เล่ม 1 ปรากฏการณ์ั์ตา์
บทที่ 1 คำทำนาย
แสงสายัณห์ส่องสลัวที่ขอบฟ้า พยัพเมฆาเคลื่อนคล้อยหนีหาย หมู่มวลดาราส่องแสงระยิบระยับคลอเคล้ากับจันทราที่เต็มดวง ส่งเสริมสอดประสานให้รัตติกาลนี้แลดูสวยงามยิ่ง ถึงแม้แผ่นฟ้าจะงดงามเพียงใด แต่ผืนปฐีกลับชโลมไปด้วยเืเนื้อ ทุกแห่งหนต่างรบรา ฆ่าฟันเพื่อแย่งชิงผืนแผ่นดิน โลกเข้าสู่กลียุค ความมืดได้แทรกแซงเข้าสู่ใจคน ทว่าท่ามกลางความมืดกลับมีแสงสว่างเกิดขึ้น ที่เขาเถาิซานมีแสงสีทองอร่ามจากฟากฟ้าทอดลงสู่ยอดเขา ที่นั่นให้กำเนิดยอดคนแห่งยุค ท่านบุกเบิกถ่ายทอดหลักธรรม คำสอน หลักศาสตร์วิถีแห่งฟ้าให้กับมนุษย์ เมื่อแสงสว่างเกิดขึ้นและได้แผ่ขยายออกไป ความมืดก็เริ่มถดถอยลง าเริ่มยุติ ผู้นำแว่นแคว้นต่างลงนามทำพันธะสัญญาสงบศึก จนเวลาล่วงเลยผ่านมาหลายศตวรรษ ผู้คนได้ศึกษา ทำความเข้าใจกับหลักคำสอน และศาสตร์วิถีแห่งฟ้าที่ถ่ายทอดสืบต่อกันมาจนบังเกิดเป็ลัทธิใหญ่ๆ สองลัทธิ คือ เต๋า และเชน “อันมนุษย์เมื่อมีแบ่งแยกย่อมมีขัดแย้ง เพียงไม่รู้ว่ามันจะเกิดขึ้นเมื่อใดเท่านั้นเอง”
“อาจารย์ ที่แห่งนี้คือจุดที่มีแสงสีทองทอดลงมาจากฟากฟ้าเมื่อหลายร้อยปีก่อนใช่หรือไม่” เด็กหนุ่มสวมชุดนักพรตสีเทา วัยประมาณสิบสามปีผู้หนึ่งเอ่ยขึ้น
“มิผิด ที่แห่งนี้เองที่เป็จุดกำเนิดของยอดคนในอดีต” ชายชราผู้ถูกเรียกขานว่าอาจารย์กล่าวตอบ
“เช่นนั้น ในถ้ำต้องมีปริศนาอะไรซ่อนอยู่เป็แน่ มิสู้เราเข้าไปตรวจสอบดูสักครา”
“ในนั้นมีปริศนามากมายยิ่ง ร้อยปีที่ผ่านมามียอดคนในแต่ละยุคเคยเข้าไปแล้ว แต่ก็ไม่มีผู้ใดที่กลับออกมาแม้แต่คนเดียว เป็ตายร้ายดียังมิทราบ เช่นนั้นเ้าอย่าคิดหวังที่จะเข้าไปเลย และห้ามคิดที่จะเข้าไปโดยเด็ดขาด”
“ศิษย์เข้าใจแล้วขอรับ”
“เช่นนั้นพวกเรากลับกันเถอะ ได้สมุนไพรมาเพียงพอที่จะปรุงยาให้ศิษย์พี่ของเ้าแล้ว”
ด้านหน้ายอดเขาเถาิซาน อีกฟากหนึ่งที่ศิษย์และอาจารย์เมื่อครู่อยู่ มียอดคนอายุเยาว์สองคนกำลังยืนประจันหน้า หนึ่งคือบุรุษอายุยี่สิบสองปี รูปร่างสูงใหญ่ล่ำสัน ผมยาวปะบ่า ใบหน้าคมเข้ม คิ้วตั้งชันดั่งกระบี่ มันสวมชุดดำ ตัวเสื้อแขนกุดถักขึ้นมาจากผ้าหยาบๆ อีกหนึ่งเป็บุรุษอายุยี่สิบสามเศษ รูปร่างสมสัดส่วน ผมยาวดำขลับถูกเกล้าและปักไว้ด้วยปิ่นหยกดำรูปเศียรั ใบหน้าหล่อเหลาไร้ที่ติ มันสวมชุดนักพรตสีขาวขลิบฟ้าคราม ที่มือซ้ายถือขลุ่ยหยกขาวเลาหนึ่ง
