PALMER46: เพื่อเธอที่ฉันรัก
ตอนที่1 ต่อจากนี้เพลงรักทุกเพลงจะเป็ของเธอ
ณ ชายหาดในยามค่ำคืน
ดวงจันทร์เต็มดวงลอยเด่นอยู่บนฟากฟ้ารัศมีสีเงินอ่อนๆ สาดส่องลงมายังผืนทรายขาวสะอาดที่ทอดยาวจนสุดสายตา คลื่นทะเลกระทบฝั่งด้วยเสียงที่ชวนสงบหากแต่ค่ำคืนนี้กลับไม่มีความเงียบสงบอย่างที่มันควรจะเป็ไฟฉายหลายดวงส่องวูบวาบบนชายหาดราวกับกลุ่มหิ่งห้อยในราตรีแต่ความจริงมันคือแสงไฟจากคนกลุ่มหนึ่งที่เคลื่อนตัวอย่างระมัดระวังพร้อมเสียงกระซิบและการเคลื่อนไหวของเหล่านักล่าที่ไม่ธรรมดา
ท่ามกลางความมืดปาล์ม และฝน กำลังเร่งฝีเท้าผ่านแนวต้นสนที่ขึ้นเป็พุ่มใหญ่ใบหน้าของทั้งสองแสดงความเหนื่อยล้าหากแต่แววตากลับฉายประกายของการต่อสู้เพื่อชีวิต ฝนหอบหายใจหนักขณะที่เธอพยายามรักษาระยะตามปาล์มไว้ให้ได้
“เร็วเข้า” ปาล์มหันมากระซิบเสียงดุดันเสียงของเขาแทบจะกลืนหายไปในเสียงคลื่น แต่ก็ดังพอจะทำให้ฝนกัดฟันเร่งฝีเท้าแม้เท้าของเธอจะจมลงในทรายที่หนักขึ้นทุกก้าว
PALMER46ไม่ใช่ชื่อที่พูดถึงแล้วจะมีใครลืม ภายใต้เงามืดเขาคืออดีตฆาตกรที่รัฐบาล้าตัวมากที่สุดคนที่มีชื่อเสียงในโลกใต้ดินว่าไม่มีใครล้มเขาได้ และค่าหัว 30 ล้านคือราคาที่ตั้งไว้เพื่อปลิดชีวิตเขา แม้กระนั้นใครก็ตามที่เคยเผชิญหน้ากับเขา มีไม่กี่คนที่จะรอดกลับมาบอกเล่าเื่ราวได้
และตอนนี้ ฝน ที่กลายเป็เป้าหมายเพราะผู้สร้าง BioLink เทคโนโลยีที่เปลี่ยนโลกเธอไม่เคยคิดว่าเธอจะต้องหนีไปพร้อมกับชายผู้ที่ครั้งหนึ่งถูกขนานนามว่าเป็"ฆาตกรผู้โเี้"
ไฟฉายบางดวงเริ่มขยับเข้าใกล้ทิศทางลมพัดพากลิ่นน้ำทะเลมาผสมกับกลิ่นคาวเหงื่อฝนแทบหยุดหายใจเมื่อได้ยินเสียงฝีเท้าของกลุ่มนักล่า “พวกมันใกล้เข้ามาแล้ว”เธอกระซิบบอก ปาล์มไม่ตอบ แต่สายตาเ็าของเขากวาดมองหาเส้นทางที่เหมาะสม
“เราต้องหนีไปจนกว่าจะถึงอาณาเขต BIRD ROCK”เขาเอ่ยเบาๆ แต่คำพูดนั้นชัดเจนราวกับคำสั่งภารกิจของทั้งคู่ไม่ใช่แค่การเอาตัวรอด แต่ต้องเดินทางไกลกว่า 500 กิโลเมตร ผ่านชายทะเล ป่าเขา และเส้นทางธรรมชาติที่ไม่ใช่ถนนสายหลัก
ะุลูกแรกพุ่งเฉียดหัวฝนไปเพียงไม่กี่นิ้วเสียงมันทำให้เธอกรีดร้องโดยไม่รู้ตัวปาล์มคว้าตัวเธอไว้อย่างรวดเร็วแล้วพาทั้งคู่พุ่งหลบหลังก้อนหินใหญ่เขาหยิบมีดสั้นออกมา แล้ววิ่งหนีต่อ ฝนรู้สึกเย็นสันหลัง
ค่าหัวของทั้งคู่คือเป้าหมายที่เหล่านักล่าพร้อมจะปลิดชีวิตเพื่อแลกกับเงินมหาศาล60 ล้าน
ลมหายใจของฝนแทบขาดราวกับหัวใจเต้นผิดจังหวะขณะที่เธอวิ่งเคียงข้างปาล์ม ฝีเท้าของทั้งคู่เหยียบย่ำลงบนพื้นทรายที่เย็นเยียบแต่กลับรู้สึกร้อนลวกเพราะความตึงเครียดรอบตัว เสียงปืนยังคงดังมาจากด้านหลังราวกับกำลังเร่งเร้าให้พวกเขาก้าวข้ามขีดจำกัดของร่างกาย
ปาล์มหยุดฝีเท้ากะทันหันเขาถอดหน้ากากที่ปกปิดตัวตนไว้เสมอ และยื่นมันให้ฝน “ฝากไว้หน่อย” เขากล่าวสั้นๆ แต่สายตาคมกริบเต็มไปด้วยความหนักแน่น
ฝนรับหน้ากากมาด้วยสีหน้าฉงน“เอ๋”
“ไปสิวิ่งต่อไป” ปาล์มสั่ง น้ำเสียงดุดันแฝงความห่วงใย
ฝนพยักหน้าทั้งที่ขาสั่นสะท้าน“อืม” เธอหันหลังแล้วเริ่มวิ่งต่อ
