ตอนที่ 23 เบื่อที่จะใช้ชีวิตแล้วเหรอ?
"ไม่คิดว่ามันจะมีประโยชน์ขนาดนี้" หลินเยี่ยอุทาน
ความจริงแล้วเขาชื่นชมเหอจวินมาก ชาติก่อนหน้านี้ก็รู้ว่าผู้หญิงคนนี้ไม่ได้พัฒนาเพนิซิลลินเพื่อหาเงิน แต่เพื่อเอาชนะปัญหาทางการแพทย์ มันคือประโยชน์ของมนุษยชาติ
ถ้าหากใช้ยาเพนิซิลลินสามารถรักษาโรคมะเร็งเม็ดเืขาวและโรคเอดส์ได้จริง ๆ จะเป็บุญยิ่งใหญ่ของชาวจีน
"หลายคนเมื่อรู้ถึงผลประโยชน์มหาศาลของเพนิซิลลิน ก็อยากที่จะแย่งไป" เหอจวินใช้มือลูบหน้าผากและกล่าวต่ออย่างอ่อนเพลีย "ฉันถูกคนพวกนั้นทําให้หัวเสีย จนไม่มีแรงจะพัฒนายาแล้ว”
"วางใจเถอะ ผมจะทําหน้าที่บอดี้การ์ดให้เต็มที่ ไม่มีทางปล่อยให้ใครทําร้ายคุณ หรือให้ใครแย่งเพนิซิลลินไป" หลินเยี่ยกล่าวจริงจัง
คําพูดนี้ดูคล้ายกับไม่มีอะไร แต่กลับปลอบใจเหอจวินได้มาก ใบหน้าสวยค่อย ๆ เผยรอยยิ้มออกมา
"ประธานเหอ ถ้าไม่มีอะไรแล้ว ผมต้องขอตัวก่อน" หลินเยี่ยเหลือบมองเวลา แล้วลุกขึ้นเดินออกจากห้องทํางานไป
"จริงด้วย"
ก่อนที่จะเดินออกจากประตู เหอจวินพลันเอ่ยเตือนว่า "หลิวเฉินเป็คนใจแคบ กัดไม่ปล่อยและต้องหาทางแก้แค้นแน่นอน อีกทั้งภูมิหลังของเขายังแข็งแกร่งมาก ครั้งนี้คุณมีเื่กับเขา... เขาจะต้องแอบแก้แค้นอย่างแน่นอน คุณต้องระวังตัวให้มากนะ”
"ถ้าเขากล้ามา ผมก็ไม่รังเกียจที่จะส่งเขาไปลงนรก" น้ำเสียงของหลินเยี่ยสงบนิ่ง แต่กลับมีจิตสังหารแผ่กระจายออกมาอย่างไร้ควบคุม
ก่อนหน้านี้ที่ไม่ลงมือกับเขาเพราะเห็นแก่หน้าประธานเหอเท่านั้น แต่ความอดทนของเขามีจํากัด และไม่มีทางอดทนต่อไปแน่นอน
"คุณ..."
เหอจวินยังอยากจะพูดบางอย่างแต่หลินเยี่ยออกไปแล้ว เหลือเพียงแผ่นหลังที่เ็าและหยิ่งยโสไว้
เหอจวินยืนงงอยู่ที่เดิม เธอไม่คิดว่าหลินเยี่ยจะบอกว่าไปก็ไปเลย ทุกครั้งก็ไปมารวดเร็วราวกับพายุ...
เธอเคยเจอผู้ชายมาเยอะ แต่นี่เป็ครั้งที่เคยเจอผู้ชายหยิ่งยโสและแข็งแกร่งอย่างหลินเยี่ย
ผู้ชายคนอื่นหลงในความงามของเธอ อดไม่ได้อยากจะหาเื่คุยกับเธอ และพยายามคิดหาวิธีเข้าใกล้เสมอ
ส่วนหลินเยี่ยกลับต่างออกไป เขารักษาระยะห่างกับเธอหลายพันไมล์ ราวกับว่าเขาสูงส่งอย่างที่เธอไม่มีวันเอื้อมถึง เื่นี้ทําให้เธอรู้สึกแปลก ๆ
หลินเยี่ยออกจากลิฟท์แล้วลงบันได แต่กลับถูกหวังหย่งปิงขวางไว้ที่ล็อบบี้
"ไอ้กระจอก ่นี้แกอยู่ต่อหน้าประธานเหอเหมือนปลาที่ได้น้ำเลยนะ?" หวังหย่งปิงกัดฟันพูดพร้อมกับข่มความโกรธเอาไว้
ก่อนหน้านี้เขาถูกหลินเยี่ยหักกระดูก ความแค้นครั้งนั้นเขายังจำไว้ในใจตลอด
"ถ้าไม่อยากโดนต่อยก็หลบไปซะ" หลินเยี่ยกล่าวเตือน แล้วหมุนตัวเตรียมจะจากไป
"เดี๋ยว!"
