Vanquish God Soul ผู้พิชิตวิญญาณ

    ผู้พิชิตวิญญาณตอนที่ 37

            เห่าฟ้า สุนัขคู่กายของเทพสามตาเอ่อหลางเสิน โดยปกติแล้วภูติวิญญาณประจำตัวในรูปแบบต่างๆจะมีเพียงแค่ตัวตนเดียวเท่านั้น


            ทว่าในกรณีของเทพตรีทิพยเนตรอย่างเอ่อหลางเสินนั่นไม่ใช่ เขาเหมือนจะแตกต่างไปจากที่หลายคนได้คาดคิดเอาไว้


            เมื่อตัวตนเช่นเขาได้พัฒนาขึ้นสู่ระดับแรงก์จ้าวแห่งสวรรค์(เทียบเท่ากับวิญญาณร้ายแรงก์จ้าวแห่งนรก แตกต่างกันเพียงแค่ชื่อเรียกเท่านั้น ฝ่ายดีจะเรียกว่าจ้าวแห่งสวรรค์ - ฝ่ายร้ายจะเรียกว่าจ้าวแห่งนรก ทั้งสองเทียบเท่าได้กับผู้ฝึกฝนวิญญาณระดับแรงก์เทพสงคราม)


            สุนัขสวรรค์ชื่อเซี่ยนเทียนเกาที่เป็นวิญญาณของสิ่งมีชีวิตคู่กายก็ปรากฏตัวออกมาอยู่เคียงข้าง


            หลายคนเองก็ยังสงสัยหรือค้นหาความลึกลับของพลังวิญญาณพวกนี้ บางคนก็บอกว่าเมื่อภูติวิญญาณประจำตัวระดับเทพมายาได้บรรลุไปจนถึงระดับสูง วิญญาณใกล้เคียงที่คอยอยู่เคียงข้างพวกเขาจะปรากฏตัวออกมาด้วย


            ซึ่งเรื่องที่ว่ามานี้พวกเขาเองก็ยังไม่เคยได้พบเห็น มันมีเพียงแค่เอ่อหลางเสินที่เป็นภูติวิญญาณประจำตัวของคริมสันเอชเพียงเท่านั้น แม้แต่ชายวัยกลางคนเองก็ยังบอกอะไรไม่ได้เลยซักนิด


            (ไม่รู้สิเจ้านาย ไอ้เด็กคนนี้จากที่ข้ามองดูแล้วมันให้ความรู้สึกที่แปลกๆ)


            (เหมือนกับว่าภายในร่างกายของมันกำลังมีบางสิ่งบางอย่างที่ไม่มีใครรู้)


            เสียงของเห่าฟ้าดังออกมาจากร่างกายของเอ่อหลาง ตัวของมันที่มีประสาทสัมผัสไม่ธรรมดาและไวต่อพลังวิญญาณลี้ลับย่อมสัมผัสได้ในทันที


            ตั้งแต่ที่มองเห็นเด็กหนุ่มที่มีชื่อว่าเซียงหลินคนนั้น ความรู้สึกของมันก็หวาดหวั่นต่อบางสิ่งที่กำลังอยู่ในส่วนลึก


            "พวกเจ้าอย่าสงสัยในตัวของลูกศิษย์ข้าเลย"


            "นี่คือประสงค์ที่สวรรค์ประทานมาให้นะเว้ย"


            "ข้าไม่ยอมให้มีอะไรผิดพลาดโดยเด็ดขาด"


            คริมสันที่กำลังหมกมุ่นอยู่กับการมองหาทักษะวิญญาณก็กล่าวขึ้น เขาไม่ได้หันหน้าไปพูดคุยกันทั้งสองเลยซักนิด


            (เข้าใจแล้วน่าเอช ข้าก็ไม่ได้ว่าอะไรในตัวของเด็กคนนั้นซักหน่อย)


            (เพียงแค่เจ้าสุนัขสวรรค์อย่างเห่าฟ้ามันนึกสงสัยก็เท่านั้นเองแหละ)


            มันทำให้พวกเขาต้องเงียบลงพร้อมกับในใจที่เต็มไปด้วยความคิด ตอนนี้ดูเหมือนคู่หูของเขาอย่างคริมสันจะเห่อลูกศิษย์คนใหม่อยู่ไม่น้อย มากยิ่งกว่าตอนที่ตัวของเขาได้สั่งสอนลูกๆของตนเองซะอีก


            ในใจยังเปี่ยมไปด้วยความหวังว่าเซียงหลินคนนี้จะสืบทอดทุกสิ่งทุกอย่างของเขาได้


            ไม่นานภายในลานฝึกฝนที่อยู่ในบริเวณคฤหาสน์หลังใหม่ของเซียงหลิน ตอนนี้ได้มีร่างเงาทั้งสองคนกำลังยืนหันหน้าเข้าหากัน โดยที่ด้านหลังเองก็มีพ่อบ้านเจียยืนกุมไข่และเฝ้ามองอยู่ไม่ห่าง


