ตกค่ำ พลอย เรืองและนิลต่างก็อยู่ในห้องหับบนเรือนไม้ไผ่ ทุกคนกินข้าวที่ป้าช่วยฝากมากันจนอิ่มแล้ว หากแต่ั้แ่วันพรุ่งนี้ไป พวกเธอล้วนแล้วแต่ต้องพึ่งพาตัวเอง
"ดีนะที่พ่อหมายมาช่วยขุดดินลงผัก มิเช่นนั้น มืดค่ำเช่นนี้คงยังมิเสร็จแน่เลยจ้ะ" เรืองเอ่ยขึ้นด้วยความโล่งใจ กว่าจะเดินทางกลับมาถึงเรือนนี้ก็บ่ายคล้อยแล้ว
"ต้องขอบคุณพี่หมายแหละจ้ะ วันหลังก็ทำกับข้าวไปฝากคนเรือนโน้นดูเพื่อเป็การขอบคุณ" หมายนั้นเร่งถางหญ้า นำต้นไม้ลงดินแลตักน้ำมารดแปลงผักอย่างเร่งรีบด้วยกลัวจะค่ำเสียก่อน และเขาก็ทำเสร็จก่อนค่ำพอดี ก่อนจะลากลับบ้านไปด้วยสีหน้าอิ่มเอิบใจ
"ดีจ้ะ แม่พลอย" เรืองเห็นด้วยกับพลอย ในเมื่อเขาดีมา เราก็ต้องดีตอบ เป็หลักปฏิบัติของสังคมชาวสยามมาช้านาน และในตอนนั้นเอง ที่นิลค่อยๆกระเถิบตัวเข้ามาหาพี่สาวของเขา ใบหน้าน้อยซุกลงบนต้นแขนขาวของพลอย เขากล่าวกับพี่สาวด้วยน้ำเสียงออเซาะ
"คุณพี่พลอยขอรับน้องอยากไปเดินตลาดอีกจังขอรับ" น้ำเสียงออดอ้อนนั้น ทำให้ทั้งเรืองและพลอยใจละลาย อยากจะตามใจเด็กน้อยเสียให้ได้
"เช่นนั้นรึ พ่อนิลจักไปทำกระไรที่ตลาด" พลอยถามเด็กชายที่กอดแขนเธอแน่น
"อยากกินน้ำตาลปั้นอีกขอรับ" นิลยิ้มกว้างให้กับพี่สาว เขายังไม่สามารถลืมรสน้ำตาลปั้นที่ได้ลิ้มลองตอนเช้า หากพี่สาวของเขาซื้อให้อีก ก็คงดีไม่น้อย
"ของหวานกินมากไม่ดี แมงจักกินฟันเอาหนา แลเ้าจักปวดมากทีเดียว" พลอยเลิ่กคิ้วขึ้นข้างหนึ่งพลางขู่เด็กน้อยให้กลัว และนั่นก็ได้ผล เมื่อนิลน้อยสะดุ้งโหยงแล้วร้องจ้าออกมา
“น้องไม่อยากเจ็บฟันขอรับ” เด็กชายเอ่ยเสียงอ่อย แม้น้ำตาลปั้นจะอร่อย แต่บ่าวที่เรือนหลวงพิจิตรอาสากล่าวว่า แมงกินฟันนั้นทรมานนัก เขาไม่อยากทรมานเช่นนั้น
“เช่นนั้นก็เชื่อฟังพี่หนา” พลอยพยายามโน้มน้าวใจเด็กน้อยที่ดูยังลังเลใจอยู่
“แต่น้ำตาลปั้นอร่อยนะขอรับ” นิลยังคงต่อรอง คุณพี่พลอยของเขาต้องมีทางที่ทำให้แมงไม่กินฟันของเขาสิ คุณพี่พลอยของเขาเก่งจะตาย