หวังหย่งปิงเดินไปขวางหน้าหลินเยี่ย ก่อนจะพูดผ่านไรฟัน "กล้าไปที่โรงรถชั้นใต้ดินกับฉันไหมล่ะ?”
"ในเมื่อแกต้องรนหาที่ตายเอง งั้นก็อย่าหาว่าฉันไม่เกรงใจก็แล้วกัน" หลินเยี่ยทิ้งคําพูดนี้ไว้ แล้วเดินไปที่โรงจอดรถชั้นใต้ดิน
เพราะอย่างไรเขาก็ต้องไปเอารถที่โรงจอดรถชั้นใต้ดินอยู่แล้ว เลย้าเห็นว่าหวังหย่งปิงจะเล่นไม่ซื่อยังไง
หวังหย่งปิงเผยรอยยิ้มชั่วร้าย แล้วรีบเดินตามไป
ทั้งสองเข้าไปในโรงรถชั้นใต้ดิน และเห็นชายวัยกลางคนผิวคล้ำยืนอยู่ตรงกลางโรงรถ
ชายหนุ่มสวมชุดฝึกยุทธ์ ท่าทางดุดัน สายตาโเี้มองตรงไปข้างหน้า ไม่ว่าใครที่เห็นสายตานั้นก็ย่อมรู้ดีว่าไม่ควรเข้าไปมีเื่กับเขา
หวังหย่งปิงเดินเข้าไปหาและชี้ไปที่ชายในชุดฝึกยุทธ์แล้วกล่าวแนะนํา "นี่คือลูกพี่ลูกน้องของฉันชื่อหวังหย่งเฉิน เขาฝึกฝนศิลปะการต่อสู้มาั้แ่เด็ก และ้าประลองกับแก”
เพราะ้าสะสางความแค้น จึงจงใจดึงให้หลินเยี่ยเข้ามาในโรงจอดรถชั้นใต้ดิน ทั้งหมดนี้ก็เพราะ้าให้ญาติของตัวเองจัดการหลินเยี่ยให้!
"ถ้าอย่างนั้นจะพูดไร้สาระอยู่ทำไม เริ่มกันเลย!" หลินเยี่ยกล่าวออกอย่างไม่แยแส คนแบบนี้ในสายตาของเขาเป็ได้แค่มดปลวกที่ไม่ควรค่าแก่การคุย!
"เดี๋ยวจะทำให้แกต้องคุกเข่าอ้อนวอนขอความเมตตาเอง!" หวังหย่งปิงยกยิ้มเ็า เขาหันไปพูดกับหวังหย่งเฉินว่า "พี่ชาย... ช่วยสั่งสอนไอ้หมอนี่ให้ผมที และหักแขนหักขามันให้ผมด้วย"
"ได้ ฉันจะให้ไอ้หมอนี่รู้ซึ้งถึงความร้ายกาจของฉัน" หวังหย่งเฉินเดินตามหลังหลินเยี่ยไป
เมื่อเริ่มโจมตี เขาปลดปล่อยพลังทั้งหมดออกเพราะ้าให้จบโดยเร็ว
เมื่อเห็นว่าหมัดของเขากําลังจะเข้าใกล้ร่างของหลินเยี่ย แต่จู่ ๆ ร่างนั้นก็พร่ามัวและหายวับไปอย่างไร้ร่องรอย
เมื่อเขาได้สติอีกครั้งก็พลันรู้สึกเจ็บที่หน้าอก
ยังไม่ทันรู้เื่ว่าเกิดอะไรขึ้น ร่างกายก็ถูกกระแทกลอยกระเด็นออกไป ร่วงลงกับพื้นแล้วกระอักเืคำโตออกมา
เขาอดทนต่อความเ็ปแล้วค่อย ๆ เงยหน้ามอง หลินเยี่ยยังยืนอยู่ที่เดิม สีหน้าของเขาสงบนิ่งราวกับสายน้ำ ไม่มีอารมณ์ใดปรากฏออกผ่านสีหน้า... ราวกับว่าเมื่อครู่ไม่มีอะไรเกิดขึ้น
เป็ตอนนี้เองที่หวังหย่งเฉินเริ่มตื่นตระหนก คิดไม่ถึงว่าคนที่ชื่อหลินเยี่ยตรงหน้านี้จะลงมือได้อย่างรวดเร็ว ทั้งแข็งแกร่งและน่ากลัว เขายังไม่ตั้งตัวก็พ่ายแพ้เสียแล้ว
แล้วตอนนี้เขายังสามารถเย่อหยิ่งและโอ้อวดได้อีกงั้นหรือ? ดวงตาของหวังหย่งเฉินเบิกกว้าง เขามองหลินเยี่ยราวกับพบเจอปีศาจที่แท้จริง
