บทที่ 16 มองหน้ากันไม่พูดจา
ซูจิ่งหยางไม่สามารถหลุดพ้นได้ จึงต้องใช้วิธีอ่อนโยน
"ภรรยา ข้าเห็นเมื่อครู่เ้ายังไม่ได้กินอะไรมากนัก ข้าจะไปสั่งให้เด็กรับใช้ในครัวทำอาหารให้เ้ากินเป็พิเศษดีหรือไม่ พรุ่งนี้พวกเราต้องเข้าเมืองหลวง คงจะยุ่งจนไม่มีเวลากินข้าว ตอนนี้ควรจะกินอะไรไว้ก่อนจะดีกว่า"
หลี่เก๋อเฟยเห็นว่าผ่านไปครึ่งวันแล้ว ระบบก็ยังไม่มีการแจ้งเตือน และรู้สึกว่าการเผชิญหน้ากับซูจิ่งหยางแบบนี้ไม่สนุกเสียเลย จึงถอยหลังออกมาแล้วพูดว่า
"ไม่เป็ไร ข้าจะไปเอง ท่านก็ไม่ได้กินมากเช่นกัน"
"อืม ดี เช่นนั้นภรรยา ข้าจะรอเ้าอยู่ที่นี่"
ซูจิ่งหยางมองหลี่เก๋อเฟยที่ผละมือและถอยหลังออกไป ในที่สุดเขาก็ถอนหายใจออกมา แต่พอได้ยินหลี่เก๋อเฟยบอกว่าจะไปเอง ก็รู้สึกผิดหวังเล็กน้อย
ซูจิ่งหยางที่ได้สติกลับมาก็รู้สึกว่าการกระทำของหลี่เก๋อเฟยเมื่อครู่ไม่ได้ผิดอะไร ใบหน้าอ้วนป้อมที่เต็มไปด้วยรอยยิ้มนั้น ก็รู้สึกว่าน่ารักและใสซื่อ
หลี่เก๋อเฟยเดินออกไปหาอยู่นานกว่าจะเจอครัว แล้วก็ยังไปคุยเล่นกับแม่ครัวอยู่สักพัก พูดถึงอาหารที่กำลังเป็ที่นิยมในปัจจุบัน แม่ครัวเห็นว่าสาวน้อยอ้วนป้อมผู้นี้น่ารัก ในใจจึงรู้สึกสนิทสนมกับนาง เลยอดพูดมากขึ้นไม่ได้ แม่ครัวเล่าถึงทิวทัศน์และรสชาติอาหารตามฤดูกาลของบ้านเกิดตัวเอง
[ติ๊ง ได้รับความชื่นชอบจากแม่ครัว เพิ่มคะแนน 5 แต้ม]
ฮ่า ๆ ๆ ๆ ...แค่มาขออะไรกินก็ได้คะแนนเพิ่ม ดีจัง ทั้งได้กินทั้งได้คะแนน หลี่เก๋อเฟยดีใจมาก จึงอดคุยกับแม่ครัวมากขึ้นไม่ได้
ดูเหมือนว่าต่อไปนางน่าจะเปิดร้านอาหารอะไรสักอย่าง หลี่เก๋อเฟยรู้สึกว่าเส้นทางสู่ความร่ำรวยของตัวเองราบรื่นขึ้นเรื่อย ๆ
กินไปไม่รู้ว่านานแค่ไหน หลี่เก๋อเฟยกลัวว่าสามีจะรอนาน ในที่สุดก็รู้ว่าควรจะจบบทสนทนาได้แล้ว
"ท่านป้า ข้าต้องขอตัวก่อน ไว้ครั้งหน้า …ครั้งหน้าเราค่อยสนทนากันอีก ข้าคงต้องไปเอาขนมให้สามีข้าก่อน เขาคงจะรอจนร้อนใจแล้ว"
ตอนที่หลี่เก๋อเฟยพูด ปากก็ไม่ได้ว่างเว้น ยัดของเต็มไปหมด เกือบจะพูดประโยคนี้ไม่ชัดเจนแล้ว
พอท่านป้าได้ยินว่ายังมีสามี ก็ยิ่งต้องใส่ให้มากขึ้น จึงพูดไปด้วยและยัดของใส่มือและกระเป๋าของหลี่เก๋อเฟยไปด้วย
"อ้าว ข้าลืมไปเลย ตอนที่เ้ามา มีหนุ่มหล่อคนหนึ่งมาด้วยกัน บอกว่าเป็สามีของเ้า เหตุใดไม่สั่งอาหารเพิ่มอีกสักหน่อยล่ะ มานี่ ขนมที่ข้าทำอร่อยมาก กินเยอะ ๆ กินให้อิ่ม เอ้า เอาไปอีกหน่อย"
"ไม่เป็ไรเ้าค่ะ ท่านป้า พอแล้ว ข้าขอตัวก่อนนะเ้าคะ ขอบคุณท่านป้ามาก"