“อยากเจ็บฟันรึ” พลอยยังคงเอ่ยเย้าหยอกพ่อเด็กน้อยตัวแสบ ดวงตาไหวระริกไปด้วยความขำขันที่ซ่อนอยู่ เป็เสน่ห์ความงามที่หาใดเปรียบ
“ไม่อยากขอรับ…” เมื่อจนมุม นิลก็ต้องยอมพี่สาวแต่โดยดี หากแต่พลอยนั้นกลับใจอ่อนเสียได้ จึงได้ตั้งข้อแม้ขึ้นมา
“เช่นนั้น หากเ้าเรียนเขียนอ่านคืบหน้าดีมาก ทุกๆเจ็ดวันพี่จักให้เ้ากินหนึ่งอัน ดีหรือไม่” พลอยยื่นข้อเสนอให้เด็กชาย และอีกฝ่ายก็ติดกับดักเธอในทันที
“ดีขอรับ" นิลพยักหน้ายิ้มอย่างดีใจ ก่อนจะนอนซบลงบนตักของพลอยอย่างรักใคร่ ไม่มีแม่แล้วเยี่ยงไร เขามีพี่สาวที่รักและดีกับเขาที่สุดอยู่ตรงนี้
“เก่งมากพ่อนิล” พลอยเอ่ยชมความรู้ความของนิล ทำเอานิลไม่อาจหุบยิ้มลงไปได้ เขานอนนิ่งหนุนตักพี่สาว ฟังความที่เรืองและนิลปรึกษากัน
“จะว่าไปแล้ว เรือนนี้ก็ยังมิมีของใช้อื่นใดนอกจากเครื่องปลูกทำสวน พรุ่งนี้่พี่ว่าเราไปตลาดซื้อผ้ามาทำเครื่องนอนดีหรือไม่จ๊ะแม่พลอย อีกทั้งยังจานชามหม้อไหอีก” เรืองเสนอความเห็นขึ้นมา เพราะในเรือนนี้ไม่มีอะไรเลยจริงๆ มีแต่เรือนโล่งๆที่ไร้ข้าวของเครื่องใช้
“ดีจ้ะพี่เรือง ว่าแต่เรามีอัฐอยู่เท่าใดรึ เอาออกมานับก่อนดีหรือไม่” พลอยนึกขึ้นได้ จะซื้อของก็ต้องมีเงิน ปกติแล้วเรืองจะเป็คนถือเงิน เธอจึงไม่รู้ว่าตอนนี้ เธอมีทรัพย์สินอยู่เท่าใด
“จ้ะ เดี๋ยวพี่ไปเอาออกมานับก่อนหนา” ว่าแล้วเรืองก็ไปค้นย่ามแล้วล้วงเอาห่อเงินออกมา ในนั้นมีเงินก้อนใหญ่อยู่สามก้อน เงินก้อนเล็กแลเบี้ยอีกมากมาย
“มาแล้วจ้ะ แม่พลอย” เธอวางห่อเงินลงตรงหน้าพลอย
“นี่เป็อัฐที่เ้าผู้ที่ช่วยชีวิตพ่อนิลทิ้งไว้ให้เพื่อเดินทาง ใช่หรือไม่” พลอยเงยหน้าถามเรืองที่คอยอยู่ใกล้ๆ
“ใช่จ้ะแม่พลอย อัฐของเราที่นำมาจากเรือนหลวงพิจิตรอาสาแลเครื่องประดับของแม่พลอยล้วนแล้วแต่จมน้ำไปหมดสิ้น ตอนนี้เหลือเท่านี้แลจ้ะ”เรืองทำหน้าเสียดาย พวกเธอนำอัฐมาจากเรือนมากอยู่ แม้จะเทียบไม่ได้กับอัฐในห่อแดงนี้ แต่ก็น่าจะช่วยให้เธอรอดได้เป็ปี
