บทที่ 8 ว่าที่สนมคนโปรดของฮ่องเต้
“ฮ่า ฮ่า ฮ่าหากทำอะไรโดยไม่ไตร่ตรองให้ดีเสียก่อน บัลลังก์ัจะตกมาถึงมือเจิ้น ได้จนถึงทุกวันนี้หรือ”พอกล่าวมาถึงตรงนี้ ฮ่องเต้ก็ทรงหยุดไปสักพักพระเนตรหงส์หรี่แคบเป็แววอันตราย ก่อนตรัสต่อ
“หากเจียวเจียวมิใช่บุคคลที่พวกเรา้าตามหาแล้วเช่นนี้คนผู้นั้นจะเป็ใครกัน และเหตุใดถึงได้มีจดหมายลับจากบุคคลนิรนามเจาะจงมุ่งร้ายไปยังเจียวเจียวของข้าเล่า” พอคิดว่ามีคน้าที่จะให้ร้ายสตรีในดวงใจของตนพระองค์ก็รู้สึกกระวนกระวายพระทัยเป็อย่างมากเพราะความรู้สึกที่พระองค์มีต่อจ้าวหนิงเจียวคือความจริงแต่ด้วยไม่อยากให้ท่านโหรหลวงจิ้งหยางต้องคอยจับผิดอยู่ตลอดเวลาจึงมิได้กล่าวความจริงในใจทั้งหมดออกไปให้เขารับรู้ด้วย
“เป็ไปได้หรือไม่พ่ะย่ะค่ะว่าจะเป็คนในจวนตระกูลจ้าวที่ไม่ชอบหน้านางจึงคิดแผนการนี้ขึ้นมาเพื่อกำจัดนางให้พ้นทาง” ชายชรากล่าวแสดงความคิดเห็นของตน
ฮ่องเต้กำพระหัตถ์แน่น ในพระทัยร้อนรุ่มอยากตรงดิ่งเข้าไปฆ่าคนที่มันคิดบังอาจมาแตะต้องสตรีของพระองค์ “ก็ไม่แน่ หวงกงกง!” ฮ่องเต้ะโเสียงดังออกไปข้างนอก
“พ่ะย่ะค่ะฝ่าา”หวงกงกงที่เฝ้าอยู่หน้าประตูห้องโถงรีบวิ่งเข้ามาทันทีด้วยความเร่งรีบและรีบคุกเข่าลงเพื่อรอรับพระราชบัญชา
“จงติดต่อกับสายลับที่เจิ้นส่งไปอยู่ในตระกูลจ้าวให้เขียนเล่าเื่ราวทุกอย่างที่เกิดขึ้นในตระกูลจ้าวให้เจิ้นโดยเฉพาะทุกเื่ที่เกี่ยวข้องกับจ้าวหนิงเจียวจำไว้ว่าห้ามละเลยจุดเล็กน้อยเป็อันเด็ดขาด”
“กระหม่อมรับบัญชาพ่ะย่ะค่ะ”
“อืม!เ้ารีบออกไปจัดการเสียเถิด”
“พ่ะย่ะค่ะฝ่าา”หวงกงกงหลังจากทำความเคารพเสร็จ ก็รีบออกไปจัดการธุระทันที
ณ ตำหนักฮองเฮา
เพล้ง! เพล้ง! เพล้ง!
