สีหน้าของฮ่องเต้ยิ่งแย่มากกว่าเดิมสายตาจ้องไปยังดวงตาของจี๋โม่หานเขม็ง ร่างกายสั่นน้อยๆ อย่างควบคุมไม่อยู่
เป็นไปได้อย่างไร เป็นไปได้อย่างไร
การที่ขาของจี๋โม่หานหายดีนั้นถือเป็นภัยคุกคามสำหรับเขาตอนนี้แม้แต่ดวงตาก็ยังหายดีอีก
หลังจากเงียบไปครู่หนึ่ง เขาถึงได้ก้มหน้าลงแล้วสูดหายใจเข้าลึกๆซ่อนความไม่พอใจในดวงตาลงไป ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมายิ้ม “ดีมากจริงๆ นะ”
ฮ่องเต้ที่หน้ายิ้มแต่ตาไม่ยิ้มนั้นยกมุมปากขึ้นเขาแสร้งทำเป็นห่วงและเอ่ยปากถาม “องค์ชายวันที่ล่าสัตว์มันเกิดเรื่องอะไรขึ้นกันแน่หรือ?”
จี๋โม่หานสบตาของฮ่องเต้ ทั้งสองจ้องตากันอยู่ครู่หนึ่งต่างฝ่ายต่างแอบประมาณกันเงียบๆ จากนั้นจี๋โม่หานก็เบือนสายตาออกมาก่อนแล้วหัวเราะก่อนจะตอบกลับอย่างไม่คิดอะไรมาก “ก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไรตอนที่ไล่ล่าสัตว์ไม่ทันระวังจึงตกหน้าผาไป”
เขาไม่ได้พูดเรื่องที่เกิดขึ้นจริงๆ ในวันนั้นแล้วก็ไม่อยากจะฉีกหน้าฮ่องเต้ในตอนนี้
ฮ่องเต้หลังจากได้ยินก็ถอนหายใจออกมาอย่างชัดเจนคิ้วขมวดเข้าหากันอีกครั้ง สายตามีแววครุ่นคิดอยู่วูบหนึ่งไม่เข้าใจว่าเหตุใดจี๋โม่หานถึงพูดเช่นนี้
นักฆ่าที่ส่งไปวันนั้นกลับมารายงานว่าได้ปะมือกับจี๋โม่หานแต่ตอนนี้จี๋โม่หานกลับไม่พูดถึงเรื่องที่ถูกนักฆ่าล่าในวันนั้นเลย เพราะเหตุใดกัน?
ฮ่องเต้ไม่เข้าใจเล็กน้อยตอนนี้เขาทำได้แค่ภาวนาว่าจี๋โม่หานจะไม่รู้ว่าคนชุดดำที่ไปลอบฆ่าเขานั้นคือคนที่เขาส่งไป
“อ๋อ เช่นนั้นหรือ แต่ตอนนี้องค์ชายก็ไม่เป็นอะไรแล้วทั้งยังกลับมาอย่างปลอดภัยก็เป็นเรื่องที่ดี”
“ทำให้ฝ่าบาทต้องเป็นกังวลใจแล้ว”
จี๋โม่หานไม่ได้อยู่ในห้องตำรานานนักเพียงครู่เดียวก็ออกไป
ประตูห้องตำราปิดลง ฮ่องเต้เองก็อดทนไม่ไหวอีกต่อไปใบหน้าโกรธจัด ก่อนจะตวัดมือกวาดของบนโต๊ะร่วงไปกับพื้น
แท่นฝนหมึกสีขาวหยกตกพื้นแตก น้ำหมึกกระจายไปทั่ว
“กรี๊ด” เหม่ยเหรินที่อยู่ด้านข้างตกใจจนร้องออกมาเบาๆ
ฮ่องเต้ตวัดสายตาไปมองก่อนจะยกเท้าถีบอกเหม่ยเหริน “ไสหัวไป”
แต่เหม่ยเหรินไม่กล้าที่จะส่งเสียงใดใดทำได้แค่คลานถอยออกจากห้องตำรา
ฮ่องเต้ขอบตาแดงราวกับสัตว์ป่าที่บ้าคลั่ง ดวงตาประกายดุร้ายหน้าอกก็ขยับขึ้นลงอย่างแรง
พู่กันที่ถูกบีบจนแตกเมื่อครู่แทงเข้าไปในฝ่ามือของเขาเลือดสดๆ ไหลหยดมาตามนิ้ว แต่เขาเหมือนไม่รู้สึกถึงมัน ใบหน้ายังเต็มไปด้วยความเกลียดชังอย่างไร้ที่สิ้นสุด
องค์ชายสามกับซูหมิงเยว่คุณหนูสกุลซูไม่เพียงแต่จะกลับมาอย่างปลอดภัยไร้รอยขีดข่วนดวงตาที่มืดบอดขององค์ชายสามก็หายดีแล้ว หากข่าวนี้เผยแพร่ออกไปในเมืองจะต้องฮือฮาอีกรอบแน่นอน
