ท่ามกลางความเงียบงันหลังจอมอสูรถอยร่นไปท้องฟ้าท้ายสำนักเมฆาเริ่มเปลี่ยนเป็สีครามสว่าง เฒ่ากู่นั่งสงบนิ่งอยู่บนโขดหินแววตาที่เคยมองดูเหมือนคนชราขี้เมาบัดนี้กลับประกายกล้าดุจเทพจำแลงเขากวักมือเรียกเหยียนซานให้มานั่งลงตรงหน้า
"เหยียนซาน... เ้าผ่านมาแล้ว 2ขั้นเพื่อกายอรหันต์ของเ้า เฒ่ากู่เริ่มกล่าว "กายของเ้าคือ 'ดิน' ที่เราหลอมจนแข็งแกร่งดุจวัชระอัฐศิลาลมปราณในกายเ้าคือ 'น้ำ'ที่ลื่นไหลแต่ทรงพลังบดขยี้ใต้วังน้ำวนบัดนี้ถึงเวลาที่เ้าต้องเรียนรู้วิถีที่สาม... ธาตุลม"
เหยียนซานขมวดคิ้ว"ธาตุลมหรือครับอาจารย์? ข้าต้องดำน้ำหรือนั่งสมาธิกลางพายุอีกหรือไม่?"
เฒ่ากู่หัวเราะเบาๆ"ลมไม่ใช่สิ่งที่เ้าจะเอาตัวไปกระแทกใส่มันเหมือนหินหรือไหลไปตามมันเหมือนน้ำ แต่ลมคือ 'ความว่างเปล่า'เ้าต้องเรียนรู้ที่จะทำตัวให้เบาดุจขนนกแต่รวดเร็วดุจสายฟ้าฟาด"
เฒ่ากู่เริ่มเล่าเื่ราวที่เหยียนซานไม่เคยรู้...เื่ของ 'นางจงลี่'มารดาของเขาผู้มีจิตใจบริสุทธิ์ นางไม่ได้ถูกฆ่าเพียงเพราะโชคชะตาแต่เพราะนางคือผู้ถือครอง 'ดวงจิตวายุบริสุทธิ์' ซึ่งเป็กุญแจสำคัญในการกำจัดจอมอสูระฟ่านิหลงที่บำเพ็ญมารจนกายเป็ะนั้นมีจุดอ่อนเพียงอย่างเดียวคือการโจมตีที่รวดเร็วจนกฎแห่งเวลาไม่อาจตามทัน
"แม่ของเ้าสละดวงจิตนั้นเพื่อคุ้มครองเ้าในวันที่จอมมารบุกสังหารบัดนี้พลังนั้นซ่อนอยู่ในกระดูกของเ้า... รอเพียงการปลุกให้ตื่น"
เฒ่ากู่ลุกขึ้นยืนพลางชี้ไปยังยอดเขาสูงชันที่ยอดแหลมทิ่มแทงก้อนเมฆ"จงขึ้นไปบน 'ยอดผาไร้ลักษณ์'ที่นั่นลมแรงจนแม้แต่นกอินทรีย์ยังบินผ่านไม่ได้เ้าต้องนั่งสมาธิอยู่บนปลายยอดสนที่เอนไหวตามลม หากใจเ้าสงบจนน้ำหนักกายหายไปเมื่อนั้นเ้าจะเข้าใจวิถีแห่งลม"
เหยียนซานรับคำสั่งทันทีเขาปีนขึ้นสู่ยอดผาที่สูงชันที่สุดลมกรรโชกแรงแทบจะพัดร่างเขาให้ร่วงหล่นสู่ก้นเหว แต่ด้วย 'กายวัชระอัฐศิลา'เขาจึงมั่นคงดุจูเา เขาค่อยๆหย่อนกายลงนั่งบนปลายกิ่งสนที่เล็กเรียวที่สุด
ใน่แรกกิ่งไม้หักสะบั้นร่างเขาร่วงหล่นนับครั้งไม่ถ้วน แต่เฒ่ากู่ไม่ได้ยื่นมือช่วยเขาเพียงะโบอกว่า "อย่าต่อต้านลมจงเป็ส่วนหนึ่งของมัน!"
หนึ่งราตรีผ่านไป...เหยียนซานเริ่มเข้าสู่สภาวะว่างเปล่า เขาลืมเื่น้ำหนักตัว ลืมเื่ความเ็ปลมปราณในกายที่เคยไหลลื่นดุจน้ำเริ่มแปรสภาพเป็พายุหมุนวนรอบจุดตันเถียนร่างของเขาค่อยๆ ลอยตัวขึ้นจากกิ่งสนอย่างช้าๆ... ไม่ใช่เพราะเขาะโแต่เพราะกระแสลมเบื้องล่างโอบอุ้มเขาไว้ดุจบุตรในอ้อมกอด
"ข้า... ทำได้แล้ว!" เหยียนซานลืมตาขึ้นเขาพบว่าตนเองกำลังลอยเด่นอยู่กลางอากาศ ท่ามกลางหมู่เมฆ ทันทีที่เขาสะบัดเท้าร่างเขาก็พุ่งทะยานไปข้างหน้าดุจลูกธนูที่หลุดจากคันศรความเร็วของเขาเหนือกว่านิมิตของปุถุชนไปไกลโข
"ดีมากเหยียนซาน!"เสียงเฒ่ากู่ดังกังวานมาจากเบื้องล่าง "ด่านที่สาม 'วายุอรหันต์'สำเร็จแล้ว! บัดนี้เ้ามีความแข็งแกร่งของดิน ความลื่นไหลของน้ำและความเร็วของลม... ขาดเพียงอย่างเดียวที่จะหลอมรวมทุกอย่างให้เป็หนึ่ง"
“เ้ารอช้าไม่ได้ด่านสุดท้ายเ้าต้องผ่านเพลองลมปราณแต่เพลิงนี้ต้องมาจากห้าเซียนของสำนักเมฆาเ้าเตรียมตัวเดินทางเพื่อผ่านด่านสุดหิน ที่ยากเข็ญไม่แพ้จอมมารเลยทีเดียว”