บุรุษชุดดำกล่าว
“พี่ฮุ่ยหลง มิทราบท่านก็มาที่นี่ หรือคิดจะเข้าไปดู”
บุรุษชุดนักพรตสีขาวกล่าวตอบ
“น้องหยางเค่อพูดเกินไป แม้ข้ามีความกล้ากว่านี้ร้อยเท่า ก็ยังมิคิดที่จะเข้าไปเสี่ยง ว่าแต่ท่านเล่า”
“ข้าเพียงผ่านทางมา และคิดแวะชมดูจุดเริ่มต้นของผู้เผยแพร่ศาสตร์วิถีแห่งฟ้าก็เท่านั้น”
“อ้อ เช่นนี้เอง” บุรุษชุดนักพรตสีขาวเพ่งตาคมกล้ามองบุรุษชุดดำ แล้วกล่าวต่อ
“ได้ข่าวว่าท่านก้าวสู่ระดับกิจญาณ (ด่านวิถีแห่งพลัง) ขั้นที่สองแล้ว ข้าเลื่อมใสนัก”
“พี่ฮุ่ยหลงกล่าวชมเชยเกินไป ท่านเองก็บำเพ็ญเพียรถึงระดับตติญาณ ขั้นปลาย ด้วยวัยเพียงเท่านี้ก็เป็ที่นับหน้าถือตาของคนทั่วไปแล้ว”
ทั้งสองแม้ต่อหน้าจะกล่าววาจาด้วยอัธยาศัย แต่รอบกายกลับเปล่งรัศมีพลังกดดันออกมาต้านทานกันอย่างไม่ลดละ หนึ่งคือยอดคนอายุเยาว์ลัทธิเต๋า อึกหนึ่งคือยอดคนอายุเยาว์ลัทธิเชน ความคิดอยากเอาชนะอีกฝ่ายย่อมมีไม่แพ้กัน แต่หากจะลงมือย่อมเป็หนทางที่ไม่เหมาะนักในเวลานี้ ชายชุดดำนามหยางเค่อจึงกล่าวต่อ
“เมื่อไม่มีใดแล้ว ข้าคงต้องขอตัวก่อน ไว้โอกาสหน้า ข้าจึงจะขอคำชี้แนะจากท่านซักหลายกระบวนท่า”
“น้อมรับคำขอ”
“ลาแล้ว”
กล่าวจบร่างของหยางเค่อพลันเปล่งแสงสีฟ้าครามอ่อนจาง มันะโขึ้นตวัดมือฟาดลงบนกิ่งไม้ขนาดเท่าตัวคนออกมาท่อนหนึ่ง แล้วโอบกอดท่อนไม้นั้นไว้ก่อนพุ่งทะยานลงจากหน้าผาสู่หุบเขาเบื้องล่าง คนก็หายไปจากคลองจักษุสายตา
บุรุษชุดนักพรตสีขาวนามฮุ่ยหลงแค่นเสียงออกมาทางจมูก แล้วกล่าว
“เฮอะ ลัทธิเชนเ้าก็เริ่มเคลื่อนไหวแล้วรึ”
แคว้นจ้าว หนึ่งในหกแคว้นแห่งแผ่นดินใหญ่ มีอาณาเขตติดต่อกับทะเลสาบตงไห่ เป็แคว้นที่มั่งคั่งด้านการค้าขาย ภายในแคว้นมีแม่น้ำหลายสายตัดผ่าน ง่ายต่อการเดินทางขนส่งสินค้าทั้งภายในและภายนอกอาณารยะ ผู้คนในแคว้นจ้าวต่างนับถือเลื่อมใสในลัทธิเชน ที่เกาะทางตอนใต้ของทะเลสาบตรงไห่แคว้นจ้าว ก็มีพรรคขนาดใหญ่ที่สืบทอดวิถีแห่งเชน นามว่า “พรรคเทพธารา” ดำรงอยู่ พรรคเทพธาราคือหนึ่งในสี่ค่ายพรรคใหญ่แห่งลัทธิเชน มีอิทธิพลอย่างยิ่งยวดต่อผู้นับถือเลื่อมใสในวิถีแห่งเซน และเป็ค่ายพรรคที่ถูกมองว่ามีสิทธิ์ที่จะขึ้นเป็ผู้นำสูงสุดในลัทธิเชนเช่นเดียวกับค่ายพรรคใหญ่ที่เหลือทั้งสาม
