ตอนที่ 4
เมื่อคืนเธอก็เข้าไปนอนในมิติห้อง เพราะหลังจากที่กินข้าวแล้วจึงได้กินยา หลังจากนั้นจึงได้รีบนอน เพื่อที่ร่างกายจะได้ฟื้นฟูได้เต็มที่ เช้านี้เมื่อตื่นขึ้นมา ทำให้รู้สึกว่าอาการเจ็บป่วยที่เกิดขึ้น ได้หายไปแล้ว เธอตื่นมาั้แ่เช้า เพื่อที่จะทำอาการในมิติกินก่อนที่จะออกไปด้านนอก เพราะเธอไม่รู้ว่า แม่เลี้ยงจะให้เธอกินอะไร หรือให้เธออดเหมือนกับที่ผ่านมาอีก การที่ได้อิ่มท้องไปก่อน น่าจะเป็การดี เช้านี้ เธอจึงทำข้าวต้มกิน เพราะร่างกายนี้คงต้องกินอาหารอ่อนๆ ไปก่อน แล้วค่อยๆ เปลี่ยนเป็ข้าว ทีหลัง
หลังกินข้าวเสร็จแล้ว จึงจัดการอาบน้ำ เปลี่ยนเสื้อผ้า และออกไปด้านนอก เพื่อที่จะได้ออกไปทำอาหาร ให้ทุกคนได้กิน ตอนนี้พ่อของเ้าของร่างไม่อยู่บ้าน เพราะไปรับจ้างทำงาน หลายวันถึงจะกลับ สองแม่ลูกจึงได้ใช้งานเธอหนักกว่าตอนที่พ่ออยู่มาก เพราะแม้แต่ของส่วนตัวเธอยังต้องทำให้เลย แต่ด้วยความที่เ้าของไม่อยากมีเื่จึงยอมทำตาม
เดินออกจากห้อง แล้วเดินไปที่ห้องครัว และสำรวจดูว่ามีอะไรที่พอจะทำให้ได้บ้างหรือเปล่า แต่ที่เห็น มีเพียงข้าวที่เหลือไม่มาก กับไข่อีกสามฟอง เธอจึงต้มข้าวต้มให้เละ ใส่เกลือและตอกไข่ลงไป หนึ่งฟอง ใส่น้ำให้เยอะหน่อย เพื่อที่จะได้ข้าวออกมาเยอะๆ และไปเก็บผักที่หลังบ้านมาผัดอีกจาน เท่านี้ก็พอแล้วสำหรับอาหารเช้านี้
"ดีนะลุกออกมาได้เสียที นึกว่าจะสำออยอยู่ในห้องอีก ป่วยนิดป่วยหน่อย ทำแกล้งเป็นอนซม"
ลี่อิน คิดว่าแม่เลี้ยงนี่ มาถึงก็ปากดีเลย ไม่รู้ว่าเคยมีคำพูดดีๆ ออกมาจากปากบ้างหรือเปล่า แต่ก็ไม่ได้พูดอะไร เพราะไม่อยากจะมีเื่ แต่ถ้าทนไม่ได้ก็ไม่คิดจะยอมเหมือนกัน
"ฉันทำอาหารเสร็จแล้ว หลีกไปค่ะ ฉันจะไปทำอย่างอื่นแล้ว" พูดมากน่ารำคาญที่สุดเลย
"จะไปไหน ทำไมถึงไม่จัดโต๊ะให้ฉันก่อน"
"ถ้าทำให้ขนาดนี้แล้ว ไม่มีปัญญาตักกินเอง ก็รออยู่ตรงนั้นล่ะค่ะ เดี๋ยวข้าวมันก็ลอยมาหาเอง"
ว่าจะไม่พูดแล้วนะ แต่อดไม่ได้ ตื่นมาก็แหกปาก ในเมื่อแหกปากได้ แต่กลับหาข้าวกินเองไม่ได้ จะยอมหิวก็แล้วแต่ ใครจะไปสนใจกัน ไม่ใช่ท้องของเราเสียหน่อย พูดเสร็จ เธอก็เดินออกจากบ้าน เพื่อที่จะตักน้ำ โดยไม่ได้สนใจเลยสักนิดว่าจะทำสีหน้ายังไง
เลี่ยงหรู ที่ถูกว่าให้ก็โมโหจนพูดอะไรไม่ออกได้แต่ยืนหน้าดำหน้าแดงอยู่ที่ครัว และมองตามคนที่ทำให้โมโหไปจนลับสายตา เธอโมโห จนไม่สามารถนึกคำด่าได้ทัน พอนึกได้คนก็ไม่อยู่ให้ด่าแล้ว
"นังลี่อิน แกกลับมานี่เลยนะ นังบ้า วันนี้แกเป็บ้าอะไรของแก ทำให้ฉันโมโหแต่เช้าเลย อย่ากินข้าวเช้าเลยนะ โอ๊ย...โมโห"
"แม่ยืนบ่นอะไรตรงนี้ค่ะ แล้วอาหารเสร็จแล้วหรือยัง หนูหิวแล้ว ทำไมถึงยังไม่ตั้งโต๊ะอีก"