“มีทั้งหมดเท่าไหร่จ๊ะ” พลอยไม่ถนัดนับเงิน เธอจึงเอ่ยถามเรืองที่มีประสบการณ์มากกว่า
“ท่านผู้นั้นไว้ให้มากอยู่ รวมๆแล้วก็สี่ตำลึงจ้ะ” เหงื่อเม็ดน้อยหยดลงข้างใบหน้าของเรือง การถือเงินมากเช่นนี้นั้นอันตราย เธอรู้ดีแก่ใจ
“สี่ตำลึงรึ เดี๋ยวนะข้าขอคำนวนก่อน สี่ตำลึงก็เท่ากับสิบหกบาท นี่เรามีถึงสิบหกบาทเลยรึ” พลอยสะดุ้งตัวโยน เงินขนาดนี้สมัยนี้ไม่ใช่น้อยๆ ไพร่บางบ้านค้าขายปีหนึ่งยังได้ไม่มากเท่า
“ใช่จ้ะแม่พลอย แต่ไม่เต็มสิบหกบาทดี เพราะใช้จ่ายค่าอาหารให้พ่อนิลไปบ้างแล้ว” เธอหมายถึงน้ำตาลปั้นกับกล้วยปิ้ง นั่นก็ทำให้พ่อนิลออกอาการเลิกลักไปครู่ใหญ่
“จักพอซื้อผ้าทำเครื่องนอนแลหม้อไหหรือไม่” พลอยถามด้วยความไม่รู้ ซึ่งนั่นก็ทำให้เรืองขำออกมา
“พอจ้ะ ซื้อให้คนทั้งหมู่บ้านยังพอเลย” คนเป็พี่เลี้ยงกล่าวขำขัน
“เขาเป็ผู้ใดกันนะ นายของผู้ที่ช่วยชีวิตพ่อนิล ร่ำรวยถึงเพียงนี้ คงเป็ขุนน้ำขุนนางผู้ใหญ่ แล้วเหตุใดจึงให้อัฐเราเสียมากมายถึงเพียงนี้” พลอยนึกไม่ออกว่าผู้ที่ให้เงินนี้แก่เธอคือใคร และเหตุใดจึงต้องให้เสียมากมาย เธอสงสัยใคร่รู้เป็ยิ่งนัก
“คงเห็นว่าเรามีแต่ผู้หญิงแลเด็กกระมังแม่พลอย คนคุ้มครองก็หามีไม่ จึงได้ให้อัฐเผื่อไว้ให้เดินทางสบายขึ้น” เรืองพยายามคลายกังวลให้กับพลอย หากแต่นั่นไม่ได้ผลเลย พลอยกลับระแวงหนักยิ่งกว่าเดิม
“โจรจะปล้นล่ะสิไม่ว่าพี่เรือง หอบอัฐติดตัวมากมายเพียงนี้ บ่าวไพร่ชายดูแลก็ไม่มี หากข้ามิเป็วิชามวย ป่านนี้ก็คงเสร็จโจรไปหมดแล้วจ้ะ” พลอยเอ่ยค่อนขอด เพราะหากไม่ใช่เธอ พลอยคนเดิมก็คงไม่ได้ว่ายน้ำกลับขึ้นฝั่งอย่างปลอดภัยเช่นเถอ
“ท่านคงหวังดีเท่านั้นแลจ้ะ อย่าไปว่าท่านเลย” เรืองรู้สึกปวดหัวขึ้นมาตะหงิดๆ นายของเธอมักจะคิดมากเกินกว่าเหตุแทบทุกครั้ง
“จ้ะ จ้ะ ข้าไม่ว่าผู้มีพระคุณของเราแล้ว เอ้า นอนกันเถิด วันนี้พ่อนิลนอนบนผ้านุ่งแลห่มสไบพี่ไปก่อนหนา พรุ่งนี้ก็มีที่หลับที่นอนเป็กิจลักษณะกันแล้ว พ่อนิล ไปบ้วนปากเสียก่อนก่อนจะนอน หาไม่ แมงจะกินฟันหนา”