ภายในตึกหลังใหญ่ พรรคเทพธารา
“เรียนท่านประมุข มีรายงานเื่คำพยากรณ์เข้ามาแล้ว”
“ว่ามา”
“ั์ตา์จะเกิดขึ้นอีกครั้งในห้าปีข้างหน้าที่ยอดเขาเถาิซาน และหลังจากคำทำนายของผู้เฒ่าพยากรณ์นี้แพร่กระจายออกไป ยอดผู้ฝึกญาณจากค่าย พรรค และสำนักต่างๆ ก็ได้ส่งคนไปแวะเวียนสถานที่แห่งนั้นมิขาดสาย เอ่อ โดยเฉพาะ....”
“โดยเฉพาะอะไร”
“โดยเฉพาะทางด้านลัทธิเต๋า สำนักพรตหงส์ฟ้า ได้ส่งยอดคนรุ่นเยาว์ที่มีพร์ที่สุดในยุคนี้ไปแล้ว”
“ฮุ่ยหลง งั้นรึ”
“ขอรับ และทางด้านเชนเรา วังัฟ้า ก็ได้ส่งยอดคนรุ่นเยาว์ที่มีพร์ไม่แพ้กันออกไป”
“เฮอะ ปล่อยให้พวกมันเล่นปาหี่กันไปก่อน รอให้ใกล้ถึงวันเวลาในคำทำนายพวกเราค่อยเคลื่อนไหว เมื่อถึงตอนนั้นลูกข้าคงออกมาจากการเก็บตัว และบรรลุระดับญาณแล้ว ดูซิว่าลูกข้าจะจัดการเ้าฮุ่ยหลง หยางเค่อ หรือยอดคนอายุเยาว์คนอื่นไม่ได้”
“นายน้อยมีความสามารถ และพร์สูงส่ง มีโอกาสที่จะทำได้เป็แน่ เมื่อถึงตอนนั้นพรรคเราย่อมเป็หนึ่งในใต้หล้าแล้ว”
“ฮ่าๆๆ พูดได้ดี แต่ก่อนอื่นสิ่งที่ต้องทำเป็อันดับแรก คือการขึ้นเป็ผู้นำสูงสุดแห่งลัทธิเชนให้ได้ก่อน”
เขาเถาิซานจุดเริ่มต้นแห่งยุคศาสตร์วิถีแห่งฟ้า จุดกำเนิดการค้นหาสิ่งที่เรียกว่าะ เหนือวัฏสังขาร เป็สถานที่ที่อยู่ขอบชายแดนของแผ่นดินใหญ่ เป็ูเาที่ทอดยาวหลายพันลี้ หากมองจากมุมสูงจะเห็นว่าคล้ายดั่งกำแพงขนาดั์ที่กั้นขวางระหว่างแผ่นดินใหญ่กับชนเผ่าหรือชนอาณารยะต่างๆ ไว้ หากกล่าวถึงแสงสว่างเมื่อส่องไปยังที่ใดก็จะทำให้เกิดแสงสว่างที่นั้น แต่เมื่อแสงกระทบกับวัตถุใดย่อมก่อให้เกิดเงามืดหย่อมเล็กๆ ที่แสงไม่สามารถส่องถึงขึ้น เช่นเดียวกับอีกฟากหนึ่งของเขาเถาิซาน บรรดาชนเผ่าหรือชนอาณารยะต่างๆ แม้จะได้รับอิทธิพลจากลัทธิเต๋า เชน ในแผ่นดินใหญ่มาบ้าง แต่ก็ไม่ทั่วถึงจิตใจคน ซ้ำยังใช้ข้อได้เปรียบสำหรับผู้ฝึกญาณนี้ในการแย่งชิงผืนแผ่นดินกันเสมอมา
