อู๋ซวนนำดอกห้าแฉกมาล้างพร้อมกับโยนลงในหม้อเพียงไม่นานกลิ่นหอมของสมุนไพรทั้งหมดที่ถูกเคี่ยวมานานนับชั่วโมงก็พลันแผ่กระจายไปทั่วอู๋ซวงจัดการตักเอาเฉพาะน้ำของมันใส่ชามสี่ใบ ยื่นให้กับเด็ก ๆ
“พวกเ้าดื่มโอสถนี้เสียก่อน”
“ขอรับท่านปู่”
พวกเขาทั้งสี่คนหยิบถ้วยโอสถยกดื่มจนหมดในครั้งเดียวเมื่อทุกคนดื่มโอสถหมดถ้วยแล้ว พลันรู้สึกร้อนไปทั่วทั้งตัวของพวกเขา อู๋ซวนเริ่มเขียนอักขระตามร่างกายของพวกเด็กๆ ทั้งสามคนอย่างรวดเร็ว ยกเว้นเพียงเฟยหลงคนเดียวเท่านั้นที่ไม่ถูกเขียนอักขระใด ๆ ทั้งสิ้น
เพียงไม่นานความรู้สึกร้อนในตัวของพวกเขากลับหายไปอย่างรวดเร็วพวกเขารู้สึกสบายตัวเป็อย่างมากแตกต่างจากเฟยหลงที่ร่างกายของเขาตอนนี้แดงก่ำไปทั้งตัวเขารู้สึกเ็ปและทรมานเป็อย่างมากแต่เขากลับกัดฟันอดทนต่อความร้อนและความเ็ปทั้งหลายที่เกิดขึ้นภายในตัวของเขาด้วยความอดทน
เมื่ออักขระทั้งหมดที่เขียนหายไปในตัวของเด็กๆ ทั้งสามคน อู๋ซวนจึงบอกให้พวกเขาออกไปฝึกฝนด้านนอกก่อน
“พวกเ้าทั้งสามคนออกไปฝึกฝนด้านนอกตามปกติของพวกเ้าส่วนเฟยหลงจะตามพวกเ้าไปทีหลัง”
เด็กๆ ออกไปฝึกฝนอย่างว่าง่ายเมื่อพวกเขาออกไปอู๋ซวนพลันจ้องมองดูเฟยหลงอย่างไม่กระพริบตาเฟยหลงที่อยู่ในท่านั่งสมาธิเขารวบรวมสติทั้งหมดของเขากลับมาพร้อมกับเริ่มดูดซับกระแสพลังเวทธรรมชาติเข้าสู่ร่างกายและไหลเวียนอย่างรวดเร็วเข้าสู่ผลึกเวทของเฟยหลงในทันทีแก่นธาตุทั้งสามของเฟยหลงส่องแสงประกายขึ้นในทันทีความร้อนและเ็ปเริ่มหมดไปจนกระทั่งร่างกายของเฟยหลงกลับมาเป็ปกติ
อู๋ซวนจึงถอนหายใจอย่างโล่งอกเมื่อเฟยหลงลืมตาขึ้นมา อู๋ซวนจึงได้บอกให้เฟยหลงออกไปฝึกฝนพร้อม ๆ กับเพื่อน ๆของเขาทุกวันที่พวกเขากลับมาถึงเกาะพวกเขาต้องมาดื่มโอสถที่อู๋ซวนนั้นเคี่ยวไว้ให้พวกเขาจนกระทั่งถึงวันที่สิบ
“เอาหละหลังจากที่พวกเ้าฝึกฝนพลังเวทได้แล้วข้าจะสอนให้พวกเ้าฝึกฝนร่างกายของพวกเ้าไปด้วยเมื่อพวกเ้าสามารถใช้พลังยุทธ์และพลังเวทได้ทั้งคู่พวกเ้าจะมีร่างกายที่แข็งแกร่งและสามารถต่อสู้กับศัตรูได้อย่างไม่ลำบาก”
“หากพวกเ้าฝึกแต่พลังเวทร่างกายของเ้าจะอ่อนแอนั่นนับเป็เื่ที่เสียเปรียบเมื่อศัตรูเข้ามาประชิดพวกเ้าได้แต่หากพวกเ้าฝึกพลังยุทธ์เสริมร่างกายของพวกเ้าให้แข็งแกร่งนั่นจะทำให้จุดอ่อนของพวกเ้าถูกกำจัดทิ้งไป”
“พลังยุทธ์เช่นนั้นหรือขอรับพลังยุทธ์มันคืออะไรท่านปู่?”
