“นั่นสิเนอะ”
อวิ๋นตั๋วตั๋วหน้าบูดบึ้ง รู้สึกราวกับว่าตนเองกำลังถูกด่ากระทบกระเทียบอย่างไรอย่างนั้น
แม่นมพวกนี้ช่างไม่สงวนท่าทีกันเอาเสียเลย ถึงกับกล้ายืนวิพากษ์วิจารณ์นางต่อหน้าต่อตาแบบนี้
“จากนี้ไปพวกเราก็จะได้คอยปรนนิบัติ 'บรรพบุรุษน้อย' องค์นี้ ถือเป็นการรับบารมีเสริมสิริมงคลไปด้วย เจ้าว่าจริงหรือไม่เล่า?”
“ใช่แล้ว ที่เจ้าพูดมาก็มีเหตุผล”
“มาเถิด แม่นมจะเปลี่ยนกางเกงให้นะเพคะ” แม่นมคนหนึ่งเอ่ยพึมพำกับตัวเองไปพลาง มือก็สาละวนถอดเสื้อผ้าบนตัวของอวิ๋นตั๋วตั๋วออกไปพลาง
ทันทีที่แม่นมถอดเสื้อผ้าที่เปียกชุ่มไปด้วยปัสสาวะออก อวิ๋นตั๋วตั๋วก็พลันรู้สึกเย็นวาบไปทั้งตัว
เพียงชั่วอึดใจต่อมา นางกลับสัมผัสได้ถึงฝ่ามือหยาบกร้านของแม่นมที่ฟาดลงมาเบา ๆ บนก้นขาวอวบอั๋นของนาง
แปะ!
ก้นน้อย ๆ ของนางรู้สึกเจ็บขึ้นมานิด ๆ เสียแล้ว
ไม่เอาน่า ไม่จริงใช่ไหม! ยายเฒ่าคนนี้เพิ่งจะหยิกแก้มนางไปหยก ๆ ตอนนี้ยังจะมาตีตูดกันอีกหรือ? แล้วเดี๋ยวต่อไปจะทำอะไรอีกเนี่ย?
นี่คนแก่เขารักและเอ็นดูเด็กกันด้วยวิธีแบบนี้อย่างนั้นหรือ?
“พวกเจ้าดูสิ แก้มกลม ๆ ย้วย ๆ ขององค์หญิงน้อยช่างดูมีน้ำมีนวลนัก มองปราดเดียวก็รู้เลยว่าต้องเป็นคนมีบุญวาสนามากแน่ ๆ เร็วเข้า พวกเจ้าขยับมาจับดูสิ จะได้สัมผัสรับบารมีไปด้วย!”
แม่นมคนนี้หลังจากที่ตีพุงลูบแก้มของอวิ๋นตั๋วตั๋วเสร็จแล้ว ก็ยังไม่ลืมที่จะกวักมือเรียกบรรดาพี่น้องแม่นมให้เข้ามารุมหยิกแก้มองค์หญิงน้อยด้วยกันอีก
โอ้โห! พวกท่านนี่ช่างเป็นพี่น้องที่รักใคร่กลมเกลียวกันเสียจริงนะ!
“มาแล้ว ๆ ไอหยา! แก้มเล็ก ๆ นี้นุ่มเด้งสู้มือดีจริง ๆ !” แม่นมอีกคนชะโงกหน้าเข้ามาอวิ๋นตั๋วตั๋ว ก่อนจะลงมือหยิกแก้มนางอย่างแรงไปหนึ่งทีด้วยความตื่นเต้นดีใจ
อวิ๋นตั๋วตั๋วเจ็บจนหน้าแดงไปหมด
ช่างร้ายกาจนัก! ความร้ายกาจนี้คงไม่มีใครเกินพวกท่านอีกแล้ว!
มาทำกับข้าแบบนี้ พวกท่านไม่กลัวหรือไงว่าพอข้าโตขึ้น จะพาพวกท่านไปปีนเขา แล้วจับถอดสายช่วยสายใจทิ้งน่ะ?
ฮึ! นี่น่ะหรือแม่นมผู้ทำงานรอบคอบและหนักแน่นที่ท่านลุงจ้าวอุตส่าห์หามาให้ดูแลข้า โตขึ้นเมื่อไหร่ข้าจะต้องไปถามท่านลุงจ้าวให้รู้เรื่องแน่ ๆ ว่าคำว่ารอบคอบหนักแน่นของเขามันแปลว่าอะไรกันแน่]
ถ้าเป็นในยุคปัจจุบันล่ะก็ คะแนนสอบวิชาการอ่านจับใจความของท่านลุงจ้าวต้องตกแน่นอน!
