บทที่30ห้าปีผ่าน
เื่ะเืฟ้าะเืดินเกิดขึ้นที่วิหารมุทราธรรมบาลมุทราผู้ที่มิเคยรับศิษย์สายตรงมาก่อน ตอนนี้นางกลับรับขอทานน้อยนางหนึ่งเป็ศิษย์เอกอย่างเหนือความคาดหมายของคนทุกผู้ขอทานไร้หัวนอนปลายเท้านางหนึ่งกลับได้รับความสนใจจากธรรมบาลมุทราถึงขนาดทำให้หญิงสูงศักดิ์นางนี้ลดตัวไปดึงเอามาไว้ข้างกายได้อย่างไร
จนกระทั่งเื่หนึ่งได้เปิดเผยความนัยซ่อนแฝงของขอทานน้อยนางนี้ พวกมันถึงกับต้องตะลึงค้างไปตามกัน เพราะนับแต่ที่ธรรมบาลมุทรารับขอทานน้อยนางนั้นเข้ามาเป็ศิษย์ธรรมบาลมุทราก็มิได้เพียรสอนนางอย่างหนักหน่วงเพียงอย่างเดียว แต่ธรรมบาลมุทราถึงกับทำเื่ขอคำสั่งจากมหาเทวะเทียนิให้ธรรมบาลแห่งยุทธ์ และธรรมบาลแห่งปัญญามาร่วมถ่ายทอดสรรพวิชาแก่นางด้วย เมื่อเป็เช่นนี้ทุกผู้จึงรู้แล้วว่าเหตุใดธรรมบาลมุทราจึงได้มองข้ามคุณหนูตระกูลฉินที่มีจุดชีพจรลมปราณพิเศษเปิดถึงสองจุด
นั่นก็เพราะว่าขอทานน้อยที่ไร้หัวนอนปลายเท้านางนั้นกลับเป็ผู้มีชีพจรลมปราณพิเศษเปิดถึงสามจุด นางเป็ผู้มีเส้นชีพจรลมปราณเหนือราชันย์ทัดเทียมกับเหล่าธรรมบาลทั้งสี่แห่งนิกายเทวะวจนะนั่นเอง!
บนปฐีนี้ที่แน่ชัดปรากฏผู้มีชีพจรลมปราณเหนือราชันย์ไม่กี่ผู้ที่นับได้ก็เห็นจะมีธรรมบาลทั้งสี่แห่งนิกายเทวะวจนะ ทว่านับแต่นี้ไป ได้เพิ่มผู้มีเส้นชีพจรลมปราณเหนือราชันย์มาอีกหนึ่งแล้ว!
เมื่อเื่ราวนี้หลุดลอยออกไปเหล่าคนที่เคยเล่นงานหรือรังแกและหยามเหยียดเด็กหญิงก็ยิ่งหวาดผวา จากแต่ก่อนรู้สึกกริ่งเกรงแค่เพียงศักดิ์ฐานะศิษย์เอกแห่งธรรมบาลมุทราวันนี้พวกมันได้รู้ตนว่าไปตอแยผู้มีพร์เหนือฟ้าประทานจนถึงขนาดเพาะบ่มเป็ความแค้นเอาไว้แล้ว!
เมื่อเป็เช่นนี้คนเ่าั้ยังจะกล้ารั้งตัวอยู่ที่นิกายเทวะวจนะอยู่หรือเงามัจจุราชคืบคลานเข้าหาในทุกวัน ชีวิตก็อยู่อย่างหวาดระแวง เช่นนั้นพวกมันจึงตัดสินใจที่จะหาทางหลบหนีจากเงามัจจุราชนี้ด้วยความหวาดกลัวบางคนต้องละทิ้งซึ่งศักดิ์ฐานะ บางคนก็ต้องทิ้งพลังอำนาจแลเงินทองที่เคยได้รับอยู่เสมอต้องใช้ชีวิตหลบหนีมิต่างจากผู้ฝึกญาณ กลับกลายเป็เหล่าคนเดนตายเพียงชั่วข้ามคืน
ทั้งหมดเปลี่ยนแปลงเพราะพลังอำนาจที่เหนือกว่า
การมีพลังอำนาจแท้จริงมันกลับหอมหวานเช่นนี้!