ที่ริมเขาเถาิซานมีชนเผ่าขนาดเล็กดำรงอยู่ ชนเผ่านี้มีชื่อว่า “ชนเผ่าอุยฮู” พวกมันมีอาณาบริเวณในการปกครองเพียงห้าสิบลี้ แต่ที่ชนเผ่านี้กลับมีทรัพยากรมากมายทั้งป่าไม้ สัตว์ป่า แหล่งน้ำ และแร่ธาตุ ทำให้เป็ที่้าของชนเผ่าอื่นเป็อย่างยิ่ง เผ่าอุยฮูแม้จะมีขนาดเล็กแต่ขึ้นชื่อในด้านนักรบที่มีความแข็งแกร่ง ห้าวหาญ จิตใจหนักแน่น มีความสามัคคี จึงทำให้พวกมันดำรงชนเผ่ามาได้หลายศตวรรษ แต่ใน่หลายปีหลังที่ผ่านมา พวกมันต้องกรำศึกหนักหลายทาง อีกทั้งชนเผ่าอื่นยังเริ่มมีผู้ฝึกญาณปาฏิหาริย์มากขึ้น นี่จึงเป็เื่ที่ตรึงมือมากแล้ว ทั้งมิรู้จะสามารถปกป้องแผ่นดินเกิดไว้ได้อีกนานเท่าใด
ห่างออกไปจากชนเผ่าอุยฮูสามสิบลี้มีกองทัพสองกอง กำลังห้ำหั่นกันอย่างดุเดือด เสียงฝีเท้าม้าที่ย่ำลงยังพื้นปฐีดังเลื่อนลั่นอึงอน กอปรกับเสียงปะทะของอาวุธดั่งเสียงอัสนีบาศ เืเนื้อสาดกระเซ็นซ่านชวนสะอิดสะเอียนยิ่ง ที่รบกันอยู่คือกองกำลังของนักรบเผ่าอุยฮู กับกองกำลังชนเผ่ามารทมิฬนั่นเอง บนหลังม้าตรงบริเวณเนินเขาห่างจากจุดสู้รบไม่ไกลนั่งไว้ด้วยบุรุษผู้หนึ่ง มันสวมชุดคลุมสีดำปกปิดทั้งร่างกาย ท่าทางของมันก็ดูลึกลับ น่ากลัว รอบกายมีไอสีดำจางๆ เปล่งออกมา ส่งผลให้บรรยากาศเย็นเยือกชวนขนหัวลุกยิ่ง มันกำลังจ้องมองการสู้รบอย่างนิ่งสงบ ที่ด้านหลังของมันมีชายชราหน้าตาอัปลักษณ์ สวมชุดคลุมสีดำนั่งอยู่บนหลังม้า และบุรุษอายุเยาว์ วัยประมาณยี่สิบสองเศษยืนถือบังเหียนม้าของชายชราหน้าตาอัปลักษณ์นั่น
ชายชราหน้าตาอัปลักษณ์ กล่าวขึ้น
“ท่านราชันย์มาร อีกไม่นานเกินรอเราจะสามารถยึดครองชนเผ่าอุยฮูได้เป็แน่ขอรับ”
“เฮอะ นี่เ้าบัญชาการรบที่นี่มากี่ปีแล้ว”
“สะสิบปี แล้วขอรับ”
บรรยากาศรอบกายพลันเย็นะเื แทรกซึมเข้าไปถึงกระดูก ส่งให้ชายชราหน้าตาอัปลักษณ์ต้องตัวสั่นงันงก หลั่งเหงื่อเย็นเยียบเต็มแผ่นหลัง พร้อมกล่าวต่ออย่างตะกุกตะกัก
“ทะท่านราชันย์มาร ปะโปรดระงับโทสะ ครั้งนี้ข้าได้ผู้ฝึกญาณวิถีแห่งเชนมาร่วมด้วยหลายร้อยคน การแย่งชิงแผ่นดินในครั้งนี้ต้องสำเร็จในเร็ววัน”
“เฮอะ หากข้าไม่ได้รับาเ็ั้แ่ครั้ง............ หากข้าฟื้นฟูพลังมาได้เพียงเศษเสี้ยวก็สามารถบดขยี้มดปลวกพวกนี้หมดสิ้นไปแล้ว ใยต้องเลี้ยงขยะไร้ค่าเช่นพวกเ้า”