องค์ชายสามจี๋โม่หานเดิมทีก็เป็นคนในหมู่มังกรและเฟิ่งที่เก่งกาจเพียงแค่พลาดท่าในสงครามครั้งนั้น ถึงได้ทำให้เกิดสถานการณ์เช่นนั้นขึ้น จากนั้นก็ออกห่างจากราชสำนักไม่นำทัพทหารอีกเลย และเริ่มที่จะเป็นองค์ชายว่างงาน แต่ในตอนนี้ ขาของจี๋โม่หานก็หายดีแล้ว ดวงตาเองก็เช่นกันหลังจากที่ทุกคนตกใจก็เริ่มถกเถียงกันว่าฝ่าบาทจะใช้งานองค์ชายสามอีกครั้งหรือไม่
พวกครอบครัวใหญ่ๆ รวมถึงพวกขุนนางทั้งฝ่ายบุ๋นและบู๊เองก็เริ่มวางแผนกันใหม่
ในตอนนี้องค์ชายสามยังถือว่าอายุน้อยตอนนั้นก็ยังเป็นถึงเทพสงครามของเมืองหลวง หากถูกฝ่าบาทเอามาใช้งานใหม่อีกครั้งพวกเขาจะต้องคำนวณเพื่อนร่วมรบกันดีๆ
เรื่องนี้เป็นเรื่องที่พูดกันอยู่ตลอดในเมืองหลวงหลายวันนี้แต่คนที่ถูกพูดถึงอย่างจี๋โม่หานก็ไม่ได้ใส่ใจเรื่องพวกนี้มากนัก
เรื่องทั้งหมดในเมืองหลวงเขาไม่สนใจทั้งนั้นไม่ว่าจะเป็นอำนาจจนถึงตำแหน่งนั้น เพียงแต่ฮ่องเต้ไปแตะต้องสิ่งที่ไม่ควรแตะต้องของเขาถึงเวลาที่จะคิดบัญชีแค้นนี้กับเขาสักหน่อย
ตอนนี้ซูหมิงเยว่ก็ไปกลับระหว่างจวนองค์ชายสามกับจวนสกุลซูอย่างเปิดเผย“เช่นนั้นต่อไปท่านจะทำอย่างไร?”
จี๋โม่หานที่หน้าตายากจะคาดเดาก็เอ่ยเสียงเรียบ“ไม่รีบ เรื่องนี้ข้ามีแผนเรียบร้อยแล้ว”
ซูหมิงเยว่ไม่รู้ว่าจี๋โม่หานกำลังวางแผนจะทำอะไรอีก เขาไม่ได้พูดอะไรมาก นางก็เลยไม่ได้ถามอะไรมากเช่นกัน “ใช่แล้วหลายวันนี้ข้าไม่ค่อยได้เห็นจื๋อหลันกับหมิงจิ่วเลย?”
ทุกครั้งที่นางมาที่นี่ ทั้งสี่คนจะอยู่ข้างกายจี๋โม่หานเป็นเหมือนเงาตามตัว ช่วงนี้ก็ไม่ได้เกิดเรื่องใหญ่อะไร ทว่าหลายวันมานี้ซูหมิงเยว่เห็นแค่หลิงชวนกับจิ่งฉือส่วนคนที่เหลือก็ไม่เห็นเลย
“ข้าส่งพวกเขาออกไปทำภารกิจแล้ว”
ซูหมิงเยว่ครุ่นคิดก่อนจะเอ่ย “หม่อมฉันมีเรื่องหนึ่งต้องการให้ท่านช่วย”
จี๋โม่หานหัวเราะเบาๆ แล้วหยิกแก้มนาง“แม่หนูมีอะไรก็พูดมาตรงๆ เรื่องของเจ้าก็เหมือนเรื่องของข้าด้วย”
“เช่นนั้นก็ดีเลย หม่อมฉันจะไม่พูดนอกเรื่องกับท่านแล้ว”ซูหมิงเยว่พูดออกมาตามตรง “ในช่วงนี้พอคิดไปคิดมาแล้ว เรื่องสตรีที่เป็นบ้าคนนั้นที่เคยเล่าให้ท่านฟังก่อนหน้านี้ยังมีความลับอะไรบางอย่างอาจจะเกี่ยวข้องกับท่านแม่ของหม่อมฉัน ถึงแม้จะรู้ความจริงทั้งหมดเกี่ยวกับเรื่องของท่านพ่อท่านแม่แล้วแต่ว่าหม่อมฉันยังอยากจะทำให้เรื่องพวกนี้กระจ่างขึ้นสักหน่อย”
จี๋โม่หานรู้ถึงความคิดทั้งหมดของซูหมิงเยว่ครอบครัวทั้งหมดของนางไม่อยู่แล้ว ดังนั้นตอนนี้ขอแค่เกี่ยวข้องกับพ่อแม่ของนางนางก็อยากจะทำให้ชัดเจนขึ้น แต่ไม่ว่าซูหมิงเยว่จะทำอะไรเขาก็พร้อมจะสนับสนุน“เช่นนั้นแม่หนูวางแผนจะทำอย่างไร?”