ฉินซูหนี่ว์หันกลับมามองกำแพงอันสูงใหญ่ของนิกายเทวะวจนะเป็ครั้งสุดท้ายมองอนาคตที่เคยรุ่งโรจน์ภายในนั้น สองมือกำแน่นจนโลหิตหยดไหล ฟันขบกัดจนดังกรอด ก่อนที่นางจะใช้โลหิตในกำมือหยดลงยังผืนปฐีพร้อมคำปฏิญาณที่เครียดแค้นฝังลึก
“ไป๋เหิ่นซินข้าจะจองล้างจองผลาญเ้าตลอดไป!”
.
.
คืนวันอันแสนยากลำบากแลรันทดผ่านพ้นแปรเปลี่ยนค่ำคืนอันแสนยาวนานและฝันร้ายที่ตามหลอกหลอนได้ล่วงเลยคืนแล้วคืนเล่า การฝึกมหาวิถีวจนะมุทรายุทธ์ และปัญญาอย่างหนักหน่วงผ่านพ้น บัดนี้กินเวลามาห้าปีแล้ว เด็กหญิงขอทานผอมแห้งก็เติบโตไปเป็ดรุณีวัยแรกแย้มที่บานสะพรั่งด้วยอายุสิบห้าปี ด้วยได้รับการดูแลเป็อย่างดีจากธรรมบาลมุทรา ร่างที่ผอมแห้งก็อวบอิ่มสมวัยผิวที่หยาบกร้านมอมแมมก็ขาวนวลเนียนราวกับหิมะ เคล้าหน้าเดิมที่งดงามจิ้มลิ้มอยู่แล้วเมื่อได้รับการดูแลยิ่งผุดผาดสะคราญโฉมจนยากหาใดเปรียบ จากขอทานน้อยวัยสิบขวบ ผ่านมาห้าปีนางได้กลับกลายเป็สตรีสะคราญโฉมที่งามล่มเมืองไปแล้ว
แต่นอกเหนือจากความงดงามสิ่งที่มิอาจมองข้ามคือมหาวิถีวจนะแห่งมุทราที่เทียบเคียงผู้เป็อาจารย์ ซ้ำยังมีพลังยุทธ์และพลังแห่งปัญญาในมหาวิถีวจนะยุทธ์และปัญญามิอ่อนด้อยเป็ศิษย์ความหวังใหม่แห่งนิกายเทวะวจนะที่ถูกมองว่าจะขึ้นไปสู่ตำแหน่งที่เหนือกว่าธรรมบาลทั้งสี่นางปฏิบัติภารกิจใดมิเคยผิดพลาด เข่นฆ่าสังหารคนชั่วอย่างไม่กระพริบตา
แววตาของนางเ็าดุจขั้วแห่งน้ำแข็งหมื่นปีหัวใจที่ไร้ปราณีหนาวเหน็บดั่งแดนเหมันต์ ใบหน้าที่งดงามมิเคยปรากฏรอยยิ้ม เพราะรอยยิ้มสุดท้ายของนางมีไว้ให้แก่บุรุษผู้ล่วงลับไปแล้วเท่านั้นเมื่อมันไม่อยู่แล้ว นางก็ไม่รู้ว่าจะยิ้มออกไปทำไม
นางคือผู้เ็านางคือผู้ที่ร้ายกาจ นางคือผู้ที่ถูกขนานนามให้เป็ ‘แสงสังหารแห่งวจนะ’ นางก็คือสตรีผู้ไร้ใจ ไป๋เหิ่นซิน!