หนึ่งในกลุ่มนักล่าค่าหัวยิ้มเยาะขณะสังเกตเห็นใบหน้าของปาล์มที่ปรากฏออกมาครั้งแรก “นั่นเหรอใบหน้าภายใต้หน้ากากดูกระจอกกว่าที่คิดนะ” น้ำเสียงเ้าเล่ห์ของมันดังขึ้น พร้อมรอยยิ้มเหี้ยมเกรียม
ปาล์มไม่ได้ตอบแต่เพียงแค่แววตาที่จ้องกลับไป มันก็ราวกับคำเตือนที่เย็นะเื
เสียงมีดเฉือนเนื้อดังแ่เบาแต่เฉียบขาดปาล์มใช้ทักษะที่เคยทำให้เขาเป็ตำนานในโลกใต้ดินจัดการกับนักล่าค่าหัวที่ตามมาอย่างรวดเร็ว ก่อนที่จะเร่งฝีเท้าตามฝนไปทัน
ฝนหันมามองเขาขณะที่เธอหอบจนแทบจะล้มลงกับพื้น “ฉันเหนื่อยมาก ไม่ไหวแล้ว” เธอพึมพำ
“อดทนไว้วิ่งต่อไป” ปาล์มตอบเสียงหนักแน่น พลางผลักเธอเบาๆ ให้วิ่งต่อ
ผ่านไปไม่กี่นาทีเสียงการต่อสู้และเสียงฝีเท้าจากด้านหลังเริ่มเงียบลง ฝนหยุดวิ่งหันกลับไปดูด้านหลังด้วยลมหายใจที่ยังไม่เป็จังหวะสิ่งที่เธอเห็นทำให้หัวใจหยุดเต้นไปชั่วขณะ
ร่างไร้ชีวิตของนักล่าค่าหัวนอนเกลื่อนอยู่บนพื้นทรายเืไหลซึมจนกลายเป็เงาสีเข้มใต้แสงจันทร์
ปาล์มเดินเซมาอย่างช้าๆมีเืเปื้อนเสื้อผ้าของเขา แต่แววตายังคงมุ่งมั่น “พวกมันตายหมดแล้ว” เขาเอ่ยด้วยเสียงที่เต็มไปด้วยความเหนื่อยล้า
ฝนทรุดลงกับพื้นหอบหายใจหนัก “หมดสักที... ฉันขอพักสักหน่อย”
แต่ปาล์มยังคงมองไปรอบตัวอย่างระแวดระวัง“เดินต่อไปสักนิดเถอะ เดินไปให้ไกลจากจุดที่พวกมันตายไปสักหน่อย”
คำพูดของเขาไม่ทันจบดีร่างของเขาทรุดฮวบลงกับพื้น ฝนใร้องออกมา “เฮ้ย นายเป็อะไรน่ะ” เธอพยายามเขย่าตัวเขาเบาๆแต่ปาล์มไม่ได้ตอบสนอง ใบหน้าของเขาซีดเผือดด้วยความเหนื่อยล้า
...ภาพตัดมาที่ความมืดมิดอันว่างเปล่า
เสียงฝีเท้าก้าวเบาๆของปาล์มสะท้อนอยู่ในความมืดมิดรอบตัว ไม่มีชายหาด ไม่มีเสียงคลื่นมีเพียงความว่างเปล่าที่เยียบเย็น
“เหนื่อยจังเลย...ไม่ไหวแล้ว เมื่อกี้ฉันอยู่ที่ชายหาดนี่ แล้วที่นี่มันอะไรกัน...”ปาล์มพึมพำกับตัวเอง พลางกวาดตามองรอบกาย แต่ไม่มีสิ่งใดปรากฏ
ทันใดนั้นเสียงของหญิงสาวดังขึ้นอย่างแ่เบา แต่ก้องกังวานในความเงียบ “หืม... หวัดดี”
ปาล์มสะดุ้งเล็กน้อย“เอ๋ ใครนะ” เสียงนั้นฟังดูคุ้นเคยจนเขาหัวใจเต้นแรงความทรงจำที่เขาเก็บไว้ลึกที่สุดเริ่มคลี่คลายออกมาในใจ “เสียงแบบนี้มัน...เจนเหรอ”
เสียงหญิงสาวหัวเราะเบาๆ“ได้ยินแค่เสียงก็จำได้ด้วยเหรอ”
“ต้องจำได้สิ”ปาล์มตอบกลับทันที น้ำเสียงแฝงด้วยความดีใจและเ็ปในเวลาเดียวกัน“เธออยู่ที่ไหนนะ ออกมาให้ฉันเห็นหน่อย”
เจนเงียบไปครู่หนึ่งก่อนตอบด้วยน้ำเสียงที่จริงจัง“ไม่ได้หรอก”
“ทำไมล่ะ”ปาล์มถามด้วยความสงสัย
แต่ก่อนที่เจนจะตอบเสียงอีกเสียงหนึ่งดังขึ้นแทน เสียงหวานที่ปาล์มไม่เคยลืม “สวัสดีปาล์ม”
ปาล์มหยุดนิ่งความรู้สึกหลากหลายถาโถมเข้ามา “เสียงนี้มัน... อาย... นั่นเธอเหรอ”
“อืม”อายตอบเสียงเบา
น้ำตาเริ่มไหลออกมาจากดวงตาของปาล์มเขาร้องไห้สะอึกสะอื้น “พวกเธอ... พวกเธอรู้ไหม... ฉันโคตรคิดถึงพวกเธอเลย...”
อายตอบด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยน“ปาล์ม... พวกเราตายไปแล้วนะ ต่อให้นายจะร้องไห้ไปมากแค่ไหน พวกเราก็ไม่ฟื้นหรอก”
คำพูดนั้นแทงเข้าไปในหัวใจของปาล์มจนแทบจะทรุดลงเขาพึมพำเสียงสั่น “มันเป็ความผิดฉันเองที่ปกป้องพวกเธอไม่ได้...”