            เขาเองก็ยังสงสัยถึงศักยภาพของเจ้านายคนใหม่ แล้วก็อยากจะเห็นด้วยตาของตนเองด้วย


            "ท่านอาจารย์.. โดยปกติแล้วทักษะวิญญาณจะมีเพียงแค่สถาบันวิญญาณต่างๆหรือห้องโถงวิญญาณไม่ใช่หรอ"


            "แล้วทำไมท่านที่เป็นถึงเจ้าเมืองมังกรถึงได้มีพวกมันสะสมเอาไว้ ไม่ผิดกฎของห้องโถงวิญญาณ?"


            เซียงหลินรับแผ่นป้ายหยกมาสามสี่แผ่น นัยน์ตาจ้องมองดูมันด้วยความนึกสงสัย


            ในตอนนี้บริเวณฝ่ามือของเขาได้มีป้ายหยกที่ถูกสร้างขึ้นด้วยคริสตัลวิญญาณ มันถูกสร้างขึ้นมาโดยกระบวนการพิเศษจากสมาคมการค้าวิญญาณ


            ป้ายหยกรูปแบบพวกนี้จะมีคุณสมบัติในการเก็บภาพความทรงจำของทักษะวิญญาณต่างๆ รวมถึงวิธีการไหลเวียนพลังวิญญาณที่อยู่ภายในร่างกายให้ปลดปล่อยออกไปได้ยังไง เรียกได้ว่ามันคือป้ายบรรจุทักษะวิญญาณในแบบฉบับที่สมบุรณ์แบบ


            ชายวัยกลางคนเมื่อถูกลูกศิษย์ของตนเองถามก็พลันตอบกลับไปในทันที


            "หึ? ข้าไปขอให้พวกมันคัดลอกทักษะวิญญาณและส่งมาให้กับข้า ต่อให้จะเป็นห้องโถงวิญญาณก็คงไม่กล้าที่จะหักหน้าตัวตนเช่นข้าหรอกนะ"


            "แล้วที่นี้เจ้าก็น่าจะเริ่มเข้าใจถึงพลังของท่านอาจารย์เจ้าแล้วใช่ไหม!!"


            คำพูดของคริมสันเอชได้ทำให้ชายหนุ่มต้องอ้าปากค้างอยู่นิดๆ ในใจเองก็เริ่มหวั่นเกรงต่อท่านอาจารย์ที่ยิ่งใหญ่ตน ดูเหมือนตัวของเขาจะได้ผู้หนุนหลังในระดับที่ไม่ธรรมดาซะแล้ว


            [อิทธิพลของท่านเจ้าเมืองมังกรจะมีมากกว่าที่พวกเราคิดเอาไว้ แม้แต่ห้องโถงวิญญาณที่เป็นเสาหลักของมนุษย์ชาติก็ยังต้องเกรงใจ]


            เสียงของระบบได้ดังขึ้นในหัวสมองของชายหนุ่ม ซึ่งประโยคดังกล่าวก็ทำให้ตัวของเขาย่อมเห็นด้วย ผู้ฝึกฝนวิญญาณระดับแรงก์เทพสงครามคือตัวตนที่เป็นเสาหลักของโลกมนุษย์อย่างแท้จริง


            ถ้าไม่มีพวกเขาคอยปกป้องตามตัวเมืองต่างๆแล้วละก็ วิญญาณร้ายระดับสูงคงได้ถาโถมเข้ามากวาดล้างมนุษย์เช่นพวกมันไปทั้งหมดแล้ว


            พวกเขาคือป้อมปราการอันไร้เทียมทานที่ไม่มีวันถูกโค่นลง ตราบใดที่ยังมีผู้ฝึกฝนวิญญาณระดับนี้อยู่ ในยุคสมัยของการเปลี่ยนแปลงที่พวกเขาได้พบเจอ มนุษย์ก็ย่อมไม่มีวันพ่ายแพ้


            "เอาละมาเริ่มกันเถอะ"


            ชายวัยกลางคนที่เห็นว่าเสียเวลามาพอแล้วก็ขมวดคิ้วขึ้น จากนั้นก็ชี้ไปยังป้ายหยกที่อยู่บนฝ่ามือพลางอธิบายมันออกมา


            "ทักษะวิญญาณในมือของเจ้านั่นมีทั้งหมดสี่ประเภท เป็นพื้นฐานของผู้ฝึกฝนวิญญาณที่ทุกคนต้องร่ำเรียนมัน"