ซูหมิงเยว่หลุบตาลงครุ่นคิด“มีวิธีที่ค่อนข้างอันตราย หม่อมฉันอยากพานางออกจากวัง”
จี๋โม่หานชะงักไป หากต้องการพาคนเป็นออกจากวังเพื่อมาพูดคุยนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย ทั้งยังเป็นคนที่ถูกขังในวังเย็นด้วยแล้ว
“จะพานางออกมานั้นไม่ง่าย นางถูกฮ่องเต้ขังอยู่ในวังเย็นมาตลอดถึงแม้ฮ่องเต้จะไม่ได้เปิดเผยข่าวเกี่ยวกับสตรีผู้นี้ออกสู่โลกภายนอกมาหลายปี
แต่ข้าคาดเดาว่าสำหรับฮ่องเต้แล้วคนคนนี้คงจะสำคัญมากหากนางหายไปจากวังเย็น ฮ่องเต้จะต้องตรวจสอบแน่”
“หม่อมฉันรู้” ซูหมิงเยว่เท้าคางแล้วเอ่ย“ดังนั้นจะใช้แผนจักจั่นลอกคราบแบบที่เคยใช้ตอนช่วยหวังซวินก่อนหน้านี้”
ซูหมิงเยว่ช่วยหวังซวินโดยวางแผนแกล้งตายเพื่อเปลี่ยนตัวตนของเขานั้นจี๋โม่หานก็รู้อยู่แล้วเพียงแต่การเอาวิธีนี้ไปใช้ในวังที่มีการป้องกันแน่นหนานั้นย่อมไม่ใช่เรื่องง่าย
“เช่นนั้นแม่หนูวางแผนจะทำอย่างไรเรื่องนี้มันอันตรายเกินไป เจ้าให้ข้าส่งคนไปทำก็พอ”
“เหมือนกับครั้งที่แล้วพวกเราจะคิดหาวิธีสับเปลี่ยนตัวคนก่อน จากนั้นก็ไปวางเพลิงวังเย็นแสร้งปล่อยข่าวออกไป แล้วค่อยอาศัยจังหวะนี้แอบพาคนออกมา”
“ได้” จี๋โม่หานรับคำ “เรื่องนี้ข้าจะจัดการให้”
“ไม่รีบ รอหม่อมฉันเข้าวังไปพบฮองเฮาเหนียงเหนียงพรุ่งนี้ก่อน”ซูหมิงเยว่เองก็รู้ว่าเรื่องนี้ไม่ง่ายขนาดนั้น “การจะเอาคนออกจากวังนั้นยากมากเกินไปแต่ไม่แน่ว่าฮองเฮาเหนียงเหนียงอาจจะมีวิธี”
หากจี๋โม่หานต้องการพาคนเป็นออกจากวังด้วยตัวเองก็สามารถทำได้แต่ว่าก็อันตรายมากจริงๆ แต่ถ้าหากเวินเยว่ยื่นมือเข้ามาช่วยได้เรื่องนี้ก็จะลงมือได้ง่ายขึ้น
ซูหมิงเยว่ปรึกษาและวางแผนส่วนใหญ่กับจี๋โม่หานวันต่อมาก็เข้าวังไปพบเวินเยว่แต่เช้า
เวินเยว่ดีใจกับการมาของนางมากทั้งยังสั่งให้คนในตำหนักออกไปก่อน จากนั้นก็ลากซูหมิงเยว่มาบ่นสักรอบ“หลายวันก่อนได้ยินว่าเกิดเรื่องกับพวกเจ้าสองคน เปิ่นกงยังกังวลไปช่วงหนึ่งเลย แต่ตอนนี้เห็นพวกเจ้าไม่เป็นอะไรก็ดีแล้ว”