อวิ๋นตั๋วตั๋วได้แต่พูดไม่ออกบอกไม่ถูก นางเป็นแค่ทารกตัวน้อย ๆ ไม่ใช่พระพุทธองค์กลับชาติมาเกิด และไม่ใช่เทพธิดาผู้สูงศักดิ์ที่ร้อยปีจะมีสักคนเสียหน่อย จะเอาบุญวาสนาที่ไหนมาเผื่อแผ่พวกนางได้?
นางได้แต่แยกเขี้ยวยิงฟัน ในใจมีฝูงสัตว์นับหมื่นตัววิ่งพล่านด่าทอขรมไปหมด รีบ ๆ ใส่เสื้อผ้าให้ข้าสักทีสิ ข้าจะถูกมองจนพรุนไปหมดทั้งตัวแล้วนะ!
พวกท่านแค่ลูบ ๆ คลำ ๆ ก็พอเถอะ ทำไมถึงต้องลงไม้ลงมือหยิกแก้มตีก้นกันด้วย? ช่างไม่ยุติธรรมเอาเสียเลย!
อวิ๋นตั๋วตั๋วหลับตาลงอย่างจนใจ ในเมื่อไม่มีทางเลือก นางจึงจำต้องงัดเอาไม้ตายก้นหีบออกมาใช้ นั่นก็คือการแผดเสียงร้องไห้ลั่นไปทั่วตำหนัก
“แง! แง! แง!”
เมื่อเห็นว่าองค์หญิงน้อยร้องไห้ บรรดาแม่นมเฒ่าทั้งหลายก็เลิกวุ่นวายกับร่างกายของนางทันที พวกนางรีบเร่งมือสวมเสื้อผ้าให้องค์หญิงน้อยอย่างคล่องแคล่ว
อวิ๋นตั๋วตั๋วแลบลิ้นปลิ้นตาอยู่ในใจ ภาวนาให้ตนเองรีบโตจนพูดจาเป็นคำ ๆ ได้ชัดเจนไว ๆ จะได้สั่งห้ามพฤติกรรมงมงายไร้สาระของพวกแม่นมเหล่านี้เสียที
ค่ำคืนผ่านพ้นไปอย่างรวดเร็ว
ทว่าฟ้ายังไม่ทันสาง ภายนอกตำหนักหนานหยางกลับมีหิมะโปรยปรายลงมาอย่างหนักราวกับขนห่าน เพียงไม่ถึงครึ่งก้านธูป กระเบื้องเคลือบสีเขียวมรกตบนหลังคาตลอดจนขั้นบันไดหน้าตำหนักก็ถูกปกคลุมไปด้วยหิมะหนาเตอะ
ตำหนักที่เคยเป็นสีแดงชาด บัดนี้ถูกห่มคลุมไปด้วยสีเงินยวง ขาวโพลนบริสุทธิ์ไปทั่วทั้งอาณาบริเวณ แต่ภายในตำหนักเซี่ยวเยว่ เวลานี้กลับวุ่นวายโกลาหลไปหมด
สวินอวิ๋นเกอ ฮูหยินตระกูลจินกำลังเจ็บท้องใกล้คลอด นางกัดผ้าเช็ดหน้าในปากแน่น สีหน้าบิดเบี้ยวด้วยความเจ็บปวดทรมาน เหงื่อกาฬแตกพลั่กเต็มหน้าผาก สองมือจับมือของหมอตำแยเอาไว้แน่น ออกแรงเบ่งอย่างสุดกำลังเพื่อหวังจะผลักดันสายเลือดในครรภ์ให้ออกมา
“ออกแรงอีกนิดเจ้าค่ะ! ใกล้จะออกแล้ว!” หมอตำแยที่อยู่ข้าง ๆ คอยตะโกนให้กำลังใจสวินอวิ๋นเกอจนเสียงแหบเสียงแห้ง
เหล่านางกำนัลต่างยกอ่างน้ำเลือดออกไปอ่างแล้วอ่างเล่า พวกนางเดินขวักไขว่ไปมาด้วยสีหน้าตื่นตระหนกเร่งรีบ คอยเตรียมน้ำร้อนและผ้าขนหนูอุ่น ๆ ไว้ไม่ให้ขาด
“เป็นอย่างไรบ้าง?” จินเซียวหราน ประสานมือเข้าหากันแน่น ยืนรออยู่ด้านนอกด้วยความร้อนรนใจอย่างหนัก
หมอหลวงเดินสลับสับเปลี่ยนกันเข้าไปตรวจดูอาการ ทว่าแต่ละคนกลับเดินส่ายหน้าออกมา พร้อมกับเอ่ยประโยคเดียวกันว่า “ข้าน้อยจนปัญญาแล้วจริง ๆ คงต้องปล่อยให้เป็นไปตามประสงค์ของสวรรค์แล้วล่ะขอรับ”
“เจ้าเด็กบ้า! นี่ยังไม่ทันคลอดออกมาก็ริอ่านทรมานแม่ของเจ้าในครรภ์ขนาดนี้เลยรึ?” จินเซียวหรานโกรธจัดจนสบถด่าออกมาเสียงดังลั่น ต่อให้ไม่มีลูกคนนี้ เขาก็ยอม ดีกว่าต้องแลกกับชีวิตภรรยาของเขา นางจะต้องมีชีวิตอยู่ต่อไปให้ได้!