สตรีงามระหงส์กำลังเยื้อย่างไปบนทางศิลาที่ทอดตัวสู่วิหารแห่งปัญญาชุดคลุมสีขาวราวหิมะเรียบลู่ไปตามทรวดทรงที่คอดเว้า ทั้งสะบัดลู่ไปตามสายลมที่พริ้วแ่ด้านหลังชุดคลุมปักด้วยด้ายสีทองรูปอักขระที่ก่อตัวเป็ดวงอาทิตย์ดูโดดเด่นเป็สง่าขลับให้สตรีที่งดงามแต่มีใบหน้าแลแววตาเ็านางนี้พอสวมใส่ยิ่งดูสูงศักดิ์ยากเข้าถึงไปอีกขั้น
เมื่อสตรีสะคราญโฉมในอาภรณ์ขาวราวหิมะปรากฏตัวเหล่าศิษย์พี่แห่งวิหารปัญญามิว่าจะน้อยใหญ่ มิว่าจะแก่ชราล้วนทำความเคารพนางทั้งสิ้นแสงสังหารแห่งวจนะมาเยือนด้วยตนเอง เป็ผู้ใดที่จะกล้าเผชิญหน้าอย่างไม่นอบน้อม
ในบรรดาคนเ่าั้มีเพียงสตรีสะคราญโฉมในชุดคลุมฟ้าครามที่แตกต่างและมิได้มีท่าทีที่หวั่นเกรงแต่อย่างใดซึ่งศิษยานุศิษย์ที่มีฐานะต่ำกว่าธรรมบาลทั้งนิกายเทวะวจนะนี้ เห็นจะมีแต่สตรีในอาภรณ์สีฟ้าครามที่ไม่กริ่งเกรงเมื่อเผชิญใบหน้าที่เ็าราวกับหิมะของแสงสังหารแห่งวจนะซึ่งสตรีในอาภรณ์ขาวราวหิมะเองก็ดูจะให้เกียรติและนับถือนางอยู่ส่วนหนึ่ง
สตรีในชุดฟ้าครามกล่าวด้วยรอยยิ้ม
“น้องเหิ่นซินมาหาข้าถึงวิหารปัญญาเช่นนี้มีสิ่งใดให้ข้าช่วยหรือไม่"
สตรีสะคราญโฉมในอาภรณ์สีขาวก็คือไป๋เหิ่นซินนางประสานมือคารวะต่อสตรีในชุดฟ้าครามตรงหน้า
“พี่เจียวมิ่งท่านสบายดี"
สตรีในชุดฟ้าครามแท้จริงก็คือเจียวมิ่งหัวหน้าหน่วยที่สามแห่งวิหารปัญญา สตรีผู้โอบอ้อมอารีเพียงหนึ่งเดียวที่ยื่นมือเข้าช่วยเหลือขอทานน้อยอย่างนางด้วยไมตรีและไม่มีสิ่งอื่นใดแอบแฝงบุญคุณครั้งนั้นไป๋เหิ่นซินมิเคยลืมเลือน นางถึงได้ให้ความนับถือเจียวมิ่งเป็พิเศษ
เจียวมิ่งผงกศีรษะ
“ย่อมสบายดี”
หยุดเล็กน้อย ก่อนนางจะจ้องมองแววตาอันเ็าของไป๋เหิ่นซินอย่างรู้ทัน
“เื่ภารกิจใหม่ใช่หรือไม่"
ไป๋เหิ่นซินไม่อ้อมค้อมจึงผงกศีรษะ
“ถูกต้อง"
เจียวมิ่งรู้สึกแปลกใจ
“เหตุใดจู่ๆแสงสังหารแห่งวจนะถึงอยากไปเผยแผ่คำสอนเสียได้"
ภารกิจเผยแพร่คำสอนแห่งเทวะวจนะเป็หน้าที่หลักของศิษย์จากวิหารปัญญาภารกิจใหม่ของเจียวมิ่งที่ได้รับมอบหมายจึงมิได้มีความน่าตื่นเต้นอันใด ซ้ำสถานที่ตามภารกิจที่นางจักต้องไปก็เป็แถบเขตชายแดนเขาเถาิซานอันทุรกันดารด้วย
ไป๋เหิ่นซินกล่าวอย่างไม่ปิดบัง
