แน่จริงก็เข้ามา! หญิงอัปลักษณ์เช่นข้าจะสั่งสอนขยะอย่างพวกเจ้าเอง

    บทที่ 37 พี่น้องร่วมแรงร่วมใจ

            ซูเฟยอวี่รู้ว่าตนเองไม่มีทางเอาชนะนักบำเพ็ญเพียรระดับปราณก่อเกิดผู้นี้ได้แต่เขาก็ไม่คิดอยากพ่ายแพ้เช่นนี้

            ยังไม่ทันรบก็หลบหนีนั่นคือวิถีของคนขลาด

            หากสู้แล้วไม่ชนะก็กล่าวได้เพียงว่าฝีมือมิอาจสู้อีกฝ่าย

            ที่สำคัญในสนามรบเหตุการณ์เปลี่ยนแปลงรวดเร็วหากไม่ยืนหยัดจนถึงยามสุดท้ายย่อมไม่มีวันรู้ว่าใครเป็นผู้ชนะที่แท้จริง!

            เมื่อเห็นซูเฟยอวี่ที่เต็มเปี่ยมด้วยจิตวิญญาณแห่งการต่อสู้มุมปากของเสิ่นจื่อโยวก็ยกโค้งขึ้นเล็กน้อย นางคลี่ยิ้มออกมา

            เหตุผลที่นางไม่นำยันต์ที่ตนเองวาดในชาติที่แล้วออกมาใช้แต่ให้ซูเฟยอวี่ลองต่อสู้ดูสักครั้งก็เพื่อเวลานี้

            ให้ความรู้สึกอยุติธรรมและจิตวิญญาณการต่อสู้ที่ซ่อนเร้นอยู่ในกระดูกและเลือดเนื้อของซูเฟยอวี่ได้รับการกระตุ้นจนปลดปล่อยออกมาอย่างสมบูรณ์

            มีเพียงในยามนี้เท่านั้นที่ท่านแม่ทัพของตระกูลซูแห่งแคว้นหลิวหั่วจะได้ถือกำเนิดใหม่อีกครั้ง

            ฝูงชนโดยรอบต่างคิดไม่ถึงจุดนี้ครั้นพวกเขาได้ยินว่าซูเฟยอวี่ซึ่งเป็นนักบำเพ็ญเพียรระดับแก่นปราณทองคำต้องต่อกรกับนักบำเพ็ญเพียรระดับปราณก่อเกิดในหัวก็ปรากฏเพียงคำเดียว...รนหาที่ตาย

            “ได้ยินว่าเขาคือท่านแม่ทัพแห่งตระกูลซูซูเฟยอวี่”

            “ซูเฟยอวี่?! ซูเฟยอวี่ที่เปลี่ยนเป็นคนพิการในชั่วข้ามคืนผู้นั้นหรือ?!”

            “ถูกต้อง คือเขานั่นเองยามนี้ดูเหมือนพลังบำเพ็ญเพียรของเขาจะฟื้นฟูแล้ว”

            “พลังบำเพ็ญเพียรเพิ่งจะฟื้นฟูก็รนหาที่ตายมิใช่ว่าสมองของเขาก็ได้รับการกระทบกระเทือนไปด้วยหรอกกระมัง?”

            “ผู้ใดจะรู้เล่าว่าเขาจะบ้าคลั่งเพียงนี้”

            เสียงซุบซิบอื้ออึงของผู้คนรอบข้างดังเข้าสู่โสตประสาทของเสิ่นเฉี่ยวเหลียนและเสิ่นเชียนซีโดยไม่ตกหล่นแม้เพียงประโยค

            พวกนางยิ้มอย่างลำพองใจ

            เสิ่นเฉี่ยวเหลียนกล่าวกับเสิ่นจื่อโยวด้วยน้ำเสียงเย้ยหยัน“เสิ่นจื่อโยว ดูเถิด ไม่มีผู้ใดสักคนคิดว่าพวกเจ้าจะชนะอย่าได้ฝืนดื้อรั้นกับสิ่งที่ไม่มีประโยชน์อีกเลยหากไม่อยากให้ซูเฟยอวี่ต้องตายก็จงคุกเข่าโขกศีรษะตามพวกเรากลับไปรับโทษจากท่านพ่อเสีย มิเช่นนั้นทายาทคนสุดท้ายที่เหลืออยู่ของตระกูลมารดาเจ้าคงต้องจบสิ้นลงเพราะความโง่เขลาของเจ้าแล้ว”