“ในโลกนี้มีพลังอยู่สองประเภทที่พวกเ้าจะต้องเรียนรู้และััมันให้ได้พลังแรกนั่นคือพลังเวท คือพลังที่พวกเ้าััได้ก่อนหน้านี้ผู้ใช้เวทมนตร์นั้นสามารถใช้พลังธาตุตามธรรมชาติมารังสรรค์ทำให้เกิดเป็เวทมนตร์”
“การหยิบยืมพลังธรรมชาติของแต่ละธาตุที่พวกเ้าสามารถใช้งานได้ตามธาตุในตัวของพวกเ้าเองเพียงแต่พวกเ้าต้องศึกษาและเรียนรู้การร่ายเวทย์ถึงจะเรียกพลังเ่าั้มาใช้งานได้ยิ่งพวกเ้ามีความสามารถในการร่ายเวทที่เร็วเท่าไหร่พวกเ้าก็สามารถต่อสู้ได้ง่ายมากขึ้นเท่านั้น”
“ส่วนพลังยุทธ์คือการฝึกฝนร่างกายพวกเ้าจะต้องฝึกฝนร่างกายเพื่อเพิ่มความแข็งแกร่งให้กับร่างกายของพวกเ้าการฝึกฝนของพวกเ้านั้นพวกเ้าจะต้องััให้ได้กับพลังปราณของธรรมชาติที่อยู่รอบๆ ตัว ทั้งพลังปราณและพลังเวทนั้นนับเป็พลังธรรมชาติที่มีอยู่ทุกหนทุกแห่งและการฝึกฝนก็คล้าย ๆ กัน โดยพวกเ้าเมื่อสามารถรับรู้ถึงพลังปราณที่อยู่ตามธรรมชาติได้แล้วพวกเ้าก็สามารถดูดซับมันเข้ามายังจุดตันเถียนของพวกเ้า”
“จุดตันเถียนของพวกเ้าอยู่จุดเดียวกับจุดแกนธาตุของพวกเ้าเองเมื่อจุดตันเถียนของพวกเ้าสามารถดูดซับปราณธรรมชาติได้แล้ว เมื่อถึงระดับหนึ่งแกนธาตุจะหลอมรวมเข้ากับจุดตันเถียนของพวกเ้า เมื่อทั้งสองหลอมรวมกันได้ภายในจุดตันเถียนของพวกเ้าจะมีแก่นธาตุล่องลอยอยู่ภายในนั้น”
“พวกเ้าทั้งสี่ต้องหมั่นฝึกฝนทั้งเวทมนตร์และพลังยุทธ์ไปพร้อมๆ กัน เพื่อให้พวกเ้าสามารถเป็บุคคลที่ยิ่งใหญ่ได้ในอนาคต ข้าจะมอบตำราฝึกฝนพลังยุทธ์ขั้นต้นให้กับพวกเ้าให้พวกเ้าหมั่นฝึกฝนกลับมาครั้งหน้าข้าจะมอบตำราเล่มถัดไปให้กับพวกเ้าตอนนี้ข้าจะให้พวกเ้าฝึกฝนเวทมนตร์ในตอนเช้า และฝึกฝนพลังยุทธ์ในตอนบ่าย”
“ขอรับท่านปู่พวกเราจะหมั่นฝึกฝนตามที่ท่านปู่สอน”
“พวกเ้าเหลือเวลาพรุ่งนี้อีกหนึ่งวันก็ต้องเดินทางกลับไปยังสถาบันแล้วเช่นนั้นข้าจะปล่อยให้พวกเ้าได้พักผ่อน พวกเ้าทั้งสี่ไปเที่ยวเล่นได้ตามสบายหยุดพักการฝึกไว้ก่อน กลับไปแล้วพวกเ้าค่อยฝึกฝนไปฝึกฝนกันต่อ”