“ทะท่านราชันย์มาร เลิศภพยากหาผู้ต้าน ถ้าฟื้นฟูพลังเต็มเปี่ยม แผ่นดินทั้งหมดย่อมตกเป็ของท่านแน่แท้”
“ไม่ต้องกล่าวประจบ ทำงานของเ้าให้เสร็จสิ้น ก่อนที่วันเวลาตามคำทำนายของไอ้เฒ่าพยากรณ์นั้นจะมาถึง”
“ขอรับ”
กล่าวจบบุรุษลึกลับก็กระตุกบังเหียนม้าเดินออกไป แล้วร่างก็ค่อยๆ หายไปตามราตรีกาล ชายหนุ่มอายุเยาว์ที่ถือบังเหียนให้ชายชราหน้าตาอัปลักษณ์อยู่ เมื่อครู่ถึงแม้อยากหายใจออกมายังไม่กล้า ตอนนี้กลับพ่นลมหายใจออกมาอย่างโล่งอก ก่อนกล่าวถามขึ้น
“อาจารย์ ไม่ทราบว่าทำไมท่านราชันย์มารถึงอยากได้แผ่นดินของชนเผ่าอุยฮูนัก”
“ก็เพราะที่นั่นแสงจากฟากฟ้าส่องไม่ถึงนะสิ สถานที่ที่แสงส่องไม่ถึงยิ่งมีพลังความมืดที่เข้มข้น และถ้าเหตุการณ์ั์ตา์เกิดขึ้นอีกครั้งตามคำทำนายจริง ที่แห่งนั้นก็จะยิ่งมีพลังความมืดที่ทรงอำนาจ เหมาะสมต่อการฟื้นฟูพลังของราชันย์มารอย่างยิ่งยวด ท่านจึง้าที่จะยึดครองชนเผ่าอุยฮูให้ได้ก่อนเวลาตามคำทำนายจะมาถึง”
แคว้นซีเซี่ย แคว้นที่อยู่ทางตอนบนเฉียงไปด้านทิศตะวันออกของแผ่นดินใหญ่ มีอาณาบริเวณในปกครองและจำนวนประชากรมากที่สุด แคว้นแห่งนี้มีสำนักวิถีแห่งเต๋าซึ่งเป็หนึ่งในห้าสำนักใหญ่ดำรงอยู่ สำนักแห่งนี้เป็ที่เคารพนับถือของผู้ที่เลื่อมใสศรัทธาในลัทธิเต๋าอย่างยิ่ง ถ้าพูดถึงเื่ยึดมั่นถือมั่นในคุณธรรม คนส่วนมากในแผ่นดินใหญ่ต้องนึกถึงนามนี้เป็ลำดับแรก “อารามเทพซีเซี่ย”
“ผู้าุโใหญ่ มีข้อความจากหลังเขาส่งมาถึงเ้าอารามอีกแล้ว ควรเอาไปมอบให้แก่ท่านผู้เฒ่าหรือไม่”
“มิต้อง ตอนนี้ท่านเ้าอารามก็มีเื่ยุ่งยากมากพออยู่แล้ว มอบให้ข้าจัดการเอง”
“ขอรับ”
ผู้าุโใหญ่รับนกพิราบสื่อสารนั้นมา ก่อนเปิดข้อความออกอ่าน จากนั้นมันก็สบถออกมาเบาๆ ประโยคหนึ่ง
“เฮอะ เพียงบุคคลที่โดนขับออกจากสำนัก ยังกล้าขอความช่วยเหลือ ทั้งยังให้ไปช่วยชนเผ่าที่แม้แต่แสงสว่างแห่งเทพยังไม่อยากส่องถึง ที่นอกรีตเช่นนั้นอย่าคิดหวังว่าข้าจะลงไปเกลือกกลั้ว”
พรึ่บบบ กระดาษภายในมือของผู้าุโใหญ่พลันลุกไหม้จนเหลือเพียงเศษเถ้าธุลี