“เปิ่นกงไม่ยอมฝ่าาออกจะเ็าปานนั้น นังแพศยาจ้าวหนิงเจียวนั่นจะต้องเป็ฝ่ายให้ท่าพระองค์อย่างแน่นอน แม่นมเพ่ย แล้วเปิ่นคงจะทำเช่นใดดี”ฮองเฮาเกรี้ยวกราดทำลายข้าวของภายในตำหนัก จนแตกกระจายไปทั่วบริเวณหลังจากที่นางกำนัลได้เข้ามารายงานสิ่งที่เกิดขึ้นในห้องโถงท้องพระโรงเมื่อสักครู่
“ฮองเฮาโปรดพระทัยเย็นก่อนเพคะฝ่าาอาจแค่หลงใหลนางเพียงชั่วคราวก็เท่านั้นเหมือนเช่นที่พระองค์เคยหลงใหลเฉียนกุ้ยเฟยมาก่อน แต่พอเวลาผ่านไปไม่นานพระองค์ก็เลิกสนใจ แล้วหันกลับมารักใคร่อยู่กับฮองเฮาเช่นเดิมอย่างไรเล่าเพคะ”แม่นมเพ่ยพยายามเกลี้ยกล่อมให้ฮองเฮาใจเย็นลง
“แต่เปิ่นกงทำใจไม่ได้เพียงแค่คิดภาพที่ฝ่าาปฏิบัติกับนางแพศยาจ้าวหนิงเจียวนั่นอย่างอ่อนโยนแถมยังให้นางนั่งรถม้าขบวนเสด็จอันยิ่งใหญ่อลังการ ราวกับนางคือฮองเฮาตัวจริงเปิ่นกงก็รู้สึกร้อนรุ่มดั่งมีกองเพลิงแผดเผาอยู่ภายในใจแล้วอีกอย่าง…ที่ผ่านมาแม้ฝ่าาจะหลงใหลนางสนมคนอื่นๆ บ้างก็จริงแต่นั่นก็เพียงเพราะมีผลประโยชน์เข้ามาเกี่ยวข้องและที่สำคัญพระองค์มิเคยให้นางสนมเ่าั้เชิดหน้าชูตาเหนือเปิ่นกงเช่นนี้แม่นมเพ่ยยังคิดว่าเื่นี้ปกติอยู่เช่นนั้นหรือ”
แม่นมเพ่ยขบคิดตามที่ฮองเฮาได้กล่าวมา ใจก็เต้นตึกตักไม่เป็จังหวะ ‘ใช่แล้วนางลืมคิดข้อนี้ไปได้อย่างไร’
“ฮองเฮาเพคะถ้าเช่นนั้นพระองค์ก็ควรที่จะรีบกำจัดจ้าวหนิงเจียวนั่นเสียก่อนที่นางจะสามารถปีนป่ายขึ้นมามีอำนาจ เพราะเมื่อถึงเวลานั้นหากคิดจะลงมือก็คงต้องยุ่งยากลำบากอย่างแน่นอนเพคะ” แม่นมเพ่ยกล่าวเสนอความคิดอันชั่วร้ายแก่ผู้เป็นาย
ฮองเฮาหรี่พระเนตรเ็าจนเป็เส้นตรง “หึ!สตรีที่เป็ภัยร้ายแรงเช่นนี้ เปิ่งกงย่อมมิเก็บไว้ดูเล่นหรอกพรุ่งนี้มีงานชมบุปผาที่เปิ่นกงจะจัดขึ้นในพระราชวังมิใช่หรือเราก็ใช้โอกาสนี้จัดการนางเสีย ฮ่า ฮ่า ฮ่า”
ณ หน้าประตูหลัก จวนตระกูลจ้าว
ชาวเมืองมากมายในละแวกนั้น ต่างเข้ามารุมล้อมเพื่อดูขบวนเสด็จที่ยิ่งใหญ่พวกเขาพากันขบคิดไปต่าง ๆนานาว่าเป็ผู้ใดกันแน่ ระหว่างฮ่องเต้กับฮองเฮาเพราะมีหลายครั้งเมื่อฮ่องเต้หรือฮองเฮาเสด็จออกนอกพระราชวังก็มิได้ใช้รถม้าที่มีตราสัญลักษณ์ของพระองค์เอง และเื่นี้ก็กลายเป็ที่คุ้นชินของชาวเมืองแคว้นชางไปเสียแล้ว
ฮูหยินผู้เฒ่า จ้าวฮูหยิน และสมาชิกทั้งหมดในตระกูลพากันนั่งคุกเข่าต้อนรับขบวนเสด็จที่หน้าประตูอย่างพร้อมเพรียงด้วยความตื่นเต้นดีใจเพราะไม่ว่าจะเป็ใครในพระราชวัง ที่เสด็จมาจวนตระกูลจ้าวในครั้งนี้ก็นับว่าเป็เกียรติแก่ตระกูลจ้าวแล้ว