“ฆ่าคนมาเยอะสอนคนบ้างจะเป็ไร"
เจียวมิ่งมองใบหน้าที่เ็าตรงหน้าของตนรับรู้ถึงความเ็ปและกลิ่นอายแห่งโลหิตที่สตรีวัยเพียงแรกแย้มต้องพานพบ เด็กสาววัยสิบห้าปีต้องแบกรับภารกิจเืมากมาย ต้องผ่านคมดาบคมกระบี่ ผ่านสมรภูมิการต่อสู้เป็ตายมานับไม่ถ้วนต่อให้มีจิตใจที่เ็าขนาดไหน ก็ต้องพานพบฝันร้ายขึ้นซักวัน
“เ้าก็ไม่ไร้ใจเสียทีเดียว”
ไป๋เหิ่นซินเงียบไปเจียวมิ่งก็กล่าวต่อ
“ที่จริงพี่สาวคนนี้ก็ตั้งใจจะส่งเทียบเชิญไปยังเ้าอยู่พอดีเห็นภารกิจของเ้าว่างเว้นไปแล้วก็อยากพาเ้าไปในสถานที่ที่สงบได้พักผ่อนจิตใจบ้างซักครั้งทว่าเ้ามาด้วยตัวเองเช่นนี้ จึงนับว่าเป็เื่ที่ประเสริฐยิ่ง ประการสำคัญมีเ้าติดตามไปอารักขาข้าก็ไม่ต้องกริ่งเกรงอันตรายแล้ว"
ไป๋เหิ่นซินถูกเชื้อเชิญขึ้นไปนั่งจิบน้ำชาสนทนากับเจียวมิ่งครู่ใหญ่นัดแนะวันเดินทางเสร็จสรรพก็กลับที่พักของตน จุดประสงค์ของไป๋เหิ่นซินที่้าร่วมขบวนกับเจียวมิ่งครานี้หนึ่งก็เพื่อคิดใช้หลักคำสอนที่ทรงภูมิของเจียวมิ่งขัดเกลาให้มรรคจิตนิ่งสงบกว่าเดิมตอนนี้มรรคจิตของนางหนักอึ้งแลถูกเกาะกุมไปด้วยเงาสังหารจนยากที่จะพัฒนาฝีมือขึ้นอีกมีเพียงคำสอนแลความสงบจากวจนะปัญญาอันบริสุทธิ์ของเจียวมิ่งเท่านั้นที่จะคืนสมดุลความสงบแห่งมรรคจิตแก่นางได้เมื่อเจียวมิ่งต้องรอนแรมไกล นางถึงต้องติดตาม
ส่วนอีกประการหนึ่งนางมิได้กลับบ้านเก่านานแล้ว ป่านนี้ไม่รู้ว่าท่านลุงเป็อย่างไรบ้าง เสมอมานางมุ่งแต่ฝึกปรือวิชามุ่งในภารกิจเพื่อไต่ระดับความสำเร็จและพลังฝีมือ สั่งสมพลังอำนาจรอวันชำระแค้นให้แก่ฮุ่ยจวินพอมีโอกาสระหว่างฝึกฝนเช่นนี้ นางจึงยิ่งไม่อยากพลาดโอกาส
ได้ทั้งขัดเกลามรรคจิตจากผู้ทรงภูมิทางปัญญาอย่างเจียวมิ่งได้ทั้งกลับไปเยี่ยมเยียนบ้านเกิด นี่อาจเป็สิ่งที่ทำให้มรรคจิตของนางสงบแลบริสุทธิ์คืนกลับสู่สูงสุดอีกครั้ง
เงินทองของมีค่ามากมายสมบัติที่ทั้งหมู่บ้านแถวชายแดนมิอาจจะหาได้ตลอดชีวิตได้ถูกบรรจุใส่หีบไม้อย่างดี นางมิอาจแสดงตัวตนที่แท้จริงต่อท่านลุงเพราะนางได้ถือว่าฮุ่ยไป๋คนเดิมได้ตายไปแล้ว แต่ทรัพย์สินที่นางมีนี้ก็พอจะทำให้ท่านลุงสุขสบายไปตลอดชีวิต