            เสิ่นจื่อโยวปรายตามองนางปราดหนึ่งก่อนจะเบี่ยงสายตากลับไปด้วยสีหน้าสงบนิ่ง

            เสิ่นเฉี่ยวเหลียนเข่นเขี้ยวเคี้ยวฟันทว่าผ่านไปชั่วครู่นางก็ยิ้มหยันออกมา

            เสิ่นจื่อโยวเจ้าแสร้งวางท่าต่อไปเถิด!ช้าเร็วจะต้องมีสักวันที่คนข้างกายเจ้าต้องถูกทำร้ายตายจากไปด้วยน้ำมือของเจ้าทีละคน!

            และความจริงก็ปรากฏตั้งแต่เริ่มสู้รบซูเฟยอวี่ตกอยู่ในสถานการณ์เพลี่ยงพล้ำมาโดยตลอดยิ่งนานไปบาดแผลบนตัวเขาก็ปรากฏมากขึ้นหากไม่ใช่เพราะยันต์คุ้มกายที่เสิ่นจื่อโยวมอบให้ ยามนี้เขาก็คงล้มไปแล้ว

            ทว่าเขาก็ยังกัดฟันยืนหยัดเสิ่นจื่อโยวเองก็กำหมัดแน่น เม้มริมฝีปากอย่างเฝ้ารอ

            นักบำเพ็ญเพียรระดับปราณก่อเกิดที่สู้รบกับซูเฟยอวี่หมดความอดทนแล้วเขาปล่อยท่าไม้ตายออกมา!

            ทว่าซูเฟยอวี่กลับไม่แม้แต่จะหลบหนีเขาเผชิญหน้าตั้งรับ!

            ชั่วขณะที่ประสานฝ่ามือนั้นเสียงกึกก้องกัมปนาทก็ดังขึ้น ถนนระเบิดจนเป็นหลุมขนาดใหญ่

            ปัง!

            สำเร็จแล้ว?! ดวงตาของเสิ่นเชียนซีและเสิ่นเฉี่ยวเหลียนพลันเป็นประกาย

            ซูเฟยอวี่ตายแล้ว? ฝูงชนรอบข้างต่างชะเง้อคอแลมอง

            รอจนเมื่อฝุ่นฟุ้งตลบจางหายทุกคนก็ต้องพากันตกตะลึงเมื่อพบว่าซูเฟยอวี่ไม่ได้ล้มลงเขายังคงยืนอย่างมั่นคงอยู่ตรงตำแหน่งเดิมถึงแม้บริเวณมุมปากจะมีเลือดสดไหลซึมออกมาก็ตามที

            ในยามนี้จึงมีคนจำนวนไม่น้อยที่ปรบมือแสดงความชื่นชมต่ออดีตแม่ทัพผู้มีพรสวรรค์ท่านนี้ด้วยความจริงใจ

            หากแม่ทัพทุกคนในกองทัพล้วนเป็นเช่นนี้พวกเขายังต้องกังวลว่าแว่นแคว้นจะไม่แข็งแกร่งอีกหรือมิน่าเล่าเมื่อตระกูลซูล้มลง การรุกรานจากศัตรูต่างแคว้นจึงมากขึ้นทุกวัน

            มิเพียงเท่านั้นดูเหมือนพลังบนร่างของซูเฟยอวี่จะเริ่มแข็งแกร่งขึ้นอย่างต่อเนื่อง

            “ซูเฟยอวี่ก้าวหน้าแล้ว!”

            “สวรรค์เขาถึงระดับแก่นปราณทองคำขั้นกลางแล้วมิใช่ว่าหากก้าวหน้าอีกระดับก็จะเป็นแก่นปราณทองคำขั้นสุดท้ายแล้วหรือ?!”

            “อายุยังไม่ถึงยี่สิบห้าก็ใกล้บรรลุระดับแก่นปราณทองคำขั้นสุดท้ายแล้วช่างแข็งแกร่งเหลือเกิน!”

            เรื่องราวกลับไม่ได้ดำเนินไปตามการคาดการณ์ของตนนักบำเพ็ญเพียรระดับปราณก่อเกิดที่ท่านพ่อเชิญมาไม่เพียงไม่สามารถสังหารซูเฟยอวี่ได้แต่กลับยังช่วยให้ฝ่ายตรงข้ามเลื่อนขั้น?!

