เนตรมารสะท้านฟ้า (จบแล้ว)

    ครบกำหนดสามสิบวัน


    ตอนที่ 104


    ครบกำหนดสามสิบวัน


     


                    เสวี่ยหมิงหยุดยืนก่อนที่จะถึงตัวจิวซินเมื่อสำรวจดูแล้วพบว่าหญิงสาวมิได้เป็นอันตราย เสวี่ยหมิงก็ไม่ได้คิดจะสนใจอีก เพราะเหตุผลที่เสวี่ยหมิงนั้นกลับมายังถ้ำหลบภัยแห่งนี้หาใช่เพราะนาง...แต่เป็นเพราะหลังจากที่เสวี่ยหมิงดูดกลืนหญ้าปราณมังกรได้แล้ว พลังจิตวิญญาณในร่างก็เหมือนมีการพัฒนาขึ้นจนสามารถต่อต้านหมอกควันในเขตแดนไร้ชีวิตได้ จึงทำให้เสวี่ยหมิงหลบหนีออกจากเขตแดนนั้นได้ก่อนครบกำหนดสามสิบวิน เพียงแต่ยังมีเรื่องที่น่าเสียดายสำหรับเสวี่ยหมิงอยู่ภายในเพราะเขายังไม่ได้ถอนดึงสุมนไพรวิเศษกลับออกมาด้วย แต่เมื่อมองว่าการเอาชีวิตรอดสำคัญกว่า ก็ทำให้เสวี่ยหมิงไม่เสี่ยงที่จะกลับเข้าไปยังในเขตแดนไร้ชีวิตอีก


     


                    เมื่อหลุดออกจากเขตแดนไร้ชีวิตเป้าหมายต่อมาของเสวี่ยหมิงก็คือกลับออกไปจากหุบเขามังกร และเมื่อผ่านทางมาเห็นปากถ้ำหลบภัยซึ่งเขาเป็นผู้ขุดขึ้นเปิดอยู่ จึงนึกขึ้นได้ว่าตัวเองนั้นลืมตะเกียงหินลมปราณเอาไว้จึงตัดสินใจแวะกลับมาเก็บ


    และในระหว่างการเดินทางออกจากเขตหุบเขามังกรเสวี่ยหมิงนั้นพยายามฝึกฝนทักษะเร้นจิตโดยการกดระดับฝึกตนให้ต่ำที่สุดอยู่ตลอดเวลา รวมทั้งปกปิดพลังลมปราณของตนเองไปพร้อม ๆ กันซึ่งก็ได้ผลดีกว่าที่คาด การเดินทางกลับออกจากหุบเขามังกรเสวี่ยหมิงไม่ได้ถูกโจมตีจากสัตว์อสูรเลยแม้แต่ครั้งเดียว แต่เสวี่ยหมิงไม่ได้คาดคิดว่าการปกปิดตัวตนเมื่อจะทำให้ก้านลู่ที่เพิ่งจะพบหน้ากันอีกครั้งหันมาจู่โจมใส่ตัวเองในทันทีที่พบเห็น


     


                    ตะเกียงหินลมปราณถูกเก็บกลับมาแล้ว แต่ถ้ำหลบภัยก็ยังคงมีแสงสว่างเพราะตอนนี้ปากถ้ำไม่ได้ถูกปิดเอาไว้อีก แม้เสวี่ยหมิงจะไม่ได้ชื่นชอบจิวซินนักแต่ก็มิได้รังเกียจ เมื่อเห็นว่าหญิงสาวสลบไสลอ่อนแอเกินกว่าจะปกป้องตัวเอง แถมตอนนี้เสวี่ยหมิงก็ไม่ได้สนใจจะออกสำรวจหรือตามล่าฝึกฝนกับสัตว์อสูรในด่านกักมังกร เขาจึงเลือกที่จะก่อกองไฟพักอยู่ที่ด้านหน้าถ้ำเพราะเหลือเวลาอีกเพียงแค่สองวันเท่านั้น ก็จะครบกำหนด 30 วันในการเข้าสู่ด่านกักมังกร และเมื่อครบกำหนดผู้ที่รอดชีวิตทุกคนก็จะถูกส่งกลับไปยังหน้าประตูมิติโบราณภายในสำนักมังกรฟ้า