ไม่เข้าใจว่าแม่ทำหน้าเหมือนกับโกรธใครอยู่ แต่มองจนทั่วแล้วก็ไม่เห็นใครสักคน จึงไม่เข้าในแม่สักเท่าไร
"ก็นังลี่อิน น่ะสิ ทำให้แม่โมโห ั้แ่เช้าเลย บอกให้มันตั้งโต๊ะ มันกลับย้อนแม่ว่าทำให้กินแล้ว ถ้าตักกินเองไม่ได้ก็ไม่ต้องกิน แล้วจะไม่ให้แม่โมโห ได้ยังไง"
ยิ่งคิดถึงตอนที่มันลอยหน้าลอยตาตอบ ยิ่งอยากจะเข้าไปตบ แต่ตอนนั้นโมโหเกินกว่าที่จะคิดออกมาได้ แต่ว่าทำไมมันเหมือนกับไม่ใช่นังลี่อินคนเดิมเลยล่ะ ปกติมันเคยที่จะเอ่ยปากเสียที่ไหน พูดด้วยมันยังไม่ยอมพูดด้วยเลย แล้วเื่ที่จะเถียงจึงไม่มีทาง แต่วันนี้มันกล้าที่จะเถียงเธออย่างไม่ได้เกรงกลัวเลยสักนิด เธอยิ่งคิดก็ยิ่งสงสัย
"จริงหรือคะแม่ แม่หูเพี้ยนไปแล้วหรือเปล่า อย่างนังลี่อินเนี่ยนะ ที่จะเถียงแม่ ถ้าบอกว่าแม่ด่ามันฝ่ายเดียวหนูจะเชื่อได้มากกว่าเสียอีก"
"จริงสิ แม่เองยังอดสงสัยไม่ได้เลย เพราะมันไม่เคยทำอย่างนี้เลยสักครั้งเดียว"
"แม่ หรือว่ามันจะถูกผีเข้า"
"แกจะพูดเสียงดังไปทำไม แล้วอย่าพูดอย่างนั้นออกมาอยากจะถูกจับไปหรือยังไงกัน เข้าไม่ให้เชื่อเื่งมงาย เื่ภูตผี แกนี่จะหาเื่ซวยเข้าบ้านแล้วหรือไง"
"ก็แม่ว่ามันเปลี่ยนไปนี่นา ฉันก็คิดได้อย่างเดียวแล้วล่ะ"
"เื่มันเปลี่ยนไปก็แค่นิสัย แต่ตัวมันก็ยังเหมือนเดิมนี่นา แล้วแกจะกินหรือเปล่าข้าว ถ้ากินก็มาช่วยกันยกไปเสียสิ คงไม่คิดว่าจะใช้ให้แม่ทำให้หรอกนะ"
เธอมองลูกสาวที่มีนิสัยเหมือนกับเธอมากเกินไป จนบางครั้งก็อดที่จะเป็ห่วงไม่ได้ ถ้าแต่งงานเข้าบ้านคนอื่นไป ค้นไม่พ้นถูกกดดัน ต้องหาบ้านที่ไม่มีผู้าุโเหลืออยู่ ถึงจะอยู่ได้
"โธ่แม่ แค่นี้เองหนูช่วยก็ได้ แล้วมีอะไรกินบ้างคะ"
"ไม่รู้เหมือนกัน แม่ก็ยังไม่ได้ดูเลย"
ส่วน กุ้ยลี่อิน ที่ตอนนี้ตักน้ำจากบ่อบาดาล เพื่อที่จะเติมให้เต็มตุ่ม และคิดว่าจะทุ่นแรง โดยการเอาน้ำในมิติเติมใส่โอ่งให้เต็ม ถ้าขืนให้เธอแบกไปแบกมา คงจะล้มไปเสียก่อน ก็ดูร่างนี้สิ บอบบางขนาดนี้ คงหิ้วได้ทีละน้อยๆ แน่เลย และเธอคิดว่าพวกเขาน่าจะกำลังกินอาหารกันอยู่คงจะไม่มีคนมาเห็นเธออย่างแน่นอน
เมื่อตักน้ำเสร็จแล้ว จึงได้เดินไปเก็บฟืน แถวๆ ตีนเขา เพราะจะได้แบกไกลๆ ถ้าแบกไกลกว่านี้คงจะไม่มีแรงอย่างแน่นอน และเมื่อกำลังเก็บฟืนอยู่นั้นก็มีคนเข้ามาทักเธอด้วยความห่วงใย
"หนูลี่อิน ไม่เห็นหลายวันเลย ไปไหนมาหรือ"
"ป้าจางลี่ ฉันไม่สบายน่ะค่ะ จึงไม่สามารถออกไปไหนได้ เพิ่งจะค่อยยังชั่ว จึงได้ออกมาหาฟืนน่ะค่ะ"
"ป้าก็คิดเอาไว้แล้วว่าหนูต้องไม่สบาย แล้วหายดีแล้วแน่หรือ หน้ายังซีดเซียวอยู่เลย ไม่พักอีกสักวัน"