            ครั้นได้ยินเสียงสนทนาถกเถียงของผู้คนทั้งเสิ่นเฉี่ยวเหลียนและเสิ่นเชียนซีก็แทบจะกระอักเลือดในลำคอกลืนไม่เข้าคายไม่ออก

            “ขอบใจพวกเจ้ามากที่ช่วยเหลือญาติผู้พี่ครั้งใหญ่พี่เฟยอวี่ชะงักอยู่ในระดับแก่นปราณทองคำมานานแล้วไม่สามารถฝ่าออกจากคอขวดนี้ได้เสียทีเขาขาดก็เพียงการต่อสู้ที่จะมากระตุ้นให้ผ่านจุดนี้”

            เสิ่นจื่อโยวเปิดเผยความจริงออกมาด้วยท่าทีสบายอกสบายใจก่อนจะสำทับเป็นการปักมีดไปที่อกของเสิ่นเฉี่ยวเหลียนและเสิ่นเชียนซีอีกด้ามหนึ่ง

            “เจ้ากำลังรออะไรอยู่?! อาศัยจังหวะที่พลังของเขายังไม่มั่นคงบุกเข้าไปสิ!ฆ่ามันสองคนให้ได้!”

            เสิ่นเฉี่ยวเหลียนตะคอกใส่นักบำเพ็ญเพียรระดับปราณก่อเกิดด้วยความโมโหร้อนรน

            นักบำเพ็ญเพียรระดับปราณก่อเกิดเองก็เดือดดาลเป็นอย่างยิ่งคาดไม่ถึงว่าการที่เขาใช้พลังปราณวิญญาณถึงหนึ่งในสี่ส่วนปลดปล่อยท่าไม้ตายออกมาจะกลายเป็นการตัดเย็บชุดแต่งงานให้กับผู้อื่น![1]

            เขาคำรามก้องก่อนพุ่งตัวเข้าหาซูเฟยอวี่อีกครา

            ทันใดนั้นเสิ่นจื่อโยวก็ก้าวมายืนขวางหน้าซูเฟยอวี่ไว้นางฉีกยิ้มกว้างแล้วกล่าว “การแสดงของญาติผู้พี่เฟยอวี่สิ้นสุดลงแล้วยามนี้ถึงตาข้า”

            “เสี่ยวโยว!เจ้าอย่าได้ฝืนทำแข็งแกร่งเกินไป!” ซูเฟยอวี่รีบตะโกน

            “ญาติผู้พี่วางใจเถิด มิเป็นไร”เสิ่นจื่อโยวหันไปปลอบประโลมเขาเสียงหนึ่ง จากนั้นทันทีที่นางสะบัดมือยันต์ห้าแผ่นก็ปรากฏอยู่กลางฝ่ามือ

            “ระวังยันต์ในมือนางให้ดี!ฮ่องเต้ได้พระราชทานยันต์กล่องหนึ่งให้แก่นางเป็นยันต์ที่ปรมาจารย์ด้านการใช้ยันต์อันดับหนึ่งแห่งแผ่นดินเสวียนอู่ทิ้งไว้ มีอานุภาพร้ายแรงนัก”

            เสิ่นเชียนซีเอ่ยเตือน

            ทันทีที่ได้ยินว่านี่คือยันต์ที่ปรมาจารย์ด้านการใช้ยันต์อันดับหนึ่งแผ่นดินเสวียนอู่ทิ้งไว้คนผู้นี้ก็ไม่กล้าชะล่าใจอีก

            เขาเพิ่มความแข็งแกร่งของตนด้วยการแปะยันต์คุ้มกายไว้บนร่างของตนก่อนพุ่งตัวเข้าโจมตีเสิ่นจื่อโยว

            ทว่าร่างของเสิ่นจื่อโยวประหนึ่งปลาที่ไหลลื่นทุกจังหวะการจู่โจมของเขาล้วนล่าช้าไปมิเพียงเท่านั้นเสิ่นจื่อโยวยังสามารถหาช่องว่างแปะยันต์บนร่างเขาได้อยู่บ่อยครั้ง

            นักบำเพ็ญเพียรระดับปราณก่อเกิดเริ่มโมโหขึ้นอีกครา

            เขาดึงปราณคุ้มกายทั้งหมดบนร่างกลับคืนเตรียมเข้าโจมตีเสิ่นจื่อโยวด้วยพลังที่แข็งแกร่งที่สุด!