เจนแทรกขึ้นด้วยน้ำเสียงเ็า“ใช่ มันเป็ความผิดของนาย”
“เจน”อายต่อว่า “เธอพูดแรงไปนะ”
“ก็เพราะแบบนี้ไงนายถึงควรเลิกร้องไห้จมปลักอยู่กับอดีตได้แล้ว” เจนตอบด้วยน้ำเสียงหนักแน่น
ปาล์มส่ายหัว“ก็คนมันคิดถึง จะให้ทำยังไง... พวกเธอช่วยออกมาให้ฉันเห็นหน่อยสิ ได้โปรด...”
อายพูดด้วยความหนักใจ“นี่แหละคือเหตุผลที่พวกเราไม่โผล่ออกมาให้นายเห็นนายควรจะปล่อยวางอดีตเกี่ยวกับพวกเราได้แล้ว”
“ไม่ฉันทำไม่ได้...” ปาล์มเอ่ยเสียงแ่ น้ำตายังคงไหลไม่หยุด
เจนถอนหายใจ“ฟังนะ อดีตมันผ่านมาแล้ว นายต้องอยู่กับปัจจุบันได้แล้ว”
อายเสริมด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน“ฉันรู้ว่ามันอาจยากสำหรับนาย แต่นายต้องทำมันให้ได้”
เจนเปลี่ยนน้ำเสียงให้อ่อนลงเล็กน้อย“เธอคนนั้นนะ คนที่นายพยายามช่วยอยู่...”
ปาล์มพึมพำ“ฝนเหรอ... ไม่นะ เธอเข้าใจผิดแล้ว ฉันแค่ช่วยเธอหนีมา พวกเราไม่ได้เป็อะไรกัน”
เจนหัวเราะเบาๆ“ฉันไม่ได้ว่าอะไรนายสักหน่อย ฉันและอายแค่อยากให้นายปล่อยวางเื่ของพวกเราแล้วเริ่มต้นใหม่กับใครสักคน”
ปาล์มส่ายหัวอีกครั้ง“มันไม่ง่ายนะ...”
เจนกล่าวหนักแน่น“ฟังนะ นี่คือคำสั่ง”
อายเอ่ยด้วยความอบอุ่น“ปาล์ม นายทำได้อยู่แล้ว ถือว่าพวกเราขอนะ ช่วยใช้ชีวิตที่เหลือให้มีความสุขเถอะ”
เจนพูดเสริม“ถ้าเจอคนสำคัญ รอบนี้ต้องปกป้องเธอคนนั้นไว้ให้ได้ เข้าใจไหม”
ทันใดนั้นร่างของเจนและอายปรากฏตัวในแสงสลัว พวกเธอยิ้มอย่างอ่อนโยน ขณะกล่าวพร้อมกัน“ลาก่อนนะ...”
ปาล์มสะดุ้งตื่น“เดี๋ยวก่อนสิ” เขาะโออกมา ทันใดนั้นเขารู้สึกถึงความอ่อนนุ่มที่ศีรษะ
“ตื่นแล้วเหรอ”ฝนเอ่ยเสียงเบา พลางมองเขาด้วยแววตาโล่งใจ
ปาล์มมองไปรอบๆและคิดในใจ “ฝันไปเหรอ...”
เสียงลมทะเลพัดแ่เบาความเงียบสงบเข้ามาแทนที่เสียงปืนและการต่อสู้ ฝนมองปาล์มที่พึ่งลืมตาขึ้นใบหน้าของเขายังดูอ่อนล้าจากการต่อสู้อย่างหนัก
“เมื่อกี้นายเหนื่อยจนหมดสติไปฉันเลยลากนายออกมาให้ห่างจากจุดที่พึ่งต่อสู้มาพักนะ” ฝนเอ่ยน้ำเสียงเธอแฝงด้วยความห่วงใย แม้จะเหนื่อยไม่แพ้กัน
ปาล์มพยักหน้าเบาๆพลางยกตัวขึ้นนั่ง “ขอบคุณมาก... ฉันหลับไปนานแค่ไหน”
“ประมาณ 10นาทีเอง” ฝนตอบพลางเช็ดเหงื่อที่เกาะบนหน้าผากเธอพยายามไม่แสดงออกถึงความอ่อนล้าของตัวเอง
ปาล์มเงยหน้ามองฟ้าดวงดาวระยิบระยับอยู่เต็มผืนฟ้าสายลมที่พัดมาช่วยลดความร้อนจากร่างกายที่เหนื่อยล้า “ยังไม่เช้า... เดินทางกันต่อเถอะ” เสียงของเขาแฝงความมุ่งมั่น
ฝนลังเลอยู่ครู่หนึ่งก่อนพยักหน้า “อืม” เธอรู้ดีว่าพวกเขาไม่มีเวลาให้พักนานนักความปลอดภัยอยู่แค่ชั่วครู่ชั่วคราวในสถานการณ์เช่นนี้