หลี่เก๋อเฟยเป็คนเข้ากับคนง่าย ก่อนจะไปก็ไม่ลืมที่จะหยิบของติดไม้ติดมือไปด้วย
"ขอบคงขอบคุณอะไรกัน เ้ากับข้าก็คล้ายกับเป็คนในครอบครัวเดียวกัน รีบไปเถอะ อย่าให้สามีของเ้ารอนานเลย"
"เ้าค่ะ ท่านป้า ข้าไปก่อนนะเ้าคะ"
พูดจบ หลี่เก๋อเฟยก็หอบขนมกองใหญ่เดินจากไป
เดินไปเดินมา พอดีต้องผ่านห้องของหลินหวั่นเฉินและห้องของหวังจั่งซื่อ
แต่แปลกมาก ในห้องของหวังจั่งซื่อไม่มีแสงไฟเลยสักนิด หรือว่าจะนอนแล้ว ไม่น่าจะใช่ วันนี้ก็ยังไม่ดึกเท่าไรเลย
พอเดินผ่านห้องของหลินหวั่นเฉินจริง ๆ หลี่เก๋อเฟยกลับได้ยินเสียงผู้ชายคนหนึ่ง
"หวั่นเอ๋อร์ เ้าตัดสินใจแน่นอนแล้วหรือว่าจะแต่งงานกับบุตรชายคนโตของตระกูลลู่หลังจากที่ส่งสินค้าเสร็จ"
"พี่ใหญ่หวัง ข้าก็ไม่มีทางเลือก ท่านพ่อท่านแม่สั่ง แม่สื่อพูด ข้าสตรีตัวคนเดียวจะกล้าขัดได้อย่างไร แม้ว่าตระกูลลู่กับตระกูลของข้าจะไม่ได้คบหากัน แต่ใน่ไม่กี่ปีมานี้ ตระกูลลู่ร่ำรวยขึ้นมาก ท่านพ่อของข้าเพื่อน้องชายแล้ว จึงยกข้าให้แต่งเข้าไป เพื่อนำเงินสินสอดมาช่วยครอบครัว ท่านพ่อยังสั่งกำชับด้วยตัวเองว่า หากวันหน้าน้องชายดูแลทรัพย์สมบัติของครอบครัวไม่ไหว ข้าอยู่ในตระกูลลู่ก็ยังพอช่วยเหลือน้องชายได้บ้าง ฮือ ๆ..."
ได้ยินเสียงสะอื้นของผู้หญิงดังมาถึงตรงนี้ แม้ว่าจะรู้สึกได้ชัดเจนว่าผู้หญิงคนนั้นพยายามกลั้นความเศร้าโศกในใจ พยายามร้องไห้เบา ๆ แต่พอเข้าไปใกล้ประตู ก็ได้ยินเสียงร้องไห้ชัดเจน ไม่ต้องพูดก็รู้
ผู้หญิงที่ร้องไห้อยู่นั่นก็คือหลินหวั่นเฉินที่ถูกบังคับให้แต่งงานเพื่อน้องชาย
อื้อ น่าสงสารสตรีในโลกนี้ ส่วนใหญ่มีชะตากรรมขมขื่นเช่นนี้ หากเป็าง ถ้าไม่รัก นางจะไม่ยอมแต่งงานแบบจำยอมเด็ดขาด เอ่อ...ยกเว้นถ้าหน้าตาหล่อ
หลี่เก๋อเฟยยิ่งแอบเข้าไปใกล้ประตูเพื่อฟัง
"หวั่นเอ่อร์ คุณชายใหญ่ตระกูลลู่ผู้นั้นก็หน้าตาอ้วนท้วน ตัวสั้นเตี้ย จะคู่ควรกับเ้าที่งามเช่นนี้ได้อย่างไร ถึงแม้ไม่พูดถึงรูปโฉมจะเหมาะสมกันหรือไม่ แต่คุณธรรมของคุณชายใหญ่ลู่นั้นก็น่าเป็ห่วงยิ่งนัก เขาเที่ยวเตร่อยู่ตามย่านโคมเขียวทั้งวัน ข้างกายก็ไม่ขาดนางโลมเ่าั้ เ้ามีนิสัยอ่อนโยนเช่นนี้ หากแต่งงานไปก็เกรงว่าจะต้องเสียเปรียบ แต่อนุภรรยาก็มากพอจะทำให้เ้าปวดหัวแล้ว ยิ่งไม่ต้องพูดถึงพวกสตรีจากหอโคมเขียวที่วนเวียนอยู่ข้างกายเขาทุกวัน" ชายผู้นั้นพูดด้วยน้ำเสียงเป็ห่วงเป็ใย ท้ายที่สุดก็ถอนหายใจเฮือกใหญ่ให้กับหลินหวั่นเฉิน แค่ได้ยินจากด้านนอกก็ให้ความรู้สึกว่าไม่มีทางเลือกจริง ๆ
หลี่เก๋อเฟยที่อยู่นอกประตูได้ยินคำพูดมากมายเช่นนี้ ก็ย่อมได้ยินว่าเสียงของชายคนนั้นเป็ใคร