     


                    ...จริงสิเรามีหยกคัดลอกทักษะที่ได้รับจากจิวซินอยู่นี่นา


                    หลังจากที่ใช้หยกคัดลอก ข้อความภายในก็ถูกถ่ายทอดส่งต่อสู่สมองของเสวี่ยหมิงโดยตรง แต่เมื่อเสวี่ยหมิงรับรู้เงื่อนไขแรกในการฝึกฝนเคล็ดวิชาท่าร่างมายาไร้ลักษณ์ เสวี่ยหมิงก็ถึงกับต้องเกาศีรษะตัวเพราะเงื่อนไขของมันนั้นคือผู้ฝึกฝนนั้นจำเป็นต้องเป็นอิสตรี ทำให้เสวี่ยหมิงไม่อาจฝึกฝนได้ แม้จะไม่อาจฝึกฝนแต่เสวี่ยหมิงก็ยังคงสนใจที่จะศึกษาเคล็ดความของทักษะนี้ ซึ่งส่งผลให้เสวี่ยหมิงเข้าใจความสำคัญของพลังจิตวิญญาณในการใช้งานที่หลากหลายมากขึ้น


     


                    หลังจากเวลาผ่านพ้นไปอีกหนึ่งคืน เช้าวันใหม่จิวซินที่ฟื้นตื่นขึ้นมาพบเสวี่ยหมิงนั่งสมาธิมั่นอยู่ที่หน้าปากถ้ำ หัวใจของนางก็เต้นรัวไม่เป็นจังหวะด้วยความตกใจระคนยินดีจึงเผลอส่งเสียงออกไป


     


                    เสวี่ยหมิงเอ่ยขึ้นพร้อมลุกยืนบิดขี้เกียจไปมา "ในเมื่อเจ้าฟื้นแล้วก็ดี วันนี้ข้านึกถึงศิษย์พี่จงเหลียงขึ้นมาเลยอยากจะลองแวะไปสำรวจดูทางทิศเหนือของด่านกักมังกร" เอ่ยจบเสวี่ยหมิงก็ทำท่าจะพุ่งทะยานออกไปในทันที


     


                    "เดี๋ยวก่อน !" จิวซินเอ่ยขึ้นจนเสวี่ยหมิงชะงักงัน "ข้าก็อยากไปเยี่ยมศิษย์พี่จงเหลียงด้วย" นางเอ่ยพร้อมกับเดินไปเก็บข้าวของภายในถ้ำของตัวเองด้วยความรวดเร็ว ก่อนที่ทั้งคู่จะเดินทางไปหาจงเหลียงที่แยกตัวฝึกฝนเพียงลำพังและใช้เวลาในวันสุดท้ายพูดคุยสนทนากันจนถึงเวลาครบกำหนด 30 วัน


    .


    .


                    หลังจากที่ผู้รอดชีวิตทั้ง 4 กลับออกมายังสำนักมังกรฟ้าอีกครั้ง เหล่าผู้อาวุโสล้วนตื่นเต้นและเร่งถามไถ่เรื่องราวของก้านลู่เพราะหลังจากที่หยกชีวิตของก้านลู่แตกละเอียดความตึงเครียดก็ปกคลุมไปทั่วทั้งสำนักมังกรฟ้า ทำให้แม้จะเหลือตามกำหนด 30 วันอีกถึงสองวัน แต่ผู้อาวุโสและศิษย์ของสำนักหลายคนก็ไม่ไปไหนมาเฝ้ารอลุ้นรวมกันอยู่ที่โถงกลางของสำนักจนแน่นขนัด ซึ่งเสวี่ยหมิงและจิวซินพร้อมใจกันนิ่งเฉยทำเป็นไม่รับรู้เรื่องราว มีเพียงจื่อเจียงที่คิดแค้นอยู่ก่อนเพราะโดนก้านลู่รีดไถสิ่งของไปจำนวนมากทั้งที่ภารกิจซึ่งมันจ้างวานให้ก้านลู่ช่วยเหลือนั้นทำไม่สำเร็จ ดังนั้นเมื่อก้านลู่ตกตายลงไปจื่อเจียงที่ไม่รู้เห็นกลับเป็นผู้ใส่ไฟว่าก้านลู่นั้นโลภมากบุกฝ่าเข้าไปค้นหาสิ่งของวิเศษในเขตอันตรายทั้งที่มันก็เอ่ยปากตักเตือนแล้วทำให้มิได้กลับมา...ทำให้ผู้คนในสำนักมังกรฟ้าล้วนสรุปเรื่องราวการเสียชีวิตของก้านลู่ว่าถูกสัตว์อสูรระดับสูงสังหารเพราะความโลภของตัวเอง