ทุกอย่างถูกเตรียมพร้อมจนเสร็จสรรพเมื่อรุ่งเช้าของวันใหม่มาเยือน ขบวนรถม้าเผยแพร่คำสอนแห่งเทวะวจนะก็ได้เคลื่อนออกจากนิกายมุ่งสู่ชายแดนแคว้นซาน เพื่อไปยังเขตชายแดนเขาเถาิซานทันที
ห้าปีพ้นผ่านไปอย่างรวดเร็วทว่ากลับนับเป็เวลาที่ยาวนานของหนึ่งบุรุษและหนึ่งสตรีใต้หุบเหวลึกแห่งขุนเขาเถาิซานพวกมันเฝ้าอดทนอย่างยาวนาน ผนึกทั้งแรงกายแรงใจอย่างยากลำบาก พิชิตลิขิต์ ฝ่าฟันอุปสรรค์สร้างหนทางที่ไม่คิดว่าจะเกิดขึ้นบนผนังผาที่สูงลิ่วสุดลูกหูลูกตาจนเสร็จสรรพ เวลาห้าปีเต็มที่พวกมันถูกขังให้อยู่ภายในหุบเหวลึกนี้เวลาห้าปีเต็มที่พวกมันเพียรพยายามนี้ ในที่สุด สองตาของพวกมันก็สามารถมองเห็นปฐีแผ่นดินใหญ่ที่มีแสงเดือนแสงตะวันอาบไล้อีกครั้ง
สองมืออันกำยำยื่นออกไปเบื้องบนสุดเหยียดฝ่ามือที่เปื้อนไปด้วยฝุ่นดินและเต็มไปด้วยความหยาบโลนเกาะที่ปลายชะง่อนหินที่ยื่นออกเสียงคำรามเฮือกใหญ่ดังก้อง สองแขนถูกเกร็งจนเห็นเส้นเืปูดโปน ก่อนมันจะนำพาร่างกายของบุรุษหนุ่มให้โผล่พ้นขึ้นบนชะง่อนหินพร้อมกับขาที่เตะขึ้นมาเกี่ยวบนชะง่อนดังกล่าวแล้วพลิกร่างขึ้นมานอนแผ่หลาได้ในที่สุด
บุรุษหนุ่มขึ้นมาจากหน้าผาหอบหายใจหนักอยู่หลายทีก็ลุกขึ้น ก่อนเอื้อมมือลงไปคว้าจับเอาท่อนแขนที่ขาวผ่องแต่เปอะเปื้อนไปด้วยคราบฝุ่นดินใต้ชะง่อนหน้าผาออกแรงเฮือกสุดท้ายฉุดดึงร่างของนางขึ้นมา จนในที่สุดพวกมันก็ขึ้นสู่หุบเขาได้สำเร็จ
ด้วยความยินดีอย่างล้นเหลือเป็เหตุให้สตรีนางนั้นโผกอดบุรุษหนุ่มอย่างลืมตัว
บุรุษหนุ่มที่ถูกสวมกอดผู้นี้ดูไปอายุพึ่งย่างยี่สิบปีไม่รู้เป็เพราะไม่ถูกแสงเดือนแสงตะวันมานานแต่อย่างใด รวมถึงได้ใช้ธารน้ำจากธรรมชาติที่อุดมไปด้วยแร่ธาตุหรือไม่ผิวพรรณของมันจึงขาวนวลเนียนราวกับสตรี ขนาดมีฝุ่นดินแลคราบความสกปรกเกาะกุมยังมิอาจบดบังรัศมีความผุดผ่องนี้ได้ใบหน้าที่คมคายหล่อเหลาเป็ทุนเดิม ยิ่งเวลาล่วงเลยผ่านเข้าวัยหนุ่มเต็มตัวก็ยิ่งเปลี่ยนแปลงเพิ่มพูนจนจำไม่ได้โครงหน้าของมันราวกับภาพวาดจากจิตรกรอันดับหนึ่งบนแผ่นดิน รอยกะรอยดำและความหยาบกร้านล้วนเลือนหายมีแต่ความหล่อเหลาที่ราวกับเทพเซียนองค์หนึ่ง
มันก็คือฮุ่ยจวิน