"โธ่ป้าคะ แค่นี้เองหนูทำได้ ป้าก็รู้ที่บ้านของหนูไม่เหมือนบ้านอื่น ถ้าหนูไม่ทำงานก็ไม่ได้กินอาหารหรอกค่ะ"
"แล้ววันนี้ได้กินอะไรมาบ้างหรือยัง ถ้ายังไม่ได้กิน ไปกินที่บ้านป้าก่อนก็ได้ จะได้มีแรงทำงาน เลี่ยงหรู ใจดำไม่เคยเปลี่ยนเลยจริงๆ หนูก็อย่ายอมให้มันมากนัก อะไรกินได้เราก็กิน ไม่อย่างนั้นไม่มีแรงทำงานกันพอดี"
"หนูรู้แล้วค่ะ วันนี้หนูแอบกินก่อนที่พวกเขาจะตื่นแล้วล่ะค่ะ ป้าไม่ต้องห่วง แล้ววันนี้ป้าจะเข้าป่าหรือคะ"
"ใช่แล้ว ป้าว่าจะเข้าไปหาของป่าเสียหน่อย เผื่อ จะมีผักป่าให้เก็บได้บ้าง"
"ค่ะ อย่างนั้นป้าก็ไปเถอะค่ะ เดี๋ยวจะสาย จะไม่ทันคนอื่น"
"จริงด้วย อย่างนั้นป้าไปก่อนนะ"
"ค่ะป้า"
หลังจากป้าจางลี่ไปแล้ว ลี่อินจึงได้เก็บฟืนต่อจนได้พอที่จะแบกกลับบ้านได้ จึงได้พอ และแบกกลับบ้าน เมื่อมาถึงบ้านก็เจอกับสองแม่ลูกมหาภัย เหมือนกับว่าจะรอหาเื่เธออย่างนั้นล่ะ งานการก็ไม่ช่วยทำ ยังเอาแต่คอยหาเื่อีก เป็โรคจิตหรือยังไงกัน
"แหม หายไปตั้งนานได้ฟืนมาแค่นี้ ออกไปอู้เสียมากกว่า"
"ใช่แล้ว ไม่รู้หรือว่ายังมีเสื้อผ้า ในห้องของฉันที่ยังไม่ได้ซัก ไปเก็บเอามาซักให้ฉันด้วย"
"ฉันจะไปนานหรือไม่นาน แต่สุดท้ายก็ยังได้ฟืนกลับมา และยังมีประโยชน์อยู่บ้าง ดีกว่าพวกไม่ทำงาน เอาแต่พูดสิ่งเน่าๆ ออกมาทั้งวัน ช่างเหม็นเหลือเกิน ไร้ประโยชน์สิ้นดี แล้วเสื้อผ้าของตัวเอง ไม่มีปัญญาซักเองก็เอาไว้ให้มันเน่าคาห้องนั่นล่ะ โตเป็ควายแล้วยังซักเองไม่เป็อีกหรือไง สงสัย แม่ไม่สั่งสอน แต่ก็ไม่ใช่นะ ขนาด หรง หรง อายุ 10 ขวบยังซักผ้าเองเป็เลย"
"นี่นังลี่อิน แกว่าฉันหรือ แม่วันว่าฉัน ฉันไม่ยอมนะ"
"เอ้า นึกว่าชมอยู่หรือไง ก็ว่าให้น่ะสิ"
"มันจะมากไปแล้วนะนังลี่อิน ลูกฉันบอกให้ทำอะไรก็ทำไปเถอะ จะพูดมากอยู่ทำไม"
"ก็เพราะมีแม่อย่างนี้ไง ไม่สั่งสอนลูกยังจะส่งเสริมลูกให้ทำผิดอีก ฉันเลยต้องเสียสละตัวเองสั่งสอนให้ ต้องขอบคุณฉันนะคะ ไม่ใช่มาว่าให้อย่างนี้"
"แต่ว่ามันหน้าที่แก ทำไมฉันต้องทำเองด้วย"
"ก็แล้วแต่เธอไม่ได้เกี่ยวกับฉันเสียหน่อย หลบไปฉันจะทำงาน ไม่มีเวลามาฟังเื่ไร้สาระอย่างนี้หรอกนะ แล้วก็อย่าหวังที่จะให้ฉันซักผ้าให้เด็ดขาด เพราะฉันไม่ทำ"
พูดเสร็จก็เดินจากไปพร้อมกับมัดฟืน ทำให้สองแม่ลูกที่ตอนนี้โมโห จนหน้ามืดหมดแล้ว เพราะคนที่เคยสั่งอะไรก็ได้ทุกอย่างตอนนี้กลับไม่ยอมที่จะทำตาม และยังมายืนเถียงขอเป็เอ็น และยังไม่พอ ยังบังอาจที่จะมาสั่งสอนเธอสองแม่ลูกอีก ยิ่งคิดก็ยิ่งเจ็บใจ จนไม่สามารถพูดอะไรออกมาไม่ได้ในตอนนี้
"แม่ นังลี้อิน มันเป็บ้าไปแล้วใช่ไหม"
( ฝากติดตามด้วยนะคะ )