“คอยดูเถอะ ถ้าคลอดออกมาเมื่อไหร่ ข้าจะจัดการเจ้าให้เข็ด!” แม่ทัพหนุ่มร้อนใจจนเหงื่อแตกพลั่ก เขาเดินวนไปวนมาอยู่หน้าประตูตำหนักเซี่ยวเยว่อย่างกระวนกระวาย
เหล่าข้ารับใช้และหมอหลวงภายในตำหนักเซี่ยวเยว่ต่างพากันกลั้นหายใจ ไม่กล้าแม้แต่จะส่งเสียงดัง เพราะใคร ๆ ก็รู้ว่าท่านแม่ทัพจินเซียวหรานผู้นี้คือขุนศึกผู้ยิ่งใหญ่ที่ประจำการปกป้องชายแดนเหนือมานานนับสิบปี หากใครเผลอไปกระตุกหนวดเสือเข้า มีหวังได้กลายเป็นผีเฝ้าคมดาบของเขาโดยไม่รู้ตัวแน่
ดูท่าแล้ว เด็กคนนี้เกิดมาคงจะมีชะตากรรมที่ลำบากลำบนไม่น้อยเลยทีเดียว
ย้อนกลับไปตอนที่สวินอวิ๋นเกอตั้งครรภ์แรกและให้กำเนิด 'จินจิ่นจือ' การคลอดก็ไม่ราบรื่นนัก แต่เคราะห์ดีที่เด็กคลอดตามกำหนด แม้ช่วงแรกจะยากลำบากไปบ้าง แต่สุดท้ายทั้งแม่และลูกก็ปลอดภัยดี
ทว่าสำหรับครรภ์นี้ ถือเป็นการคลอดก่อนกำหนด นางเจ็บท้องทุรนทุรายมาค่อนคืนแล้ว แต่ก็ยังไม่มีวี่แววว่าเด็กจะคลอดออกมาเสียที
ในใจของจินเซียวหรานเวลานี้ทั้งโกรธทั้งร้อนรนจนแทบจะเป็นบ้า ทว่าสถานที่แห่งนี้คือวังหลวง เขาไม่สามารถอาละวาดใส่คนในวังได้ จึงทำได้เพียงขยี้ผมตัวเองอย่างหงุดหงิดงุ่นง่าน
หนึ่งชั่วยามผ่านไป
ในที่สุดเสียงที่ทุกคนรอคอยก็ดังเล็ดลอดออกมาจากห้องบรรทม!
“ออกมาแล้ว! คลอดออกมาแล้วเจ้าค่ะ!” เสียงร้องตะโกนด้วยความดีใจของหมอตำแยดังแว่วมาให้ได้ยิน หมอตำแยค่อย ๆ ประคองอุ้มทารกน้อยขึ้นมาอย่างเบามือ
คลอดแล้วหรือ?