ส่วนสตรีที่สวมกอดมันอยู่ใน่วัยยี่สิบกว่า ใบหน้าที่เปื้อนไปด้วยคราบฝุ่นก็ยังมิอาจปกปิดความผุดผาดราวกับบุปผาของนางไปได้นางก็คือมู่ผิงเยว่ สตรีที่เคยผ่าน่เวลาอันยากลำบากมาด้วยกัน จนจากที่เคยเป็ศัตรูก็กลับกลายมาเป็มิตรของฮุ่ยจวินนั่นเอง
ห้าปีเศษที่ติดอยู่ใต้หุบเหวลึกนี้ผ่านความเหน็ดเหนื่อยสุดแสนสาหัส พอได้รับอิสระภาพอีกครั้ง นี่จึงนับเป็ความหอมหวานจนยากจะบรรยายพวกมันทั้งสองกอดกันกลมอยู่เนิ่นนานค่อยเริ่มรู้สึกตัว จึงผงะออกจากกันโดยเร็ว
มู่ผิงเยว่รักษาท่าทีจนสงบค่อยกล่าวขึ้น
“เ้าติดตามรับใช้ตระกูลข้าเถอะเ้าจะมีชีวิตสุขสบายขึ้น”
ฮุ่ยจวินกล่าวตอบ
“ขอบพระคุณในความหวังดีแต่ข้ายังมีเส้นทางที่ต้องเดิน”
“เส้นทางแห่งคุณธรรมอันเพ้อฝันนั่นหรือที่แห่งนี้คือโลกแห่งความจริงแล้ว"
ฮุ่ยจวินมองไปที่มู่ผิงเยว่
“ยิ่งเป็โลกแห่งความจริงยิ่งจะช่วยพิสูจน์ว่ามันเป็เื่เพ้อฝันหรือไม่"
มู่ผิงเยว่ผินกายคืนกลับ
“ตามใจเ้า”
นึกถึงเื่คุณธรรมนางก็กล่าวต่อ
“แล้วหากวันหนึ่งเ้าพบเห็นข้ากระทำเื่ไร้คุณธรรมเราเ้าจะเป็ศัตรูกันหรือไม่"
ฮุ่ยจวินตอบว่า
“ข้าไม่เคยมองใครเป็ศัตรูคู่อาฆาตเพียงแต่มิอาจปล่อยวางเื่อยุติธรรม"
สตรีนางนั้นผงกศีรษะ
“แสดงว่าเื่ของคนจากสำนักคุ้มภัยเมืองต้าหยางเ้าก็จะไม่ปล่อยวาง"
“จนกว่าพวกมันจะได้รับความเป็ธรรม"
“ห้าปีมานี้หลักฐานคงไม่เหลือแล้วหากจะคืนความเป็ธรรมให้แก่พวกมันก็มีแต่ต้องสังหารข้า”
ฮุ่ยจวินนิ่งคิดไปก่อนจะกล่าวอย่างแ่เบา
“บางทีการฆ่าล้างไปมาก็มิได้หมายถึงการคืนความเป็ธรรมที่ดี"
มันกล่าวจบประโยคนี้มันก็พบว่ามู่ผิงเยว่ได้จากไปอย่างไร้ร่องรอยแล้ว สตรีที่เห็นหน้ากันทุกวัน พอวันหนึ่งนางได้หายไปโดยไม่รู้ว่าจะมีโอกาสได้พบพานอีกหรือไม่จิตใจของฮุ่ยจวินก็รู้สึกเบาหวิวคล้ายขาดอะไรไปอยู่บ้าง
“ขอบคุณ่เวลาลำบากที่ร่วมกันฝ่าฟัน"
มันกล่าวคำนี้ออกมาก่อนมุ่งหน้าลงจากเขาเถาิซานในทันที ห้าปีมานี้ไม่รู้ท่านลุงเป็อย่างไรบ้าง และไม่รู้ว่าฮุ่ยไป๋ใช่จะหลบหนีได้สำเร็จและกลับไปอยู่กับท่านลุงหรือไม่ในใจมันได้แต่หวังให้เป็เช่นนั้น ทุกฝีก้าวที่เดินลงจากเขาจึงทั้งหนักอึ้งและตื่นเต้นมันได้แต่หวังว่าบ้านที่มันกำลังกลับในคราวนี้ จะมีรอยยิ้มสองรอยอันแสนคุ้นเคยรอคอยอยู่