            "ทักษะวิญญาณที่หนึ่งคือดวงตาแห่งวิญญาณ ทักษะวิชาที่จะทำให้ผู้ฝึกฝนวิญญาณมองเห็นอณูพลังวิญญาณจากสิ่งมีชีวิตต่างๆได้อย่างอิสระ พลังวิญญาณจะถูกควบแน่นไปด้วยบริเวณดวงตาทั้งสองข้าง ก่อเกิดเป็นภาพเนรมิตและทำให้การมองเห็นของพวกเราต้องเปลี่ยนแปลงไป แล้วถ้ายิ่งฝึกฝนมันได้อย่างชำนาญมากเท่าไหร่ วิญญาณร้ายในรูปแบบใดก็ไม่สามารถรอดพ้นไปจากดวงตาวิญญาณนี้ไปได้"


            "ทักษะวิญญาณที่สองคือม่านพลังแห่งวิญญาณ ทักษะวิชาที่จะทำให้ผู้ฝึกฝนวิญญาณปลดปล่อยเกราะป้องกันวิญญาณออกมาปกคลุมตนเองได้ เมื่อใช้งานมันพลังวิญญาณที่ไร้รูปร่างจะถูกควบแน่นออกมาจนมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า ปกป้องการโจมตีจากวิญญาณร้ายรวมถึงสิ่งต่างๆได้อย่างมีประสิทธิภาพ แล้วก็เหมือนกับทักษะดวงตาวิญญาณ ยิ่งใช้มันชำนาญรวมถึงฝึกฝนมันไปยังระดับที่สูงมากขึ้น การป้องกันของม่านพลังวิญญาณก็จะร้ายกาจมากเท่านั้น บอกไว้ก่อนเลยว่านี่คือหนึ่งในทักษะวิญญาณที่สำคัญสำหรับพวกเราเป็นอย่างมาก"


            "เพราะพวกเราส่วนใหญ่จะใช้ภูติวิญญาณประจำตัวในการต่อสู้ เมื่อไม่มีวิญญาณของตนเอง ผู้ฝึกฝนวิญญาณจะกลายมาเป็นเป้านิ่งที่ถูกวิญญาณร้ายมากมายหมายปอง ทักษะม่านพลังวิญญาณจึงเป็นสิ่งสำคัญสำหรับพวกเรามากที่สุด"


            เซียงหลินที่ได้ยินแบบนั้นก็พยักหน้ารับอย่างเห็นด้วย ในใจเองก็นึกย้อนไปยังภาพที่เกิดขึ้นกับตนเอง


            ตัวของเขาได้เข้าใจถึงความสำคัญของทักษะวิญญาณนี้อย่างถึงที่สุด เพราะก่อนหน้านี้ภายในห้องโถงแห่งการตรวจสอบ เมื่อเครื่องอุปกรณ์พลังวิญญาณได้เกิดการระเบิดขึ้น เจ้าหน้าที่ทุกคนที่อยู่ในห้องโถงแห่งนั้นก็ได้ใช้ทักษะม่านพลังวิญญาณ


            ประกายแสงสีขาวก่อตัวออกมาราวกับเป็นโดมวงกลมขนาดเล็ก ปกป้องเขารวมถึงผู้เข้าร่วมการทดสอบทั้งหมด ป้องกันได้แม้แต่เปลวเพลิงจากการระเบิดเลยทีเดียว


            ถือเป็นทักษะวิญญาณที่สนับสนุนและป้องกันร่างกายของตนเองได้เป็นอย่างดี สามารถรอดพ้นจากการโจมตีของวิญญาณร้ายได้


            "เข้าใจแล้วครับท่านอาจารย์"


            "แล้วทักษะวิญญาณที่สามละ?"


            ชายหนุ่มไม่รอช้าที่จะเอ่ยถามขึ้นอีกครา


            ซึ่งเอชเองก็พยักหน้ารับด้วยรอยยิ้ม


            "แน่นอน ทักษะวิญญาณที่สามคือทักษะในรูปแบบพันธนาการ ถูกเรียกว่าโซ่วิญญาณ ใช้พลังของตนเองที่มีอยู่ในร่างกายควบแน่นและปลดปล่อยออกมาเป็นโซ่พลังวิญญาณที่มองเห็นได้ด้วยตาเปล่า"


            "ผู้ฝึกฝนวิญญาณชื่นชอบที่จะใช้ทักษะนี้สนับสนุนในการต่อสู้ ถ้าเราใช้โซ่วิญญาณไปโดนเป้าหมายที่ตนเองรับรู้ ร่างกายวิญญาณของพวกมันก็จะถูกโซ่วิญญาณรัดพันเอาไว้และทำให้ไม่สามารถขยับตัวไปไหนได้"


            "เมื่อนั่นแหละพวกเราก็ใช้ภูติวิญญาณประจำตัวของตนเองลุมยำมันได้เลย เป็นเหมือนกับกระสอบทรายที่ให้เราอัดได้อย่างต่อเนื่อง!!"