            ขอบเขตการโจมตีนี้กว้างขวางมากเสิ่นจื่อโยวไม่มีทางหลบพ้น

            เสิ่นจื่อโยวที่รับรู้ได้ถึงความคิดของเขาเลิกคิ้วคลี่ยิ้มออกมาทันทีนางกล่าวคำไม่ช้าไม่เร็ว “เจ้าดึงปราณคุ้มกายทั้งหมดกลับไปไม่กลัวว่าข้าจะปล่อยการโจมตีที่ทำร้ายเจ้าถึงแก่ชีวิตหรือ”

            “หึ!ยันต์ที่ปรมาจารย์อันดับหนึ่งแห่งแผ่นดินเสวียนอู่วาดขึ้นไม่เห็นจะมีอานุภาพสักเท่าไร!”นักบำเพ็ญเพียรผู้นั้นแค่นเสียงหยัน

            ยันต์ที่เมื่อครู่เสิ่นจื่อโยวติดลงบนร่างเขาเหล่านั้นเพียงทำให้เขารู้สึกคันยุบยิบเท่านั้นไร้ซึ่งพลังอำนาจใด ๆ!

            กังวลไปโดยเปล่าประโยชน์แล้ว

            “เตรียมตัวรับความตายเสีย!”นักบำเพ็ญเพียรตวาดก้องเสียงดัง ปราณวิญญาณอันแข็งแกร่งพุ่งออกจากฝ่ามือเข้าโจมตี!

            ในเวลานี้เองยันต์ใบสุดท้ายจากมือของเสิ่นจื่อโยวก็ลอยลิ่วตกลงบนร่างเขา

            ปัง!

            เสียงก้องกัมปนาทดังขึ้นอีกครั้งหลุมกลางสมรภูมิรบยิ่งขยายตัวลึกขึ้น

            นี่...จบแล้วหรือ?

            ทุกคนต่างชะเง้อคอเข้าดูครานี้พวกเขาไม่กล้าสรุปโดยพลการแล้วว่าฝ่ายใดจะเป็นผู้ชนะ ด้วยกลัวว่าจะเป็นการตบหน้าตนเองอีกครา

            ถึงแม้ในสายตาของพวกเขา โอกาสที่เสิ่นจื่อโยวได้รับชัยชนะจะมีน้อยยิ่งกว่าน้อยก็ตาม...

            หลังม่านฝุ่นควันอันตรธานหายไปในที่สุดร่างกลางสมรภูมิรบก็ปรากฏขึ้น

            หนึ่งคนยังคงยืนอยู่ทว่าอีกคนกลับล้มไปแล้ว

            เพียงแต่ผู้ที่ยืนอยู่นั้นกลับเป็นเสิ่นจื่อโยวส่วนผู้ที่นอนอยู่กับพื้นกลับเป็นนักบำเพ็ญเพียรระดับปราณก่อเกิดผู้นั้น

            ฝูงชน “...”

            สาวน้อยผู้นี้นับวันก็ยิ่งทำลายกฎของสวรรค์แท้จริงแล้วนางทำถึงจุดนี้ได้อย่างไร

            “ไม่...เป็นไปไม่ได้ ข้าไม่เชื่อ!ข้าไม่เชื่อ!” เสิ่นเฉี่ยวเหลียนกุมศีรษะกรีดร้อง

            เสิ่นจื่อโยวปรายตามองนางแค่นเสียงหัวเราะแผ่วเบา “เสิ่นเฉี่ยวเหลียนนอกจากอุปนิสัยที่ไม่รู้จักแยกแยะถูกผิดของเจ้าแล้วเจ้ายังได้เพิ่มพูนอีกทักษะหนึ่งที่เรียกว่าการหลอกตัวเองและผู้อื่นด้วยหรือ”

            “พรืด...” มีคนผุดเสียงหัวเราะออกมา

            สีหน้าของเสิ่นเฉี่ยวเหลียนเปลี่ยนเป็นเขียวสลับขาวนางกัดฟันเอ่ยถาม “เจ้าทำได้อย่างไร”

            เลือดสดยังคงไหลรินจากปากของนักบำเพ็ญเพียรระดับปราณก่อเกิดที่อยู่ในหลุมไม่หยุดเขาพยายามเงยหน้าขึ้น...เขาเองก็อยากรู้ว่าเหตุใดสุดท้ายคนที่พ่ายแพ้จึงเป็นเขา!