“อาจารย์ นกพิราบสื่อสารที่ท่านส่งไปยังอารามเทพซีเซี่ย หลายปีมานี้ยังมิได้รับการตอบกลับมาเลยซักครั้ง ท่านว่าเป็เพราะแสงสว่างได้ทอดทิ้งคนหลังเขาจริงๆ แล้วใช่หรือไม่” เด็กชายวัยสิบสามปีผู้ที่เคยได้ไปเห็นยอดเขาเถาิซาน จุดกำเนิดแห่งประวัติศาสตร์ได้กล่าวกับอาจารย์ของมัน
“ท่านเ้าอารามเป็ผู้ที่ยึดมั่นในคุณธรรม ย่อมยื่นมือเข้าช่วยเหลือแน่ อาจเป็เพราะสาเหตุอื่นที่ทำให้ข้อความส่งไปไม่ถึงท่าน”
“แบบนี้อีกไม่นานชนเผ่าอุยฮูคงต้องจบสิ้นแล้ว”
“เฮ้อ หากข้ายังมีพลังญาณเช่นกาลก่อน คงช่วยเหลือชนเผ่าแห่งนี้ได้”
“ท่านอาจารย์ ศิษย์แม้ไม่เอาไหน พร์ก็อ่อนด้อย แต่ศิษย์จะพยายาม มุ่งมานะฝึกบำเพ็ญเพียรวิถีแห่งเต๋า จนมีกำลังพอที่จะช่วยเหลือแผ่นดินนี้ แผ่นดินที่ให้ร่มเงาจนข้าเติบใหญ่”
“ดี อาจารย์แม้ไม่มีพลังเหลือแล้ว มีเพียงประสบการณ์อันเก่าก่อนที่พอจะถ่ายทอด และชี้แนะต่อเ้าได้ เ้าจงจำไว้ให้ดีแล้วนำเอาไปฝึกฝน”
“ขอรับ”
“เ้าไปพักผ่อนเถอะ อ้อ อย่าลืมเอาโอสถที่ปรุงไว้ไปให้ศิษย์พี่เ้าดื่มก่อนนอนด้วย”
หนึ่งศิษย์หนึ่งอาจารย์แท้จริงไม่ได้เป็คนชนเผ่าอุยฮู พวกมันทั้งสองต่างเป็คนของแคว้นซีเซี่ย ทั้งยังเคยอยู่ที่อารามเทพซีเซี่ย โดยตัวอาจารย์อดีตเคยดำรงตำแหน่งสำคัญแห่งอารามเทพซีเซี่ย และได้รับเลือกให้ดำรงตำแหน่งสำคัญในแผ่นดินใหญ่ เป็ถึงหนึ่งใน “เจ็ดบัญญัติฟ้า ผู้คุมกฏแห่งปฐี” นามของมันคือ “ถังเทียนเจ๋อ” ส่วนตัวศิษย์มีนามว่า “เฟยหลง” เด็กกำพร้าที่เคยอาศัยอยู่ในอารามเทพซีเซี่ยในฐานะผู้รับใช้เมื่อตอนอายุห้าขวบ มันเป็เด็กที่ไม่มีพร์สำหรับการฝึกญาณ จึงไม่ได้ขึ้นเป็ศิษย์รุ่นเยาว์ของอารามเทพ มันเป็เด็กรับใช้ในตำหนักของถังเทียนเจ๋อ นับถือถังเทียนเจ๋อยิ่งกว่าบุพการี เมื่อครั้งที่ถังเทียนเจ๋อถูกทำลายพลังบำเพ็ญเพียรและถูกขับออกจากสำนัก มันก็ได้แอบติดตามออกมาด้วย ทั้งสองต่างระหกระเหินเร่ร่อนจนมาถึงชนเผ่าอุยฮู ถังเทียนเจ๋อที่แม้ไร้พลังญาณแต่ยังพอมีวิชาแพทย์ติดตัว ได้ช่วยรักษาอาการาเ็ของหัวหน้าชนเผ่าไว้ จึงถูกเชื้อเชิญให้อยู่เป็แพทย์ประจำชนเผ่า ต่อมามันได้เห็นแววของเด็กในชนเผ่าผู้หนึ่ง จึงได้รับเอาไว้เป็ศิษย์และถ่ายทอดวิชาความรู้ต่างๆ ที่สั่งสมมานับหลายสิบปีให้ จากนั้นก็ตัดสินใจรับศิษย์อีกคน ซึ่งก็คือเฟยหลงเด็กรับใช้ของมัน เพื่อจะได้ให้เด็กน้อยผู้มีความกตัญญู รู้คุณผู้นี้มีวิชาไว้ป้องกันตัว และช่วยเหลือผู้อื่นได้บ้างเมื่อถึงคราวจำเป็