“ขอรับท่านปู่พวกเราจะไปตกปลามาทำอาหารเย็นให้ท่านปู่เอง”
ทั้งสี่รีบวิ่งออกไปอย่างรวดเร็วชายชราเห็นดังนั้นพลันเกิดรอยยิ้มขึ้นมาในทันที
“คราวนี้ข้าต้องเป็ผู้ชนะอย่างแน่นอนข้าจะต้องตกได้ปลาตัวใหญ่ที่สุดข้าไม่ยอมแพ้พวกเ้าอย่างแน่นอน”เสียงหยอกล้อกันของเด็ก ๆ ทั้งสี่เต็มไปด้วยความสนุกสนาน สองวันที่พวกเขาได้พักผ่อนพวกเขากลับพากันวิ่งเล่นเหมือนเด็กทั่วๆ ไป พวกเขาลืมเื่การฝึกฝนทุกอย่างโดยสิ้นเชิง กลับเป็เด็กตัวเล็ก ๆที่กำลังซนวิ่งไปทั่วหมู่บ้านแทน
หลังจากที่หมดเวลาเที่ยวเล่นพวกเขาเตรียมตัวกลับไปยังสถาบันเพื่อทำการฝึกฝนต่อกับอาจารย์ของพวกเขาเองเด็ก ๆ ทั้งสี่คนกลับเปลี่ยนเป็คนละคนทั้งสี่คนต่างบอกลาครอบครัวและปู่อู๋ซวนกลับไปยังสถาบันฟ้าครามพวกเขาเดินทางกลับใช้เวลาไปสองวัน
เมื่อกลับมาถึงทั้งสี่คนต่างตั้งใจฝึกฝนความก้าวหน้าของจ้าวเฟย หวนอู่และหยวนฉู่ทั้งสามคนกลับเลื่อนระดับได้อย่างรวดเร็วจนอาจารย์ของพวกเขาพากันแปลกใจเป็อย่างมากแตกต่างจากเฟยหลงที่ยังคงเลื่อนระดับได้อย่างช้า ๆแต่ผู้าุโซุนหวู่กลับไม่ใส่ใจการเลื่อนระดับของเฟยหลงที่เลื่อนระดับได้ช้าเช่นนั้น
ผู้าุโซุนหวู่กลับสอนทุกอย่างให้กับเฟยหลงเฟยหลงและเพื่อน ๆ ต่างฝึกฝนเวทมนตร์ไปพร้อม ๆ กับฝึกฝนพลังยุทธ์ไปด้วยตอนนี้ทั้งสี่คนสามารถััได้ถึงพลังปราณแล้วพวกเขาสามารถดูดซับพลังปราณธรรมชาติได้แล้ว
สองอาทิตย์หลังจากกลับมาทั้งสี่คนต้องใเมื่อพวกเขาตื่นขึ้นมาพร้อมกับคราบสิ่งสกปรกสีดำเต็มตัวแถมมันยังส่งกลิ่นเหม็นอีกด้วย พวกเขารีบไปอาบน้ำและเปลี่ยนเสื้อผ้าอย่างรวดเร็วแต่ก็ไม่พ้นสายตาของเหล่าอาจารย์ของพวกเขาแต่ละคนไปได้อาจารย์ของพวกเขาทราบได้ทันทีว่าลูกศิษย์ของพวกเขานั้นฝึกพลังยุทธ์ไปพร้อม ๆกับพลังเวท