่ใช่บ้านของเทียน และการช่วยเด็กหนึ่งครั้งคงแลกข้าวกับที่พักไปตลอดชีวิตไม่ได้
ทางเลือกเรียงขึ้นในหัวอย่างรวดเร็ว
ออกจากสำนัก เดินกลับหมู่บ้านโดยไม่รู้ทาง ขออาศัยชาวบ้านต่อ หรืออยู่ให้นานพอจะหาข้อมูลอื่น แต่เ้าหน้าที่กำลังเดินมาทางเขา และดูไม่เหมือนคนพร้อมเปิดโต๊ะพูดคุยเจรจาเลย
เทียนยกห่อขึ้นพาดไหล่ แผลที่แขนตึงตามน้ำหนัก เขาหันไปทางประตู แล้วสายตาสะดุดกับกระดานไม้ข้างโต๊ะกรรมการ บนนั้นเขียนลำดับการสอบไว้เป็ข้อ ตัวอักษรหลายคำยังไม่คุ้น แต่โครงสร้างเหมือนรายการขั้นตอนซึ่งเสมียนอ่านให้ผู้สมัครฟังก่อนเข้าสอบ
ลงทะเบียน ยืนยันตัว เข้ารับการอัญเชิญ ประเมินสัตว์ ตรวจปราณ บันทึกผล และปิดรอบสอบ
เทียนมองสมุดบนโต๊ะ ช่องผลของผู้สมัครก่อนหน้าแต่ละคนมีตราสีแดงกำกับ ส่วนแถวหมายเลขหกสิบเจ็ดมีเส้นสองช่อง แต่ตำแหน่งท้ายแถวยังว่าง
“ขอถามหน่อยครับ”
เ้าหน้าที่ซึ่งกำลังจะไล่เขาชะงัก “อะไรอีก?”
“ผลของผมปิดรอบสอบแล้วหรือยัง?”
“ประกาศชัดว่าเ้าไม่ผ่าน”
“ผมได้ยินครับ” เทียนชี้ไปที่กระดาน “แต่ตรงนี้เขียนว่าผู้สมัครต้องอยู่จนบันทึกผลครบและปิดรอบสอบ ช่องท้ายชื่อผมยังไม่มีตรา ถ้าผมออกตอนนี้ แล้วภายหลังมีคนเขียนว่าผมไม่มารับรองผล จะถือว่าผมผิดขั้นตอนหรือเปล่า?”
เ้าหน้าที่มองตามนิ้ว ก่อนสีหน้าจะตึงขึ้น “อย่าหาเื่ ผลของเ้าไม่เปลี่ยน”
“ผมไม่ได้ขอให้เปลี่ยนครับ แค่ถามว่าการให้ออกตอนนี้เป็กฎสำนัก หรือเป็ดุลพินิจของกรรมการเอง”
คำว่า ‘ดุลพินิจ’ ทำให้คนรอบข้างเงียบลงอีกครั้ง ศัพท์นั้นอาจไม่ตรงกับภาษาของโลกนี้ทั้งหมด แต่ความหมายชัดพอ เ้าหน้าที่หันไปมองกรรมการ เพราะหากตอบว่าเป็กฎ เทียนเพียงชี้กระดานก็ทำให้คำตอบผิด หากบอกว่าเป็คำสั่งของตน ก็เท่ากับรับผิดชอบขั้นตอนที่ยังไม่ครบ
กรรมการหญิงถอนหายใจ “ให้เขารอข้างลานจนปิดรอบสอบ อย่างไรเสียผลการคัดเลือกก็ไม่เปลี่ยนแปลง และห้ามรบกวนการสอบโดยเด็ดขาด”
“เข้าใจครับ”
เทียนไม่ได้ชนะอะไรใหญ่โต เขายังไม่มีสัตว์ ไม่มีปราณ และไม่มีข้าวเย็น แต่ได้เวลาเพิ่มมาหนึ่งรอบสอบ เวลาเป็ทรัพยากรเดียวในตอนนี้ที่ไม่ต้องใช้เงินซื้อ