“ศิษย์พี่ท่านจะออกไปรบอีกแล้วหรือ อาการาเ็ของท่านยังมิได้ทุเลาดีนักเลย” เฟยหลงกล่าวถามขึ้นอย่างตื่นตระหนก เมื่อเห็นศิษย์พี่ของมันกำลังเตรียมตัวที่จะออกจากที่พักไป
“ข้าดีขึ้นมากแล้ว เฟยหลงเ้าไม่ต้องห่วง และห้ามบอกต่ออาจารย์”
“ไม่ได้ หากท่านไปในสภาพเช่นนี้ มีหวังได้ทิ้งชีวิตในสนามรบแน่ๆ”
“ต่อให้ข้าตาย ข้าก็ไม่เสียดายชีวิต การตายยังดีกว่าการให้ข้างอมืองอเท้ามองดูบ้านเมืองล่มสลาย”
“เช่นนั้นให้ข้าตามไปช่วยท่านด้วย”
“ไม่ได้ พลังฝึกปรือเ้าเพียงป้องกันตัวก็ยังยาก อย่าให้ข้าต้องคอยพะวงเป็ห่วงเ้าเลย เ้ารออยู่ที่นี่”
กล่าวจบศิษย์พี่ของมันก็พุ่งทะยานไปด้วยความเร็ว ร่างกลายเป็พล่าเลือนหายไปกับความมืด เฟยหลงรีบวิ่งตาม แต่ด้วยระดับฝีมืออันต่ำต้อยจึงไม่สามารถที่จะตามทัน แม้แต่ร่องรอยของศิษย์พี่ มันยังไม่อาจหาพบ เฟยหลงว้าวุ่นสับสนมิรู้จะทำเช่นไร หากจะไปบอกอาจารย์ก็กลัวว่าท่านจะเป็ห่วงกังวลเสียเปล่าๆ มันจึงตัดสินใจแอบออกนอกกำแพงชนเผ่า วิ่งติดตามไปอย่างไม่รู้ทิศทางจนร่างหายไปตามราตรีอันมืดมิด
ท่ามกลางป่าเขาอันรกชันด้านหลังเขาเถาิซาน มีแสงหิ่งห้อยวิบวับอันเล็กจ้อยนับพันนับหมื่นดวงให้แสงสลัวละลานตา ท่ามกลางหมู่หิ่งห้อยมีชายหนุ่มอายุเยาว์ปรากฏอยู่ มันมีรูปร่างสูงใหญ่ล่ำสัน ผมของมันยาวปะบ่า สวมใส่ชุดดำ ตัวเสื้อแขนกุดถักขึ้นมาจากผ้าหยาบๆ มิใช่ “หยางเค่อ” แล้วจะเป็ใคร บุรุษหนุ่มอายุเยาว์ที่มีพร์อันโดดเด่นแห่งลัทธิเชน มันมุ่งหน้ามาจากแผ่นดินใหญ่ นอกเหนือจากเื่คำทำนายแล้ว มันยังได้รับคำสั่งจากเ้าวังัฟ้า ให้มาปฏิบัติเื่สำคัญที่ชนเผ่าอุยฮู แต่ด้วยมันที่มีความหยิ่งทระนง ถือดีในตัว จึงมิได้สนใจคำสั่งของเ้าวังนัก มันคร้านที่จะใส่ใจมดปลวก หรือชนชั้นนอกรีตอย่างพวกชนเผ่า เช่นนี้มันจึงใช้เวลาในแต่ละวันทำความเข้าใจในวิถีแห่งเชน รอคอยปรากฏการณ์ที่ผู้ฝึกญาณทุกผู้ใฝ่ฝันถึง