ทั้งสองลุกขึ้นปาล์มตรวจดูอาวุธที่ยังเหลืออยู่ ขณะที่ฝนสะพายกระเป๋าที่พกติดตัวไว้
แสงจันทร์สีเงินสาดส่องไปทั่วชายหาดที่เงียบสงบมีเพียงเสียงคลื่นกระทบฝั่งดังเป็ระยะ ดวงดาวนับพันระยิบระยับบนท้องฟ้าเส้นทางที่ทอดยาวริมทะเลดูเหมือนจะไร้จุดสิ้นสุดขณะที่ปาล์มและฝนก้าวเท้าคู่กันไปในความเงียบที่อุ่นใจ
ฝนล้วงหน้ากากออกจากกระเป๋าก่อนยื่นคืนให้ปาล์ม “นี่... หน้ากากที่นายฝากฉันไว้”
ปาล์มเหลือบมองก่อนยิ้มบางๆ“ฝากไว้ที่เธอก่อนได้ไหม”
“เอ๋ ทำไมน่ะ”ฝนถามด้วยความสงสัย
“ฉันไม่จำเป็ต้องปกปิดตัวตนอีกแล้วล่ะ”ปาล์มตอบพลางยักไหล่ “แถมเวลาต่อสู้มันมองไม่ค่อยชัด และหายใจลำบากด้วย”
ฝนหัวเราะเบาๆ“ได้สิ ฉันจะเก็บไว้ให้เอง” เธอเก็บหน้ากากเข้ากระเป๋าอย่างระมัดระวังราวกับมันเป็ของสำคัญ
หลังความเงียบสั้นๆปาล์มหันมามองเธอด้วยสายตาที่อ่อนโยน “นี่... ขอโทษนะ ที่พาเธอมาลำบาก”
ฝนหยุดเดินชั่วครู่ก่อนส่ายหัว“ไม่หรอก... ฉันต่างหากที่ต้องขอบคุณ นายอุตส่าห์ช่วยฉันหนีออกมา”
คำพูดนั้นทำให้ปาล์มถอนหายใจเบาๆ“ได้ยินแบบนี้ก็ค่อยสบายใจหน่อย”
ทั้งคู่เดินต่อไปทิ้งรอยเท้าไว้บนผืนทราย ฝนแหงนหน้ามองฟ้าดวงจันทร์และดาวเต็มท้องฟ้าชวนให้เธอรู้สึกสงบขึ้น “อากาศดีเนอะว่าไหม”
ปาล์มเงยหน้ามองตามเงาสีจันทร์สะท้อนอยู่ในดวงตาของเขา “อืม...ถ้าตลอดเป็แบบนี้ก็คงจะดี”
ฝนหยุดเดินและหันมามองปาล์มด้วยสีหน้าลำบากใจ“นี่... ฉันปวดฉี่” เธอเอ่ยเสียงเบา ใบหน้าขึ้นสีเล็กน้อยด้วยความเขินอาย
ปาล์มพยักหน้าอย่างเข้าใจ“โอเค ฉันจะรอตรงนี้” เขาตอบสั้นๆ ก่อนหันหลังให้เธอ
ฝนเดินไปที่พุ่มไม้ใกล้ๆซึ่งไม่ไกลจากปาล์มมากนัก เธอถอดกางเกงและนั่งลงด้วยความระวังตัวในขณะที่เสียงคลื่นทะเลยังคงดังเบาๆ เป็จังหวะ
ทันใดนั้นร่างของปาล์มพุ่งเข้ามา เขาผลักฝนนอนลงกับพื้นอย่างรวดเร็ว
“เฮ้ยนายทำอะไรของนายน่ะ โรคจิตหรือไง!” ฝนร้องออกมาเบาๆ ด้วยความใ แต่ปาล์มรีบปิดปากเธอไว้ด้วยมือของเขา
“อย่าส่งเสียง”เขาพูดเสียงเบา ใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยความเคร่งเครียด “มีคนมา”
ฝนหยุดดิ้นและหันมองตามสายตาของปาล์มพวกเขาทั้งสองนอนหมอบอยู่หลังพุ่มไม้ มองออกไปที่ชายหาดเบื้องหน้า
ร่างของชายคนหนึ่งเดินผ่านชายหาดอย่างเชื่องช้าใต้แสงจันทร์ เงาของเขาดูสง่างามและน่ากลัวไปพร้อมกัน ผิวของเขาเป็สีแทนมีเคราบางๆ และแผลเป็ที่ลากยาวบนใบหน้า เสื้อแจ็คเก็ตหนังสีน้ำตาลเปื้อนฝุ่นกางเกงยีนส์ขาดนิดหน่อย รองเท้าบูธทหารที่เปื้อนทรายเหยียบลงอย่างมั่นคงที่เอวของเขามีปืนลูกโม่สองกระบอก หนึ่งสีเงิน อีกหนึ่งสีทอง
ปาล์มกลั้นหายใจและคิดในใจอย่างตื่นตระหนก"นั่นมัน... กัส นักล่าค่าหัวในตำนานคนนั้น..."