หวังหย่งปิงที่รอดูอะไรสนุกๆอยู่ข้าง ๆ ก็ตื่นใ คิดไม่ถึงว่าหลินเยี่ยจะจัดการกับลูกพี่ลูกน้องของตนได้ในกระบวนท่าเดียว
เขารู้ถึงความแข็งแกร่งของลูกพี่ลูกน้องของเขาดี อีกฝ่ายเป็ถึงยอดฝีมือของตระกูล และมีคู่ต่อสู้เพียงไม่กี่คนในวงการ คิดไม่ถึงว่าหลินเยี่ยจะจัดการเขาได้ในพริบตา
จนถึงตอนนี้เขาจึงตระหนักได้ว่าหลินเยี่ยแข็งแกร่งกว่าที่คิดไว้หลายร้อยเท่า
"เบื่อที่จะใช้ชีวิตแล้วงั้นเหรอ?" หลินเยี่ยหรี่ตาแล้วค่อย ๆ เดินเข้าใกล้สองพี่น้อง
ทั้งสองพลันตื่นตระหนกและเริ่มร้อนรน
"แก... แกจะทำอะไรอะไร? "หวังหย่งปิงรวบรวมความกล้าถามออกไป แต่เสียงของเขาสั่นเครืออย่างไม่อาจปิดบัง
"ทำให้พวกแกจดจําฉันไงล่ะ" หลินเยี่ยพูดพร้อมกับแววตาทอประกายวูบไหว เขาเดินเข้าใกล้สองคนนั้นก่อนจะคว้าแขนพวกมันไว้และหักมัน!
"แกร๊ก แกร๊ก!”
เสียงกระดูกลั่นดังฟังชัดสองครั้ง หวังหย่งปิงกับหวังหย่งเฉินถูกหักแขนอย่างไร้ปรานีจึงกรีดร้องออกมาอย่างน่าสมเพช
หลังจากหักแขนทั้งสองคนแล้ว หลินเยี่ยไม่แม้แต่จะเหลือบมองพวกเขาสักนิด เขาหันหลังกลับขึ้นไปในรถและสตาร์ทเครื่องออกไป
เดิมทีหลินเยี่ยคิดว่าจะขับรถกลับบ้าน แต่ระหว่างทางกลับพบว่ามีคนขับรถตามหลังมา
เขาจึงขับรถอ้อมไปรอบ ๆ สุดท้ายก็จอดรถที่ถนนหมู่บ้านในเมือง และเดินไปเข้าไปในตรอกซอกซอยเล็ก ๆ
เมื่อเดินไปจนถึงสุดซอยเขาจึงหยุดพร้อมกับหันไปรอบ ๆ และพูดพึมพำ "ออกมาได้แล้ว!"
ทันทีที่เขาพูดจบ ยอดฝีมือชุดดําก็เดินออกมาจากด้านหลังกําแพงดิน
"ดูท่าทาง แกคงรู้ว่าถูกสะกดรอยตามมานานแล้วสินะ" ยอดฝีมือชุดดํายิ้มเล็กน้อยด้วยความพอใจ
"ั้แ่ฉันออกจากคังหยวนกรุ๊ป แกก็ขับรถตามหลังมาตลอดนี่"
"ตื่นตัวดีหนิ ที่รู้ว่าถูกข้าสะกดรอยตามั้แ่แรกแล้ว"
"ถ้าเดาไม่ผิด เฉิงหย่งเป็คนส่งแกมาเอาวงแหวนหยกใช่ไหม?" หลินเยี่ยพูดกับอีกฝ่ายอย่างเปิดเผย
สองวันมานี้ มีหลายคนที่้ามาแย่งชิงวงแหวนหยก์
คนเหล่านี้ล้วนเป็ยอดฝีมือระดับโบราณ และมาจากสำนักเดียวกัน แม้แต่การแต่งกายก็ยังเหมือนกัน
"เป็เช่นนั้น!"
ยอดฝีมือชุดดําพยักหน้า จากนั้นจึงกล่าวเสียงแ่ "เื่อำนาจของเฉิงหย่งแกคงรู้ดีอยู่แล้ว ข้าคงไม่ต้องกล่าวใดให้มากความ เ้าไม่ควรจะมีเื่กับเขา รีบส่งแผ่นหยกนั้นมาซะ”
"ถ้าเอาชนะได้ แผ่นหยกจะเป็ของแกทันที"
"ได้ งั้นอย่าได้กล่าวโทษหากข้าต้องหยาบคาย" ยอดฝีมือชุดดํากล่าวจบ เขาพุ่งทะยานเข้าหาหลินเยี่ยทันที
ส่วนหลินเยี่ยยืนนิ่งไม่ไหวติ่ง… ท่าทางของเขาสงบดั่งเช่นเคย