นางกำนัลผู้หนึ่งค่อยๆ ใช้มือแหวกม่านประตูรถม้าเพื่อให้คนที่อยู่ด้านในเดินออกมา
ทุกคนสูดลมเย็นเข้าปอดลึกคล้ายเวลาเดินช้าลงจนเกิดเป็ภาพเคลื่อนไหวอย่างช้าๆอาภรณ์สีแดงเพลิงสะดุดตาปรากฏออกมาให้เห็นเป็สิ่งแรกจ้าวเฟยเฟิ่งขมวดคิ้วจนเป็ปม ‘เหตุใดอาภรณ์ชุดนี้ถึงได้ดูคุ้นตานักเล่า’สักพักสตรีผู้งดงามดั่งกุหลาบที่กิ่งก้านเต็มไปด้วยหนามแหลมพร้อมทิ่มแทงใครก็ตามที่้าเข้ามาัั ก็เผยโฉมออกมาให้ทุกคนได้ยล
“จ้าวหนิงเจียวเหตุใดจึงเป็เ้า” จ้าวเฟยเฟิ่งใเป็อย่างมากจนเผลอลุกขึ้นยืนแล้วะโถามเสียงดัง
ฮูหยินผู้เฒ่าขมวดคิ้วมุ่นนางไม่ชอบจ้าวฮูหยินจึงพาลไม่ชอบบุตรสาวทั้งสองของนางด้วย เพราะหากไม่มีสตรีผู้นี้สงอี๋เหนียงซึ่งเป็หลานสาวจากตระกูลเดิมของตนก็คงได้เป็ฮูหยินใหญ่ของจวนไปนานแล้วมิใช่เป็อี๋เหนียงที่ยอมให้คนอื่นดูถูกดั่งเช่นทุกวันนี้หรอก
“จ้าวหนิงเจียวเหตุใดเ้าถึงได้นั่งรถม้าของพระราชวังกลับมาเล่า” เสียงแหบพร่าของหญิงของฮูหยินผู้เฒ่าดังขึ้นด้วยความสงสัยแต่ไร้ซึ่งความห่วงใย
จ้าวหนิงเจียวกวาดสายตามองทุกคนในตระกูลจ้าวอย่างเย้ยหยันก่อนกล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย “ขบวนรถม้าที่ยิ่งใหญ่และหรูหราเช่นนี้ของพระราชวังหากมิใช่ผู้ที่มีอำนาจสูงสุดเป็คนอนุญาต ข้าที่เป็เพียงบุตรสาวจากจวนแม่ทัพใหญ่มิใช่องค์หญิงหรือเชื้อพระวงศ์ ไหนเลยจะมีสิทธิ์ได้นั่ง เื่ง่ายๆ แค่นี้พวกท่านยังจะถามข้าอยู่อีกหรือ”
เฮือก! หลังจากได้ฟังจ้าวหนิงเจียวกล่าวออกมาทุกคนถึงกับตกตะลึงจนปากอ้าตาค้างเมื่อเช้านางเพิ่งจะถูกเ้ากรมชุยคุมตัวเข้าวังอย่างเข้มงวด ราวกับนักโทษปะาพอตกเย็นมานางถึงกับกลายเป็คนโปรดปรานของฮ่องเต้ไปเสียอย่างนั้นเื่นี้มันช่างน่าใเกินไปแล้ว
“เป็ไปไม่ได้ฮ่องเต้จะปล่อยเ้าออกมาง่ายๆ แบบนี้ได้อย่างไร” จ้าวเฟยเฟิ่งโพล่งปากทันควัน
จ้าวหนิงเจียวหันขวับไปทางนางทันที แววตาเย็นเยียบจนหนาวเข้ากระดูกดำจ้าวเฟยเฟิ่งถอยหลังกรูดไปด้วยความหวาดกลัว ‘ั้แ่เมื่อใดกันที่นังแพศยานี่เปลี่ยนไป จนดูน่ากลัวมากขนาดนี้’
“จะ เ้า จะทำอะไร” จ้าวเฟยเฟิ่งเอ่ยตะกุกตะกัก
จ้าวหนิงเจียวก้าวเท้าเข้าหานางอย่างเชื่องช้าแววตามุ่งร้ายอย่างไม่คิดปิดบัง
“เจียวเอ๋อร์เ้าจะทำอะไรน้องสาว” จ้าวฮูหยินรีบดึงจ้าวเฟยเฟิ่งเข้ามาไว้อ้อมกอดแน่นพร้อมเอาตัวเข้าปกป้องราวกับจงอางหวงไข่