กัสเดินไปอย่างมั่นคงสายตาของเขากวาดมองรอบตัวราวกับนักล่าที่กำลังดักเหยื่อ ทุกการเคลื่อนไหวของเขาแฝงไปด้วยอันตรายและความชำนาญ
ปาล์มและฝนยังคงนอนหมอบอยู่ข้างกันรอจนกระทั่งกัสเดินผ่านพุ่มไม้ไปจนลับสายตา บรรยากาศรอบตัวเงียบสงัดอีกครั้ง
ปาล์มลุกขึ้นยืนหลังจากเฝ้าระวังจนแน่ใจว่าไม่มีอันตรายแล้ว“ปลอดภัยแล้วล่ะ” เขาพูดพลางปัดทรายออกจากตัว
ฝนถอนหายใจอย่างโล่งอกขณะลุกขึ้นยืนตามเขา “ใจหายหมดเลย” เธอบ่นด้วยน้ำเสียงเหนื่อยล้า แต่สีหน้าโล่งใจ
แต่เธอลืมไปว่ากางเกงยังคงอยู่ที่ข้อเท้าปาล์มเหลือบมองไปที่เธอ และใบหน้าของเขาเปลี่ยนเป็สีแดงอย่างรวดเร็ว “เอ่อ...คือ... เธอลืมดึงกางเกงขึ้นนะ”
ฝนชะงักไปชั่ววินาทีก่อนก้มมองตัวเอง แล้วร้องออกมาเสียงหลง “ว้าย อย่าดูนะ”เธอรีบหันหลังและดึงกางเกงขึ้นด้วยความรวดเร็ว
ปาล์มรีบเบือนหน้าหนีพลางยกมือขึ้นปิดตาอย่างลนลาน “ขอโทษๆ ฉันไม่ได้ตั้งใจ” เขาพูดเสียงสั่น
เสียงคลื่นเบาๆยังคงดังอยู่เื้ั ขณะที่ทั้งสองเดินเคียงข้างกันไปตามชายหาดฝนยังคงเดินด้วยใบหน้าแดงระเรื่อไม่แน่ใจว่าเป็เพราะความเหนื่อยล้าหรือความอายจากเหตุการณ์เมื่อครู่
“นี่...”เธอเอ่ยขึ้นพร้อมเสียงเบาๆ “ขอถามอะไรหน่อยสิ”
ปาล์มที่เดินอยู่ข้างๆยังคงรู้สึกเขินหน้าแดงเช่นกัน “อะไรเหรอ”
ฝนหันมามองเขาเล็กน้อยก่อนพูดต่อ“เื่ที่ฉันได้ยินเกี่ยวกับนายมา... นายเป็ฆาตกรที่อำมหิตมีแต่ข่าวลือไม่ดีเต็มไปหมด แต่พอได้รู้จักนายนายก็ไม่ได้ดูเลวร้ายแบบที่ฉันคิดไว้นะ ช่วยเล่าเื่ของนายให้ฟังหน่อยสิ”
ปาล์มหยุดคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนตอบ“เื่มันยาว... ยาวมากด้วย”เขาหยุดพูดไปเล็กน้อยก่อนหันไปมองเธอด้วยสายตาจริงจัง “แต่เธอสบายใจได้ฉันไม่ทำร้ายเธอหรอก”
ฝนพยักหน้ารับเบาๆก่อนที่ปาล์มจะพูดต่อ “ไว้การเดินทางนี้จบ พวกเราไปถึงเป้าหมายแล้วฉันจะเล่าให้ฟัง... บางเื่ที่เธอได้ยิน มันก็ไม่ใช่เื่จริงฉันถูกใส่ร้ายให้ดูน่ากลัว”
ฝนฟังอย่างตั้งใจแต่ก็อดไม่ได้ที่จะโต้กลับ “แต่เื่ที่นายอำมหิตนะ จริงแน่ ฉันเห็นกับตา...นายฆ่าพวกที่ตามล่าพวกเรามา...” น้ำเสียงเธอเบาลงเล็กน้อย“เป็ภาพที่ฉันคงติดตาไปอีกนาน”
ปาล์มถอนหายใจ“พวกนั้นเป็ฝ่ายจะมาฆ่าฉันนะ” เขาตอบอย่างหนักแน่น “ฉันแค่ปกป้องตัวเองและที่สำคัญ...” เขาหยุดพูดเล็กน้อยก่อนเอ่ยต่อด้วยน้ำเสียงแ่เบา“ฉันทำเพื่อปกป้องเธอ”
ฝนชะงักเล็กน้อยหน้าแดงก่ำขึ้นทันที “เอ๋... ที่สำคัญเหรอ”
ปาล์มเหมือนเพิ่งรู้ตัวว่าพูดอะไรออกไปใบหน้าของเขายิ่งแดงกว่าเดิม “ก็... แบบ... อ้า... นี้ฉันพูดอะไรไป...”
ฝนหัวเราะเบาๆท่ามกลางบรรยากาศที่เปลี่ยนไปเล็กน้อย เธอเหลือบมองปาล์มด้วยรอยยิ้ม “น่ารักดีออก”
ปาล์มหลบสายตาเธอพลางเร่งฝีเท้าเล็กน้อยเพื่อเดินนำหน้า ขณะที่ฝนยังคงหัวเราะเบาๆกับคำพูดและท่าทางที่ไม่เหมือนภาพลักษณ์นักฆ่าที่เธอเคยได้ยินมาเลยสักนิด...
สายลมเย็นยามค่ำคืนพัดผ่านชายหาดท่ามกลางแสงจันทร์ที่สาดส่องลงมา ฝนยกมือกอดตัวเองพลางถูแขนไปมาเพื่อคลายความหนาว“หื้อ... หนาวจัง ไม่น่าถอดเสื้อกาวน์ทิ้งเลย” เธอบ่นพึมพำขณะที่ก้าวเดินต่อไปอย่างช้าๆ
ปาล์มที่เดินเคียงข้างเธอเหลือบมองก่อนหยุดเดิน เขาถอดเสื้อฮูดสีน้ำเงินที่สวมอยู่ และยื่นให้เธอเผยให้เห็นร่างกายที่เต็มไปด้วยกล้ามเนื้อแ่าและแผลเป็นับไม่ถ้วนจากการต่อสู้ในอดีต
“ใส่มันสิ”เขาพูดเสียงเรียบ แต่แฝงด้วยความอ่อนโยน
ฝนรับเสื้อฮูดจากมือเขาดวงตาเธอแสดงความลังเล “อือ... แต่นายจะไม่หนาวเหรอ”
ปาล์มส่ายหน้าเบาๆ“ไม่เป็ไรหรอก ฉันทนได้” เขาตอบอย่างมั่นใจ
ฝนมองเขาอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะใส่เสื้อฮูดที่ยังคงมีกลิ่นของปาล์มติดอยู่มันอุ่นจนทำให้เธอคลายความหนาวไปได้ทันที
“ขอบคุณมากนะ”เธอพูดพร้อมรอยยิ้มเล็กๆ บนใบหน้า
ปาล์มพยักหน้ารับเบาๆก่อนเดินต่อไป โดยไม่พูดอะไรเพิ่มเติม ลมยังคงพัดแรงแต่เขากลับไม่แสดงอาการว่ารู้สึกหนาวเลยแม้แต่น้อยราวกับความเหน็บหนาวไม่อาจแตะต้องเขาได้
ฝนมองแผ่นหลังของเขาที่เต็มไปด้วยแผลเป็พลางคิดในใจถึงอดีตที่เขาไม่เคยเล่าเธอสงสัยว่าเขาผ่านอะไรมาบ้างถึงได้กลายเป็คนที่ทั้งแข็งแกร่งและเปี่ยมไปด้วยความอ่อนโยนในแบบที่เธอไม่เคยคาดคิด...