“ที่แท้เ้าก็อยู่ที่นี่เอง อาจารย์ข้าให้ตามหาตัวเ้าตั้งนาน เหตุใดเ้าจึงไม่เข้าร่วมาตามคำสั่งที่เ้าวังของเ้าสั่งการมา” ท่ามกลางความเงียบสงบ พลันมีเสียงของชายหนุ่มคนหนึ่งดังขึ้น ซึ่งชายผู้มากลับเป็ชายหนุ่มผู้ที่เคยถือบังเหียนม้าของชายชราหน้าตาอัปลักษณ์ชนเผ่ามารทมิฬคนนั้นเอง มันเมื่อเห็นปฏิกิริยาที่ หยางเค่อแสดงออกมา คล้ายดั่งมันเป็มดปลวกมิได้อยู่ในสายตาตนหนึ่งก็อดมีโทสะไม่ได้ จึงกล่าววาจาเหน็บแหนมขึ้น
“วังัฟ้า ถือดีว่าเป็พรรคใหญ่ แต่ยังหวังพึ่งชนเผ่ามารทมิฬเรา ถึงกลับยื่นมือทำข้อตกลงแลกเปลี่ยน เ้าก็ควรรีบทำการเื่นี้ให้แล้วเสร็จ เผ่าเราจะได้กรุณายื่นมือเข้าช่วยเหลือพวกเ้าบ้าง”
หยางเค่อ ยังยืนอยู่เงียบๆ มิได้กล่าวอะไร แต่บรรยากาศโดยรอบพลันนิ่งสงบลง แม้แต่หิ่งห้อยยังมิกล้าที่จะโบยบินไปมา เหล่าหนอนแมลงที่เคยส่งเสียงอ้อยอิ่งก็ต่างเงียบเสียงหนีหาย บุรุษหนุ่มผู้มาหน้าซีดเผือก มันไม่คิดว่าผู้ที่ถูกเรียกว่ายอดยุทธ์อายุเยาว์ที่มีพร์อันโดดเด่นแห่งลัทธิเชนจะมีความแข็งแกร่งถึงเพียงนี้ แต่มันเองก็ถือดีอยู่ในตัว แม้กลัวก็ไม่คิดถอยหลัง มันกำชับหอกในมือแน่น ปากกล่าวเสียงหนัก
“ข้าก็อยากรู้นัก เ้าจะใช้การได้ดั่งคำอวดโอ่สรรพคุณหรือไม่”
กล่าวจบมันพลันยกหอกในมือขึ้น ตัวหอกพลันมีพลังสีดำอ่อนจางสายหนึ่งแผ่ออกมา เมื่อเห็นหยางเค่อยังยืนนิ่งไม่แม้แต่จะสนใจเหลือบแลมัน ยิ่งทำให้โทสะที่ครุกกรุ่นะเิออกมา มันะโก้องก่อนพุ่งหอกในมือจู่โจมใส่หยางเค่อ หอกที่มีพลังสีดำครอบคลุมอยู่พุ่งแหวกผ่าอากาศ เสียงลมหวีดหวิวกรีดอากาศเข้าหา หยางเค่อ รังสีพลังจากหอกตัดผ่านเหล่าหิ่งห้อยจนเกิดเป็ช่องวงกลมทางยาว ตัวหอกพุ่งมาด้วยความเร็วสูงจนแทบมองไม่เห็นด้วยตาเปล่า หยางเค่อยืนนิ่งสงบ หูฟังเสียงหอกที่ตัดฝ่าอากาศเข้ามา ทันใดนั้นมันพลันตวัดมือฟาดลงอย่างรวดเร็ว ก่อนคนกลายเป็เงาพล่าเลือนแล้วปรากฏขึ้นอีกทีที่ด้านหลังบุรุษผู้นั้น เคร้ง หอกที่ยังลอยอยู่กลางอากาศพลันขาดเป็สองท่อน และตกลงมาอย่างรวดเร็ว บุรุษนั้นใบหน้าแข็งค้าง ตาเหลือกถลน คนพลันกระอักโลหิตออกมาเป็ฟูฝอย ล้มคะมำลงพื้นสิ้นใจตายไป
“เฮอะ เพียงแค่มดปลวกตัวหนึ่งยังกล้าอวดโอ่ต่อหน้าข้า”