     


                    เมื่อจบเรื่องราวของก้านลู่ ทุกสายตาก็เปลี่ยนเป็นจับจ้องไปยังจิวซินซึ่งเมื่อกลับออกมา เด็กสาวก็แปรเปลี่ยนไปราวกับเป็นคนใหม่ เพราะนางมิได้มัดรวบเก็บผมเอาไว้อีกทำให้ผมยาวสยายลงมาส่งให้ความงดงามที่เคยเก็บซ่อนเอาไว้โดดเด่นขึ้นกว่าแต่ก่อน รวมถึงผิวพรรณที่เปล่งปลั่งงดงามเพราะพลังจิตวิญญาณที่บริสุทธิ์สูงส่งขึ้น แต่ที่เห็นจะแปลกตาที่สุดก็คือกิริยามารยาทที่กลายเป็นนิ่งเงียบไม่กระโตกกระตากเช่นแต่ก่อน เด็กสาวกลับสงบเสงี่ยมกิริยาและมีท่าทีเขินอายในบางจังหวะจนดูราวกับเป็นอิสตรีงดงามแตกต่างจากภาพลักษณ์เมื่อหนึ่งเดือนก่อนอย่างสิ้นเชิง


     


                    แม้เปลือกภายนอกที่แปรเปลี่ยนจะโดดเด่นขึ้น แต่ประมุขซือไฉหาได้ใส่ใจ เพราะสิ่งที่ประมุขของสำนักมังกรฟ้ายินดียิ่งกลับเป็นระดับพลังที่มั่นคงขึ้นรวมถึงมันเองก็รับรู้ได้ว่าพลังจิตวิญญาณของจิวซินนั้นบริสุทธิ์ขึ้นกว่าเดิมอย่างไม่อาจเทียบได้ แต่เพราะในตอนนี้มีผู้คนอยู่เป็นจำนวนมากจึงไม่สะดวกที่มันจะซักถามเรื่องราวโดยละเอียด


     


                    แม้จิวซินจะเป็นจุดสนใจเพราะรูปลักษณ์ภายนอกที่โดดเด่น แต่ผู้ที่ทุกคนในสำนักมังกรฟ้าลงความเห็นว่าได้รับประโยชน์มากที่สุดในการเข้าสู่ด่านกักมังกรในครั้งนี้ก็คือ...จงเหลียงที่บังเอิญไปพบกับต้นทางกำเนิดหินลมปราณบริสุทธิ์ จึงได้เร่งฝึกฝนอยู่ที่นั่นจนล่วงเข้าวันที่ 25 ของการฝึกฝนจงเหลียงก็สามารถทะลวงผ่านคอขอดของระดับพื้นฐานลมปราณขั้นที่ 5 และกลายเป็นผู้ฝึกตนลมปราณแรกธรรมชาติได้สำเร็จ


     


                    ส่วนเสวี่ยหมิงที่ได้รับความสนใจอยู่บ้างก็เพราะตัวเขาสามารถทะลวงผ่านเข้าสู่พื้นฐานลมปราณขั้นที่ 5 ได้สำเร็จ แต่เพราะเสวี่ยหมิงพยายามปิดบังพลังที่แท้จริงไม่ให้ปะทุออกมา บวกกับระดับที่เสวี่ยหมิงบรรลุนั้นเป็นขีดขั้นที่ผู้เข้าสู่ด่านกักมังกรคนอื่น ๆ ทะลวงไปถึงแล้วทั้งสิ้น จึงมิได้มีคนสนใจนักยกเว้นเพียงจื่อฮุยและโจวอู่เว่ยเท่านั้น


                   