ท้องฟ้าค่อยๆเปลี่ยนสีจากความมืดมิดสู่แสงอ่อนๆ ของพระอาทิตย์ที่เริ่มปรากฏเส้นขอบฟ้าปาล์มหยุดเดินและหันมองไปยังทะเล เสียงคลื่นยังคงซัดสาดเข้าฝั่งอย่างสม่ำเสมอ
“จะเช้าแล้ว...”เขาพูดเบาๆ พลางหันมองฝน “เราไปหาที่ซ่อนตัวแล้วพักผ่อนกันเถอะ”
ทั้งสองมุ่งหน้าเข้าสู่แนวป่าที่อยู่ใกล้ๆริมทะเล ปาล์มหาที่ที่ปลอดภัยสำหรับพักผ่อน ก่อนจะลงนั่งพิงต้นไม้ใหญ่ใบหน้าเขาเต็มไปด้วยความเหนื่อยล้า แต่ยังคงแฝงความระวังภัย
ฝนวางกระเป๋าเป้ลงแล้วเปิดออกเธอหยิบอาหารออกมาด้วยความรวดเร็ว “หิวจะตายแล้ว” เธอบ่นขณะเปิดฝาอาหาร
หลังจากหยิบอาหารกระป๋องขึ้นมาเธอยื่นกระป๋องหนึ่งให้ปาล์ม “กินสิ จะได้มีแรง”
ปาล์มรับอาหารกระป๋องมาด้วยท่าทางเรียบง่ายแต่แฝงความขอบคุณในแววตา “ขอบคุณ”
ทั้งสองกินอาหารในความเงียบที่ชวนให้รู้สึกสงบแสงอาทิตย์แรกของวันเริ่มส่องลอดผ่านใบไม้เหนือศีรษะทาบทาลงบนใบหน้าและร่างกายของพวกเขา บรรยากาศรอบตัวชวนให้ผ่อนคลาย
ปาล์มเอนตัวลงกับพื้นดินร่างกายที่อ่อนล้ารับััเย็นของดินที่ช่วยผ่อนคลายท้องฟ้าเบื้องบนเริ่มสดใสขึ้นเรื่อยๆ ในแสงอาทิตย์แรกของวัน
ฝนคลานเข้ามานอนข้างๆเขา ทำให้ปาล์มสะดุ้งเล็กน้อย ใบหน้าเขาเริ่มขึ้นสีแดงโดยไม่รู้ตัว
ฝนหันมามองเขาพร้อมถามด้วยรอยยิ้ม “มีอะไรเหรอ หน้าแดงเชียว”
ปาล์มหันหน้าหนีเล็กน้อย“ทำไมถึงมานอนใกล้ฉันขนาดนี้ล่ะ”
ฝนขยับตัวเล็กน้อยแล้วพูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง“คิดอะไรของนายอยู่ล่ะ ที่ฉันมานอนใกล้ๆ นาย... ก็เพราะฉันกลัวนะพออยู่ใกล้นายแล้วรู้สึกปลอดภัยดีเท่านั้นเอง”
ปาล์มหันกลับมามองหน้าเธอก่อนพยักหน้าเบาๆ “โอเค เข้าใจแล้ว”
ฝนยิ้มเ้าเล่“คงไม่ได้คิดเื่ทะลึ่งหรอกใช่ไหม”
ปาล์มรีบตอบทันที“ปะ...ป่าวนะ”
ฝนหัวเราะเบาๆพลางพูดแหย่เขาเล่น “เหรอ แต่ปฏิกิริยานายมันใช่แน่ๆ”
ปาล์มยิ่งหน้าแดงกว่าเดิม“ไม่นะ! ไม่ได้คิดจริงๆ”
ฝนหัวเราะร่าก่อนพูดกลั้วเสียงหัวเราะ “ช่างเถอะ... ก็เื่ปกติของผู้ชายนั่นแหละ”
ปาล์มหันกลับมามองเธอก่อนหลุดปากพูดออกไปโดยไม่ทันยั้งคิด “ก็ดูเธอสิ... หุ่นก็ยั่วยวน หน้าตาก็ดีคลานมานอนข้างๆ แบบนี้ ฉันก็เขินสิ”
ฝนหยุดนิ่งไปชั่วครู่ก่อนหน้าเธอจะแดงขึ้นอย่างรวดเร็ว “แอะ... คิดจริงด้วย ตอนฉันหลับอย่าแอบทำอะไรนะ”
ปาล์มรีบยกมือขึ้นเหมือนยอมจำนน“ไม่ทำหรอกน่า”
ฝนหันหลังให้เขาแต่ยังคงหัวเราะเบาๆ “นอนพักผ่อนเอาแรงดีกว่า ฟ้ามืดต้องเดินทางต่ออีก ฝันดีนะ”
ปาล์มที่นอนอยู่ข้างๆมองแผ่นหลังของฝน หัวใจเขาเต้นแรงกว่าปกติความรู้สึกที่เขาไม่เคยััมานานกำลังถาโถมเข้ามาเขาเริ่มรู้ตัวว่าชอบฝนเข้าเสียแล้ว
“อืม...ฝันดีนะ” เขาตอบเบาๆ ก่อนหลับตาลง ปล่อยให้หัวใจที่เต้นรัวนั้นค่อยๆผ่อนคลายไปพร้อมกับเสียงลมหายใจของเธอที่อยู่ใกล้ๆ...