จินเซียวหรานหัวใจพองโตด้วยความปีติยินดี แต่เขากลับไม่ได้ยินเสียงทารกร้องไห้เลยแม้แต่น้อย
หมอตำแยภายในห้องบรรทมเองก็สังเกตเห็นความผิดปกตินี้เช่นกัน ทารกที่จินฮูหยินเบ่งคลอดออกมา กลับไม่มีเสียงร้องเลยสักนิด
“เร็วเข้า! ขอดูหน่อย!” หัวใจของจินเซียวหรานกระตุกวูบไปอยู่ที่ตาตุ่มด้วยความตื่นตระหนก เขาไม่สนใจกฎเกณฑ์มารยาทใด ๆ อีกต่อไป ผลักประตูพรวดพราดเข้าไปในห้องบรรทมทันที
เขารีบล้างมือด้วยน้ำร้อน ถอดเสื้อคลุมตัวนอกออกเพื่อสลัดไอเย็นบนร่างกายทิ้ง ก่อนจะรีบสาวเท้าก้าวไปที่ข้างเตียงของภรรยาอย่างรวดเร็ว
“อวิ๋นเกอ เจ้าเหนื่อยหรือไม่?” จินเซียวหรานเอ่ยถามด้วยสีหน้าห่วงใยสุดซึ้ง สิ่งแรกที่เขามองหาไม่ใช่ลูก แต่เป็นสวินอวิ๋นเกอที่นอนหมดสภาพอยู่บนเตียง ใบหน้าของนางเต็มไปด้วยหยาดเหงื่อและเหนื่อยล้าจนแทบไม่มีเรี่ยวแรงแม้แต่จะพูด
“ข้าไม่เป็นไร” สวินอวิ๋นเกอส่ายหน้าเบา ๆ ตอนนี้นางเพียงแค่อยากเห็นหน้าลูกของตนเท่านั้น
“เอาลูกมาให้ข้าดูที” สวินอวิ๋นเกอเองก็ไม่ได้ยินเสียงลูกร้องไห้ ในใจของนางจึงเต็มไปด้วยความหวาดหวั่น
จินเซียวหรานคว้าตัวทารกน้อยมาจากมือหมอตำแย ก่อนจะฟาดฝ่ามือลงบนแผ่นหลังของทารกที่ถูกห่อหุ้มด้วยผ้าอย่างแรง!
เพียะ!
“ไอ้เด็กบ้า! เจ้าดูสิว่าเจ้าทรมานแม่ของเจ้าจนมีสภาพเป็นเช่นไร? เจ้าตัวแสบ! คอยดูเถอะว่าต่อไปข้าจะจัดการสั่งสอนเจ้าอย่างไร!”
บางทีอาจจะเป็นเพราะความเจ็บปวดจากแรงฟาด ทารกน้อยในอ้อมแขนของจินเซียวหรานจึงแผดเสียงร้องไห้ขึ้นมาในทันที
“แง แง” เสียงร้องนั้นดังขาดห้วงเป็นพัก ๆ บางครั้งก็แผ่วเบา บางครั้งก็ดังก้อง ร้องจนแทบจะขาดใจ
เมื่อสวินอวิ๋นเกอและหมอตำแยได้ยินเสียงทารกร้องไห้ออกมา ในที่สุดพวกเขาก็ถอนหายใจอย่างโล่งอก
“ท่านเบามือหน่อยสิ” สวินอวิ๋นเกอเอ็ดสามีอย่างไม่พอใจที่เขาลงไม้ลงมือกับทารกแรกเกิดแรงถึงเพียงนี้
“ท่านแม่ทัพเจ้าคะ นี่เป็นทารกหญิงนะเจ้าคะ เวลาลงมือต้องเบามือหน่อยนะเจ้าคะ” หมอตำแยที่อยู่ข้าง ๆ รีบเอ่ยเตือน หมอตำแยที่คอยทำคลอดให้กับเหล่าเชื้อพระวงศ์ในวังหลวงล้วนผ่านการทำคลอดทารกมานับไม่ถ้วน พวกนางย่อมรู้ดีว่าน้ำหนักมือแค่ไหนถึงจะเหมาะสม
“ขอแสดงความยินดีกับท่านแม่ทัพด้วยนะเจ้าคะ ที่ได้บุตรสาวสมความปรารถนา” หมอตำแยฉีกยิ้มกว้าง กล่าวคำอวยพรด้วยใบหน้าเปี่ยมสุข
บุตรสาว? จริงหรือ?
จินเซียวหรานยืนนิ่งอึ้งเป็นรูปปั้นไปชั่วขณะ เขาหูฝาดไปหรือเปล่า เด็กคนนี้เป็นเด็กผู้หญิงอย่างนั้นหรือ?
ชายหนุ่มรีบเลิกผ้าห่อตัวของทารกน้อยขึ้นเพื่อตรวจดูเบื้องล่างให้แน่ชัด ก่อนจะเบิกตากว้างและอุทานออกมาด้วยความตื่นเต้นสุดขีด
“เป็นเรื่องจริงด้วย! สวรรค์โปรด ข้าจินเซียวหรานมีลูกสาวแล้ว!”