“ไม่เอาแมงกินฟันขอรับ น้องจะไปบ้วนปากประเดี๋ยวนี้เลย” ว่าเสร็จนิลก็ลุกขึ้นจากตักของพลอย โดยที่เรืองพยายามจะห้ามเอาไว้ จึงกล่าวกับนิลว่า
“เดี๋ยวพี่ไปเอาน้ำมาให้จ้ะ” เรืองทำท่าจะลุกขึ้น แต่ถูกพลอยตำหนิเอา
“ไม่ต้องจ้ะพี่เรือง ฝึกให้พ่อนิลเขารู้จักทำกระไรด้วยตัวเอง โตขึ้นเขาจักได้ไม่ต้องพึ่งพาใคร อยู่ที่ใดก็จักไม่ลำบาก” พลอยยิ้มบางให้กับพี่เลี้ยงสาว
“จ้ะแม่พลอย” เมื่อได้ยินเช่นนั้น เธอก็นั่งลงเหมือนเดิม ปล่อยให้นิลไปเอาน้ำบ้วนมากด้วยตนเอง
เช้าวันต่อมา ท่ามกลางความคึกคักของตลาด ทั้งชาวสยามแลชาวจีนต่างก็มาตั้งแผงขายของกันคึกครื้น พลอย เรืองและนิลต่างก็เดินมาจับจ่ายซื้อของที่ตลาด พลอยถูกมองจากคนรอบข้างเนื่องจากใบหน้าอันงดงามของเธอแต่หากไม่คุ้นตาคนในพื้นที่ ไม่รู้ว่าเป็คุณหนูจากเรือนใดกัน
“คนเดินตลาดเยอะเทียวหนา สิ่งของก็มีมากมายให้เลือก เราจักซื้อกระไรกันก่อนดี” เรืองเอ่ยถามนายหญิงของตนยามที่เดินอยู่ด้านหลังพลอยที่จูงมือนิลอยู่
“ซื้อผ้าก่อนเถิดจ้ะ ถือง่าย ไม่หนัก” พลอยเห็นร้านผ้าอยู่ไม่ไกลเธอจึงตัดสินใจเช่นนั้น และเรืองก็รับคำสั่งของเ้านาย
“จ้ะ”
เดินมาถึงร้านแพรพรรณ ผู้คนไม่แ่ามากนัก อาจเป็เพราะผ้าผ่อนในสมัยนี้ราคาแพง ยิ่งงามเท่าใดก็ยิ่งแพงมากเท่านั้น พลอยมองเห็นชายในผมเปียใส่ชุดแพรยาวแปลกตา เธอจึงรู้ว่าเขาเป็คนจีนและน่าจะเป็เ้าของร้านผ้านี้ เด็กหญิงไม่รอท่าเดินไปขอคำแนะนำ
“มีผ้ากระไรขายบ้างจ๊ะ” พลอยเอ่ยถาม
“ก็มีผ้าทำสไบ ผ้านุ่ง งามๆทั้งนั้น เลือกเลยจ้ะแม่หญิงน้อย” พ่อค้าชาวจีนเห็นเด็กหญิงน้อยผู้มีใบหน้างดงามเดินเข้ามาหา เขาจึงเข้าไปโฆษณาสินค้าอย่างกระตือรือร้น
“ข้ามิมีความรู้เท่าใดนัก ขอผ้าทำฟูกนอน ผ้าห่ม แลหมอน สามชุดแล้วกันจ้ะเฮีย วัดมาให้เลย” พลอยติดนิสัยเดิมจากโลกอนาคตไป เวลาเธอจะซื้ออะไร เธอจะให้คนขายแนะนำและจัดเตรียมมาให้อย่างเสร็จสรรพพร้อมใช้