                    ส่วนคนสุดท้ายที่แทบจะไม่มีการเปลี่ยนแปลงแม้แต่น้อยก็คือจื่อเจียง ที่หลังจากหลบหนีจ้าววานรเพลิงผลาญไปได้ ก็ถูกก้านลู่รีดไถของวิเศษที่ช่วยในการผจญภัยเดินทางไปหลายชิ้น แถมของวิเศษช่วยชีวิตที่พกพามาก็ไม่เหลือหลอ มันจึงไม่กล้าที่จะเสี่ยงออกเดินทางไปในเขตพื้นที่อันไม่คุ้นเคย จึงได้แต่ปักหลักฝึกฝนอยู่ที่เขตรอบนอกด้วยความระแวงอยู่ตลอดเวลา ทำให้ระดับพลังของมันนั้นเพิ่มขึ้นมาไม่มากนัก


     


                    หลังจากนั้นอีกราวสองชั่วยามการพูดคุยซักถามที่กินเวลาก็ใกล้ยุติลง ทำให้ประมุขซือไฉถือโอกาสแจ้งให้ทุกคนที่อยู่ในโถงกลางของสำนักรับทราบโดยทั่วกันว่าอีก 15 วันจะถึงกำหนดออกเดินทางไปสู่...สำนักมังกรเทวะ  พร้อมประกาศให้ผู้ฝึกตนที่เข้าสู่ด่านกักมังกรทั้งสี่แยกย้ายกันกลับไปพักผ่อนได้


     


                    ซึ่งคำสำนักมังกรเทวะก็ทำให้จิวซินมีสีหน้าไม่สู้ดีนักผิดกับเสวี่ยหมิงที่กำหมัดแน่นจนเกิดเสียงกระดูกลั่นดัง...กรอบ


     


                    เมื่อทุกคนรับรู้หมายกำหนดการแล้ว และประมุขซือไฉก็ได้กล่าวยุติเรื่องราวทำให้ผู้คนต่างแยกย้ายกันกลับออกจากสำนักมังกรฟ้า


     


                    จิวซินที่รอจนประมุขซือไฉเอ่ยจบหมายจะเดินเข้าไปเอ่ยบางสิ่งกับเสวี่ยหมิง แต่เสวี่ยหมิงกลับถูกจื่อฮุยที่จับจ้องอยู่ก่อนลากตัวกลับไป ก่อนจะเดินไปสมทบกับโจวอู่เว่ย


     


                    ..."ท่านอาจารย์เสวี่ยหมิง" จื่อฮุยส่งเสียงทางลมปราณให้เสวี่ยหมิง


     


                    ..."เจ้านี่เล่นตลกอะไรถึงได้เรียกข้าว่าเป็นอาจารย์"


     


                    ..."จะไม่ให้ข้าเรียกเจ้าว่าอาจารย์ได้อย่างไร ก็ในเมื่อบุหงาหยกม่วงคนแรกก็ดูจะมีใจให้กับเซียนโอสถอี้เฟย ส่วนอีกหนึ่งนางงามก็ดูจะ..."


     


                    "หยุดเลย" เสวี่ยหมิงชกเข้าที่ท้องของจื่อฮุยเบา ๆ "เจ้านี่นะ ช่างคิดจินตนาการหาเรื่องให้ข้าเสียจริง ๆ"


     


                    "นั่นจิววินเดินมานั่นแล้ว"


     


                    "หา" เสวี่ยหมิงไม่ได้ไปมองแต่กลับเร่งฝีเท้าขึ้น แต่เมื่อรู้ว่าไม่มีผู้ใดเดินติดตามมา เสวี่ยหมิงก็อมยิ้มทำหยี่ตาจ้องไปที่จื่อฮุย


     


                    "ฮ่า ฮ่า ฮ่า ข้าเห็นสหายสบายดีข้าก็แค่ดีจายยยย...พูดอะไรเรื่อยเปื่อยออกไปก็แค่นั้น" เอ่ยจบจื่อฮุยก็เร่งเท้าล้ำหน้าเสวี่ยหมิงตรงไปหาโจวอู่เว่ย หมายใช้ผู้เป็นตาต่างเกราะกำบังป้องกันการตอบโต้อีกครั้งของเสวี่ยหมิง



    คล้ายกับเรื่องเนตรมารสะท้านฟ้า (จบแล้ว) ที่คุณอ่าน