แสงอาทิตย์ยามเย็นสาดกระทบยอดไม้แสงสีส้มอ่อนๆ ช่วยเพิ่มความตึงเครียดให้กับบรรยากาศ ฝนพยายามปลุกปาล์มอย่างลนลานร่างของเธอสั่นเล็กน้อยด้วยความหวาดกลัว
“ตื่นตื่นสิ ตื่น” เธอพูดเสียงดังพลางเขย่าตัวปาล์ม
ปาล์มขยี้ตาอย่างงัวเงีย“งืม... มีอะไรเหรอ”
ฝนหันมองไปรอบๆด้วยความตื่นตระหนก ก่อนชี้ไปยังชายหาด “หมอนั่นกำลังมาทางนี้”
ปาล์มขมวดคิ้ว“ใครอะ”
ฝนชี้ไปที่ชายหาดอีกครั้ง“ทางนั้น” แต่เมื่อพวกเขาหันไปดู ก็ไม่พบใครอยู่ตรงนั้น ฝนพูดอย่างงุนงง “อ้าว...หายไปแล้ว... แต่เมื่อกี้มีจริงๆ นะ”
ทันใดนั้นเสียงที่เย็นเยียบและหนักแน่นดังขึ้นจากด้านหลัง “ทางนี้ต่างหาก คุณผู้หญิง”
ทั้งปาล์มและฝนสะดุ้งหันไปทันทีกัส นักล่าค่าหัวในตำนาน ปรากฏตัวขึ้นโดยที่ไม่ทันได้ยินเสียงฝีเท้าเขาเล็งปืนลูกโม่สองกระบอก สีเงินและทอง ไปที่ทั้งสอง
ปาล์มพูดด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึม“ั้แ่เมื่อไหร่กัน”
กัสยิ้มมุมปาก“นี่น่ะเหรอ PALMER46 นึกว่าจะเป็งานที่ยากกว่านี้เสียอีกอุตส่าห์รอให้แกตื่นก่อนถึงจะออกมา ผิดหวังจริงๆ”
ปาล์มจ้องมองเขาก่อนเอ่ย “ใช้ปืนลูกโม่สองกระบอก สีเงินและทอง... แกคือกัสสินะ”
กัสหัวเราะเบาๆ“ว้าว... นายรู้จักฉันด้วยเหรอ”
ปาล์มหรี่ตามอง “เคยได้ยินมาว่าแกเป็นักล่าค่าหัวที่ยึดมั่นในศักดิ์ศรี...ใช่ไหม”
กัสพยักหน้าเบาๆ“ถูกต้องแล้ว ฉันแอบตามแกมานานมากแล้วั้แ่ตอนที่แกะโเข้าพุ่มไม้พาคุณผู้หญิงแอบฉัน...แต่ดูเหมือนตอนนั้นคุณผู้หญิงของแกจะโป๊อยู่นะ” เขาเลิกคิ้วพร้อมรอยยิ้มเ้าเล่ห์“ฉันเลยทำเป็ไม่เห็นแล้วเดินผ่านไป”
ฝนหน้าแดงก่ำขณะที่ปาล์มกัดฟันแน่น “เหรอ... เห็นั้แ่ตอนนั้นแล้วเหรอ”
กัสหัวเราะเบาๆ“หรือแม้แต่ตอนที่แกกำลังหยอกล้อเด็กหวานกับผู้หญิง หรือตอนที่แกนอนหลับพักผ่อน ฉันมีโอกาสฆ่าแกหลายครั้งโดยที่แกไม่รู้ตัว”
กัสหยุดพูดไปชั่วครู่ก่อนมองปาล์มด้วยสายตาจริงจัง“แต่ฉันเลือกที่จะรอ ให้แกพักผ่อนก่อน และรอโอกาสนี้...มาดวลปืนกับฉันแบบลูกผู้ชาย”
ปาล์มยืนขึ้นช้าๆพร้อมจ้องมองกัสอย่างไม่ละสายตา พลางพูดด้วยน้ำเสียงเยือกเย็น “ดวลปืนเหรอ”
กัสยิ้มกว้างอย่างภาคภูมิ“แบบคาวบอยตะวันตกไงล่ะ! ฉันอยากลองดวลกับคนที่มีชื่อเสียงอย่างนายมานานแล้วดูสิว่าใครเจ๋งกว่ากัน”
ปาล์มหัวเราะในลำคอเล็กน้อย“ไม่รอบฆ่าฉันตอนหลับ แถมยังยึดมั่นในศักดิ์ศรี ใจนายมันได้วะ... ได้สิถ้าฉันปฏิเสธ ก็คงไร้ศักดิ์ศรีน่าดู”
ทั้งสองเดินไปยังพื้นที่โล่งกลางชายหาดยืนประจันหน้ากันด้วยระยะห่างแบบคาวบอยที่เตรียมจะดวลกัน
ฝนที่ยืนอยู่ห่างออกไปมองเหตุการณ์ด้วยความไม่เข้าใจ “นี่คือการดวลปืนเหรอ”
ปาล์มะโ“นี่คือว่าปืนฉันะุหมดและทิ้งไปแล้ว... ขอยืมปืนนายหน่อยได้ไหม”
กัสควงปืนลูกโม่ทั้งสองกระบอกอย่างคล่องแคล่วก่อนถอดะุออกจนเหลือเพียงกระบอกละหนึ่งลูก “ได้สิ” เขายื่นปืนให้ปาล์ม
ปาล์มเดินเข้าไปหยิบปืนลูกโม่กระบอกสีเงินมาถือไว้“ขอบคุณ”
เขาเดินถอยออกไปสองสามก้าวก่อนหยุดแล้วหันกลับมาพร้อมสีหน้าจริงจัง “เอ่อ... คือว่าฉันเปลี่ยนใจ...ขอกระบอกสีทองได้ไหม”
กัสหัวเราะเบาๆก่อนยื่นปืนลูกโม่สีทองให้สลับกับกระบอกสีเงินที่ปาล์มถืออยู่“จะกระบอกไหนมันก็เหมือนกันนั่นแหละ”