“อุ้ย เรียกเฮียเสียล่วย ข้าชื่อหวัง เรียกจีนหวังก็ล่าย แม่หญิงนี่ปากหวานจริงๆ เอาล่ะๆ อั๊วจะแถมให้แม่หญิงเลี้ยวกัน” คนขายนั้นมีอายุอานามกว่าสามสิบปี เขาอดตื่นเต้นไม่ได้ที่มีเด็กหญิงมาเรียกเขาว่าพี่ชาย
“มิต้องดอกจ้ะ ของค้าของขาย ข้าก็มาซื้อตามปกติ มิได้ทำคุณกระไรให้เฮียเลย” พลอยตอบอย่างถ่อมตน หากรับของมาก็จะติดเป็หนี้บุญคุณกันอีก
“เอาไปเถอะ เอาไปเถอะ ได้เลี้ยวจ้า แถมผ้าทำสไบกับผ้านุ่งให้ล่วยหนา” หลังจากที่คนงานวัดผ้าให้ครบ เธอก็พับและมัดเชือกแล้วส่งให้กับพลอย
“ว่าแต่เฮียหวังพอรู้จักร้านที่ขายเมล็ดพันธุ์พืชจากจีนไหมจ๊ะ” พลอยเกือบลืมแต่ก็ฉุกคิดขึ้นมาได้ เธอจึงถามเฮียหวังเกี่ยวกับเื่พืชผักที่เธออยากรู้
“ลื้อหมายถึงเมล็ดพันธุ์ผักจากต้าชิงรึ” จีนหวังไม่คุ้นกับการที่ชาวอยุธยาเรียกจีน บ้านเกิดของเขานั้นคือต้าชิง
“ใช่จ้ะ” เด็กหญิงร้องอ๋อ สมัยนี้คงตรงกับสมัยราชวงศ์ชิงของจีนสินะ
“ที่นี่ไม่มีหรอก มีแต่พ่อค้าในกรุงศรีเท่านั้นแหละที่จะมี เอาอย่างนี้มั้ย เห็นแก่ลื้อดูรู้ความ อั๊วจะไปกรุงศรีวันพรุ่ง ลื้อจะฝากซื้อมั้ย” จีนหวังยื่นข้อเสนอ นี่เป็โอกาสทำเงินให้เขาอีกเล็กน้อยแต่ก็ไม่ได้เอาเปรียบเด็กหญิงจนเกินไป
“ได้จ้ะ ข้าต้องให้เงินเฮียไว้เท่าใดจ๊ะ” พลอยเอ่ยถามยิ้มๆ เธอรู้สึกตื่นเต้นถ้าจะได้กินผักที่เธอเคยกินเมื่อยามอยู่อนาคต
“ลื้อจะเอามากน้อยเท่าใดล่ะ” เฮียหวังถามพลางคำนวนราคาอยู่ในใจ
“ไม่มากจ้ะ เอามาสามสี่อย่าง แค่อย่างละอุ้งมือก็พอจ้ะ” พลอยรู้วิธีเก็บเมล็ดพืช เพราะฉะนั้นเพียงแค่เธอปลูกให้ขึ้นจนโตเท่านั้น จากนั้นเธอก็จะได้เมล็ดพันธุ์ชุดใหม่
“ล่าย ล่าย งั้นอั๊วคิดลื้ออย่างละหนึ่งเฟื้อง ส่วนผ้าก็สี่เฟื้อง รวมทั้งหมดก็หนึ่งบาท” สำหรับพลอยนั้น หนึ่งบาทดูไม่ใช่ราคาแพงเท่าไหร่ หากแต่เรืองนั้นแทบจะทรุดลงกับพื้นเพราะได้ยินราคา
“ได้จ้ะ พี่เรือง จ่ายให้เฮียเขาเสีย” พลอยพยักหน้าให้กับเรืองเพื่อจ่ายเงิน
“จ้ะ แม่พลอย”