“หึ!จ้าวฮูหยิน ข้าจะขอเอ่ยเตือนท่านเป็ครั้งสุดท้ายจงดูแลบุตรสาวสุดที่รักของท่านให้ดี อย่าให้นางมาล่วงเกินข้าอีกครั้งมิเช่นนั้นละก็ ข้าจะตัดศีรษะนางเป็เครื่องสังเวยความแค้นอย่างแน่นอน” จ้าวหนิงเจียวกล่าวโดยไม่ไว้หน้าผู้ใด
ทุกคนถึงกับอึ้งตะลึงค้างในสิ่งที่ได้ยิน เมื่อก่อนจ้าวหนิงเจียวแม้จะดื้อรั้นหัวแข็งอยู่บ้างแต่วาจาที่โเี้เืเย็นเช่นนี้ พวกเขาไม่คุ้นเลยจริงๆ
“จะเจียวเอ๋อร์ เหตุใดเ้าถึงได้เปลี่ยนไปเช่นนี้เ้ามิใช่บุตรสาวคนเดิมที่ข้าเคยรู้จัก” จ้าวฮูหยินเอ่ยอย่างกล้าๆกลัวๆ
“ฮ่า ฮ่า ฮ่า ในสายตาของท่าน เคยมองเห็นว่าข้าคนนี้เป็บุตรสาวด้วยหรือเหตุไฉนข้าถึงไม่เคยรู้มาก่อนเลยเล่าข้าก็หลงนึกไปว่าจ้าวเฟยเฟิ่งคือบุตรสาวเพียงคนเดียวของท่านเสียอีก แต่ไม่เป็ไรเพราะจากนี้ต่อไปนอกจากท่านพ่อแล้ว ใครจะอยู่หรือตายก็ไม่เกี่ยวอันใดกับข้าและหากมันผู้ใดกล้ามาหาเื่ข้า ข้าก็จะไม่ปรานีอีกต่อไป จ้าวเฟยเฟิ่ง!เ้าอย่าได้ปฏิเสธไปเลยว่าเื่ที่เกิดขึ้นในวันนี้ มิได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับเ้าข้าหาใช่คนโง่ไม่ และนี่คือไมตรีจิตครั้งสุดท้ายที่ข้าจะมอบแก่เ้า” กล่าวจบหญิงสาวก็หันหน้าไปขอบคุณเหล่านางกำนัล และขันทีทั้งหลายจากนั้นก็สะบัดกายเดินไปในทิศทางเรือนของตนเอง ทิ้งให้ทุกคนในจวนตระกูลจ้าวตกตะลึงจนปากอ้าตาค้างยืนอยู่ที่เดิม
จ้าวเฟยเฟิ่งกำหมัดแน่น แววตาเต็มไปด้วยความเคียดแค้นชิงชัง ‘นังแพศยา เ้าใช้เล่ห์อุบายอันใดกันแน่ถึงรอดจากเงื้อมมือของฮ่องเต้มาได้’เพราะนางจำได้ว่าชาติที่แล้วของวันนี้จ้าวหนิงเจียวจะต้องตายอย่างแน่นอนด้วยน้ำมือของฮ่องเต้แต่เหตุใดเื่ราวถึงได้กลับตาลปัตรขนาดนี้หรือจะเป็เพราะว่าตนได้กลับชาติมาเกิดอย่างนั้นหรือจึงส่งผลให้ทุกอย่างเปลี่ยนแปลงไป จนไม่สามารถคาดเดาสิ่งต่างๆ ได้ นอกจากเหตุผลนี้แล้วนางก็คิดไม่ออกเลยจริงๆ
ในขณะเดียวกัน ชาวเมืองทั้งหลายที่มุ่งดูอยู่ ต่างพากันคิดไปต่างๆ นานาว่าเหตุใดคุณหนูใหญ่สกุลจ้าวถึงสามารถนั่งรถม้าขบวนเสด็จของพระราชวังซึ่งสงวนไว้สำหรับผู้สูงศักดิ์ในราชวงศ์เท่านั้น ความคิดที่น่าใแวบเข้ามาในหัว
“หรือว่าจ้าวหนิงเจียวจะเป็ว่าที่สนมคนโปรดคนใหม่ของฮ่องเต้” สตรีนางหนึ่งในฝูงชนโพล่งปากออกมาเสียงดังด้วยความใครั้นได้สติก็รีบเอามืออุดปากไว้แน่น ส่งผลให้ผู้คนหันมาซุบซิบนินทากันเซ็งแซ่ ในที่สุดข่าวลือนี้ก็ถูกเผยแพร่ออกไปอย่างกว้างขวาง