ก็คือหวังจั่งซื่อที่ไม่ชอบพูดนั่นเอง โอ้ ดูเหมือนว่าทั้งสองคนนี้จะมีเื่อะไรจริง ๆ
ไม่ได้ เพื่อเพิ่มคะแนน นางต้องฟังเื่ราวให้มากกว่านี้ หลี่เก๋อเฟยไม่เชื่อว่าด้วยสติปัญญาในชาติก่อนของนาง จะไม่สามารถเดาภารกิจเล็ก ๆ นิดเดียวได้
[ติ๊ง! กำลังจะโหลดเนื้อเื่เกินครึ่งแล้ว]
‘เ้าทำข้าใหมด’
หลี่เก๋อเฟยกำลังตั้งใจฟังอยู่ที่นอกประตู เสียงของระบบที่ดังขึ้นมากะทันหันเกือบจะทำให้หลี่เก๋อเฟยส่งเสียงร้องออกมา
หลี่เก๋อเฟยคิดในใจว่าระบบเตือนว่าเกินครึ่งแล้ว ทว่าเหตุใดยังไม่เห็นภารกิจเลย
ด้านในยังไม่รู้สึกถึงคนที่อยู่ด้านนอก พวกเขายังคงสนทนากันอยู่ ได้ยินเพียงหลินหวั่นเฉินพูดด้วยน้ำเสียงสะอื้นว่า
"แต่ข้าก็ไม่มีทางเลือกนี่นา ตระกูลลู่มีฐานะใหญ่โต บิดาของข้าก็มองเห็นจุดนี้ ไม่ว่าคุณชายใหญ่ลู่จะเป็อย่างไร ข้าก็ต้องแต่งงานไปอยู่ดี"
"หวั่นเอ๋อร์ เ้าแต่งงานไปก็จะมีแต่ลำบาก จะมีเงินทองให้เ้าได้ที่ไหน เ้าลองมองคุณชายใหญ่ลู่คนนั้นดูสิ เที่ยวเตร่ทั้งวันทั้งคืน สักวันหนึ่งกิจการของตระกูลเขาต้องถูกเขาทำให้ล้มละลายแน่ ถึงตอนนั้นเ้าจะทำอย่างไร หรือจะไปแต่งงานใหม่กับคนรวยอีก หวั่นเอ๋อร์ เ้าฟังข้าเถอะ ทำการค้าครั้งนี้ให้เสร็จ แล้วเราก็หนีไปไกล ๆ ไม่ต้องกลับมาอีก! ข้ามีแรง ไม่กลัวความลำบาก จะต้องให้ชีวิตที่สงบสุขแก่เ้าแน่นอน"
"ฟังท่าน ฟังท่าน ท่านลองบอกมาสิว่าข้าควรทำอย่างไร ข้าไม่กล้าขัดใจบิดาของข้าหรอก"
พูดจบ หลินหวั่นเฉินก็ร้องไห้ดังขึ้นไปอีก
"หวั่นเอ๋อร์ ข้า...ข้า ไม่เช่นนั้นเ้าหนีไปกับข้าเถอะ วางใจได้ ข้าจะไม่มีวันเอาเปรียบเ้าแน่"
หวังจั่งซื่อดูเหมือนจะลังเลอยู่บ้าง แต่สุดท้ายเมื่อพูดถึงคำสัญญา เสียงของเขาก็ชัดเจนและหนักแน่นขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ให้ความรู้สึกมั่นคงปลอดภัย
แต่หลินหวั่นเฉินก็ยังไม่กล้าขัดใจบิดาของตน ได้ฟังคำพูดจากใจจริงของหวังจั่งซื่อ ในใจรู้สึกดีใจที่มีคนปฏิบัติต่อตนดีเช่นนี้ แต่ก็รู้สึกหดหู่ เหตุใดนางถึงต้องมาเกิดในตระกูลที่ให้ความสำคัญกับบุรุษมากกว่าสตรีเช่นนี้
คิดไปคิดมา หลินหวั่นเฉินก็ร้องไห้สะอึกสะอื้น
หวังจั่งซื่อเห็นหลินหวั่นเฉินไม่ตอบสนองตน อีกทั้งก็เห็นคนในดวงใจต้องทรมานเช่นนี้ มือจึงยื่นออกไปเช็ดน้ำตาให้หลินหวั่นเฉินโดยไม่รู้ตัว ทั้งสองต่างมองกันโดยไม่พูดจา
หลี่เก๋อเฟยยืนอยู่ตรงประตู ถึงอย่างไรก็ห่างออกไปพอสมควร ได้ยินเสียงเงียบไปนาน ในใจก็ทนไม่ไหว อดไม่ได้ที่จะเดินเข้าไปใกล้ขึ้นอีก