เขาย้ายไปนั่งตรงมุมราวกั้น วางห่อไว้ข้างเท้า ตำแหน่งนี้มองเห็นทั้งวงอัญเชิญ แท่นตรวจ ทางออก และเสาหินซึ่งมีโซ่แสงเชื่อมไปยังคอกสัตว์ทดสอบด้านหลัง หากต้องถูกไล่ออกจริง อย่างน้อยเขาจะดูให้รู้ว่าคนอื่นทำสิ่งที่เขาทำไม่ได้อย่างไร
บนที่นั่งกรรมการ ชายชราผมขาวในเสื้อคลุมเก่ามองมาทางเขาครั้งหนึ่ง ชายชราคนนั้นไม่ได้ร่วมประกาศผลและนั่งเงียบมาตลอด เทียนเห็นตรารูปสัตว์บนป้ายข้างเอว แต่ยังอ่านชื่อไม่ออก
อาจารย์โม่ละสายตากลับไปยังลานเมื่อผู้สมัครคนต่อไปยกมือขึ้น
การสอบดำเนินต่อ ประตูอัญเชิญเปิดและปิดทีละคน เทียนเริ่มจับรายละเอียดได้ ผู้สมัครซึ่งสำเร็จมักมีจังหวะหายใจช้าลงก่อนแสงเกิด ตราพันธสัญญาจะปรากฏจากร่างกายแล้วเชื่อมกับวงพื้น ไม่ใ่พื้นสร้างทุกอย่างขึ้นเองอย่างที่เขาเดาครั้งแรก
ข้อสรุปนั้นไม่ได้ช่วยทันที เพราะร่างของเขาไม่มีตราให้เรียก แต่ดีกว่าไม่รู้อะไรเลย
สัตว์คล้ายกวางเขาหินของผู้สมัครหมายเลขเจ็ดสิบสองก้าวออกจากวง มันสะบัดหัวอย่างกระวนกระวายจนเ้าของต้องดึงตราพันธสัญญาไว้ กรรมการสั่งให้พาไปยืนใกล้เสาควบคุม ขณะเดียวกันสุนัขเพลิงซึ่งรอประเมินอยู่ด้านข้างก็หยุดข่วนพื้นและเงยหน้าขึ้น
ทั้งสองตัวหันมาทางเทียน
เขาชะงัก มองด้านหลังตัวเองเผื่อมีใครถืออาหาร แต่พบเพียงราวไม้กับแถวผู้สมัครเด็กซึ่งกำลังรอสอบ
สัตว์ตัวที่สามในคอกส่งเสียงต่ำ ลำตัวของมันปกคลุมด้วยเกราะหนาสีน้ำตาลดำ เขาโค้งหนาสองข้างชี้ไปข้างหน้า โซ่แสงจากเสาหินรัดรอบคอและขาหน้าอยู่หลายชั้น มันลุกขึ้นช้าๆ แล้วหันหัวมาทางเดียวกับสัตว์ตัวอื่น
ความร้อนใต้กลางอกเทียนเต้นหนึ่งครั้ง
ตุบ
รอยแสงบนเสาควบคุมกะพริบ โซ่เส้นหนึ่งขาดออกเป็ประกาย กรรมการประจำคอกะโให้ทุกคนถอยไป เ้าสัตว์เกราะหนากระชากคอเต็มแรง เสาหินเอียงตาม ก่อนรอยแตกจะวิ่งจากฐานขึ้นไปถึงยอด
เสียงหินะเิดังสนั่น
เศษเสากระเด็นข้ามราวกั้น ผู้สมัครกรีดร้องและเบียดกันหนี สัตว์เกราะหนาก้าวออกจากม่านฝุ่น ก้มเขาลง แล้วหันเข้าหาแถวเด็กซึ่งยังติดอยู่ข้างลาน