            คริมสันเอชพูดมันออกมาอย่างหน้าด้านๆ


            ทำให้ทั้งชายหนุ่มและพ่อบ้านเจียที่ยืนฟังอยู่ต้องยกยิ้มแห้งๆออกมา


            "แล้วก็เหมือนกับทักษะวิญญาณรูปแบบอื่นๆ โซ่วิญญาณจะขึ้นอยู่กับระดับแรงก์ของตนเองและความชำนาญ ความแข็งแกร่งของโซ่วิญญาณบางครั้งก็อ่อนแอเหมือนกับกระดาษ บางครั้งก็แข็งแกร่งราวกับเหล็กกล้า ไม่มีวันสบัดได้หลุด ทั้งหมดเป็นเพราะการฝึกฝนทั้งสิ้น"


            ....

            เกร็ดความรู้ท้ายเรื่อง

            เอ้อหลางเสิน หรือหยี่หลองสิน หยี่นึงจินกุน หยางเจี่ยน หรือเอียวเจี้ยน คนไทยรู้จักท่านในนามเทพสามตา

    มีอาวุธคือหอกสามแฉกเรียกว่า ซานเจียนเหลียงเหริ่นตาวและกระจกวิเศษที่ส่องเห็นชาติกำเนิด เทพเจ้าเอ้อหลาง เป็นบุตรของเสนาบดีแห่งราชวงศ์ฉิน นามว่าหลี่ปิง ซึ่งเทพเจ้าเอ้อหลางเป็นบุตรคนที่2 มีชื่อเดิมว่าหยางเจียน มารดาของเทพเจ้าเอ้อหลางเสินเป็นถึงน้องสาวขององค์เง็กเซียนฮ่องเต้ มีนามว่าเหยาจีแต่นางได้ละเมิดกฎของสวรรค์ โดยการหลงรักกับมนุษย์ นางจึงถูกเจ้าแม่หวังหมู่มีโองการให้นำตัวเหยาจี (มารดาของเทพเจ้าเอ้อหลางเสิน) ไปคุมขัง ที่เขาเถาซาน เทพเจ้าเอ้อหลางเสินก็มีใจอยากช่วยพระมารดาของตน จึงได้แต่เพียรพยายามทำแต่ความดีนับแสนครั้ง เพื่อหวังให้องค์เง็กเซียนฮ่องเต้และเจ้าแม่หวังหมู่ มีพระเมตตาปลดปล่อยพระมารดาของท่านออกจากที่คุมขัง

            ความดีครั้งใหญ่ที่เทพเจ้าเอ้อหลางเสินได้กระทำคือช่วยบิดาของตน ปราบมังกรที่อาศัยอยู่ในมหาสมุทร ซึ่งเจ้ามังกรตนนี้ได้ทำให้เกิดอุทกภัย สร้างความเดือดร้อนและยากลำบากให้แก่เหล่ามนุษย์ เมื่อมนุษย์ได้ทราบข่าวที่มาว่าผู้ใดคือคนมาสยบ ปราบเจ้ามังกรตนนี้และเทพเจ้าเอ้อหลางเสินก็ได้ทำความดีให้แก่มวลมนุษย์อีกหลายต่อหลายครั้ง พวกเขาจึงพร้อมใจกันสักการะบูชากราบไหว้และเรียกหยางเจียนว่าเทพเจ้าเอ้อหลางตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา เมื่อได้ขึ้นเป็นองค์เทพบนสวรรค์ เทพเอ้อหลางเสิน ได้รับตำแหน่งเป็นแม่ทัพใหญ่

            สุนัขสวรรค์ชื่อเซี่ยนเทียนเกาหรือเห่าฟ้า สัตว์เลี้ยงคู่กาย เป็นอาวุธวิเศษมีรูปร่างเป็นลูกแก้วที่เทพเอ้อร์หลังเก็บไว้ในแขนเสื้อเมื่อโยนออกไปจะกลายเป็นสุนัขล่าเนื้อสีขาวตัวใหญ่ไปกัดศัตรู มีความแข็งแกร่งไม่แตกต่างไปจากทวยเทพเลยก็ว่าได้ เดิมทีเห่าฟ้าเคยเป็นเพียงสุนัขจรจัดและได้มีวาสนาได้พบเจอกับเทพเจ้าเอ้อหลางเสิน ท่านเกิดความสงสาร จึงได้นำเห่าฟ้าขึ้นไปอยู่บนสวรรค์กับท่านด้วย


    คล้ายกับเรื่องVanquish God Soul ผู้พิชิตวิญญาณ ที่คุณอ่าน