ปาล์มรับปืนกระบอกสีทองมาพร้อมยิ้มเล็กๆ “ก็สีทองมันดูสวยดีนี่”
กัสยักไหล่“ตามใจ”
ทั้งสองประจำที่หันหลังให้กัน และเตรียมเดินแยกออกตามประเพณีการดวลของคาวบอยขณะที่ฝนมองด้วยความกังวลใจ
สายลมเย็นพัดผ่านอย่างช้าๆเสียงคลื่นทะเลดังเป็จังหวะราวกับกำลังนับถอยหลังให้การดวล
กัสยืนอย่างสงบนิ่งพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงมั่นใจ “คุณผู้หญิง ช่วยหาก้อนหินสักลูก แล้วโยนลงทะเลไปเราจะใช้มันเป็สัญญาณเริ่มการดวล”
ฝนหยิบก้อนหินขึ้นมาก่อนมองทั้งสองฝ่ายอย่างลังเล ฝนมองไปที่ก้อนหินในมือ แล้วถามอย่างไม่แน่ใจ“นี่คือการดวลปืนวัดฝีมือของพวกที่มีศักดิ์ศรีเหรอ”
เธอเหลือบมองปาล์มที่ยืนเตรียมพร้อมหัวใจของเธอสั่นไหว “ปาล์ม... ห้ามแพ้นะ ชีวิตฉันฝากไว้กับนายนะ”
ปาล์มยิ้มมุมปากพลางตอบด้วยน้ำเสียงเยือกเย็น “เชื่อฝีมือฉันได้เลย อย่าลืมสิว่าฉันเป็ใคร”
กัสเหน็บปืนลูกโม่สีเงินข้างเอวและยืนเตรียมพร้อม ขณะที่ปาล์มทำแบบเดียวกันสายตาของทั้งคู่เต็มไปด้วยความเคร่งเครียด
ทันใดนั้นปาล์มะโขึ้นมา “นี่กัส! ถ้าเกิดฉันแพ้ นายช่วยปล่อยผู้หญิงคนนั้นไปได้ไหม ชีวิตฉันแลกกับชีวิตเธอแบบนี้ได้ไหม ต่อให้แกชนะก็ห้ามจับเธอไปขึ้นเงินรางวัล”
กัสนิ่งคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนยิ้มออกมา “หึ ได้สิ ฉันสัญญา”
ฝนน้ำตาซึมเธอพูดเสียงสะอื้น “นี่นายทำเพื่อฉันขนาดนี้เลยเหรอ นายห้ามแพ้เด็ดขาดนะฉันขอร้อง... พวกเราต้องรอดไปด้วยกัน”
กัสพยักหน้าเล็กน้อย“แกเองก็มีศักดิ์ศรีลูกผู้ชายใช้ได้นี่ ฉันเองก็ขอเคารพนับถือเลย”
ฝนสูดลมหายใจลึกก่อนง้างมือเตรียมโยนก้อนหิน “จะเริ่มแล้วนะ”
ปาล์มและกัสยืนนิ่งต่างจ้องมองกันด้วยสายตาคมกริบ ขณะที่ฝนโยนก้อนหินลอยขึ้นฟ้ามันตกลงกระทบทะเลส่งเสียงดัง "ตู้ม"เป็สัญญาณเริ่มการดวล
เสี้ยววินาทีแห่งการตัดสิน
กัสคว้าปืนลูกโม่กระบอกสีเงินขึ้นมาเล็งไปที่ปาล์มก่อนลั่นไก "แกร็ก"ไม่มีเสียงปืนดังออกมา กัสเบิกตากว้างด้วยความใ “อ้าว อะไรกัน...ปืนไม่มีลูกเหรอ หรือว่า... ตอนสลับปืน หมอนั่นแอบเอาะุออก”
กัสะโด้วยความโกรธ“เดี๋ยวก่อน แก ไอขี้โกง แกแอบเอาะุฉันออก”
ปาล์มไม่สนใจคำพูดของเขายกปืนลูกโม่กระบอกสีทองขึ้นเล็งแล้วเหนี่ยวไก ะุทะลุหัวของกัสอย่างแม่นยำร่างของเขาล้มลงทันที
ปาล์มยืนมองร่างไร้ชีวิตของกัสพร้อมพูดด้วยน้ำเสียงเย้ยหยัน “ฉันชนะ... นึกว่าจะเก่งกว่านี้ซะอีก โคตรกากเลย”
ฝนที่ยืนดูเหตุการณ์ตะลึงไปชั่วขณะก่อนพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงใ “เอ๋ เมื่อกี้ที่เขาพูด... ฉันได้ยินไม่ผิดใช่ไหม”
ปาล์มเดินมาหาฝนด้วยท่าทีภูมิใจ“ฉันเก่งไหมล่ะ”
แต่แทนที่ฝนจะชื่นชมเธอกลับวิ่งเข้ามาต่อยท้องปาล์มรัวๆ “นายมันโคตรไร้ศักดิ์ศรี ไอขี้โกง”
ปาล์มยกมือขึ้นกันอย่างลนลาน“นี่ฉันทำเพื่อพวกเรานะ ไม่เห็นต้องโกรธเลย”
ฝนหันหลังเดินจากไปด้วยท่าทีหงุดหงิด“ฉันจะหนีไปคนเดียว จะไปไหนก็ไป”
ปาล์มยืนมองตามเธอไปพลางถอนหายใจหนัก “อ้าว... ซะงั้น...” เขาพึมพำกับตัวเองก่อนเดินตามฝนไปอย่างไม่เร่งรีบ