            เสิ่นจื่อโยวเลิกคิ้วกลีบปากทั้งคู่ยกหยักพลางกล่าวด้วยน้ำเสียงผ่อนคลาย “นี่ชัดเจนมากมิใช่หรือ ยันต์ที่ปรมาจารย์อันดับหนึ่งแห่งแผ่นดินเสวียนอู่วาดขึ้นจะไม่สามารถจัดการนักบำเพ็ญเพียรระดับปราณก่อเกิดเพียงคนเดียวได้อย่างไร”

            “ไม่...เป็นไปไม่ได้...ยันต์ไม่กี่แผ่นก่อนหน้านั้นไม่เห็นจะมีอานุภาพอันใด”

            ถึงแม้ลมหายใจจะรวยรินแต่นักบำเพ็ญเพียรระดับปราณก่อเกิดผู้นั้นก็ยังถลึงตามองเสิ่นจื่อโยวอย่างดุร้ายทว่าน้ำเสียงกลับอ่อนระโหยโรยแรง

            “เพราะยันต์ไม่กี่แผ่นก่อนหน้านั้นล้วนเป็นยันต์ที่ข้าวาดขึ้นแน่นอนว่ามันย่อมไร้อานุภาพร้ายกาจ” เสิ่นจื่อโยวแค่นเสียงหัวเราะ กล่าวคำไม่ช้าไม่เร็ว“ก่อนหน้านั้นเป็นอาหารเรียกน้ำย่อยข้าเพียงต้องการให้เจ้าประเมินคู่ต่อสู้ต่ำเพื่อเปิดเผยช่องโหว่ของเจ้ายันต์แผ่นสุดท้ายจึงจะเป็นยันต์ของปรมาจารย์ด้านการใช้ยันต์อันดับหนึ่ง...เป็นอย่างไรอานุภาพร้ายแรงพอหรือไม่”

            กล้ามากล่าวหาว่ายันต์ที่นางวาดไว้ในอดีตชาติไร้ซึ่งอานุภาพคนผู้นี้ช่างรนหาที่ตาย!

            เสิ่นจื่อโยวแค่นเสียงสำทับในใจอีกประโยค

            นักบำเพ็ญเพียรระดับปราณก่อเกิดกระอักเลือดแดงสดออกมาทันใดนั้นศีรษะเขาก็เอียงพับสิ้นลมหายใจแล้ว

            ไม่รู้ว่าสุดท้ายเขาตายเพราะถูกยันต์ระเบิดหรือเพราะเสียชีวิตด้วยความโกรธจากถ้อยคำเมื่อครู่ของเสิ่นจื่อโยวกันแน่

            เสิ่นจื่อโยวเลิกคิ้วหันกลับไปเผชิญหน้ากับสองพี่น้องตระกูลเสิ่น จากนั้นนางก็กล่าวด้วยรอยยิ้ม

            “ถึงตาของพวกเจ้าแล้ว น้องสาว‘ผู้แสนดี’ ของข้าทั้งสอง”

            “พวกเจ้าเลือกที่จะคุกเข่าโขกศีรษะให้ข้าสามครั้งแล้วค่อยให้พวกเราจัดการลงโทษเจ้าหรือเลือกที่จะสู้กับพวกเราสักครา?”

            “ในเมื่อก่อนหน้านี้พวกเจ้าเองก็ได้ให้ตัวเลือกพวกเราไว้สองเส้นทาง...ไม่ว่าพวกเจ้าเลือกทางใดพวกเราก็จะเล่นกับเจ้าให้ถึงที่สุด”

            เสิ่นเฉี่ยวเหลียนและเสิ่นเชียนซีต่างถอยไปก้าวหนึ่งบนหน้าผากพราวไปด้วยเหงื่อเย็น


    [1] สำนวนจีน มีความหมายว่าลงแรงทำสิ่งต่าง ๆ ให้ผู้อื่นโดยที่ตนเองไม่ได้ผลประโยชน์ใดๆ

    คล้ายกับเรื่องแน่จริงก็เข้ามา! หญิงอัปลักษณ์เช่นข้าจะสั่งสอนขยะอย่างพวกเจ้าเอง ที่คุณอ่าน