ผู้หญิงสวมชุดกระโปรงยาวสีเหลืองเดินมา เธอผมยาวประบ่า ทาปากสีชมพูสวย ความสวยระดับที่แม้แต่บุปผายังชวนมอง
คนอื่นอาจตะลึงความงามของเธอ แต่ผมไม่!!
ไม่ใช่ผมเป็นเกย์หรอกนะ ไอ้นี่มันยัยอิ๊ง!
อิ๊งเดินมาเห็นผมก็หยุดชะงัก ทำตาโตตะลึง ผมเองก็ไม่ต่างจากเธอนัก ขณะที่เธอจะอ้าปาก ผมรู้แกวเธอเพราะโดนมาหลายครั้งแล้ว
ผมรีบกระโดดเอามือไปปิดปากเธอไว้
“จะเสียงดังทุกที่เลยหรือไง?”
ยัยอิ๊งส่งเสียงอู้อี้รีบดิ้น ตอนนี้ยังไม่มีใครสังเกตการกระทำของผม ผมจึงบอก
“ถ้าคุณด่าผมอีก ผมจะทำให้คุณอายบ้าง”
ยัยอิ๊งยังดิ้นไม่หยุด ผมเลยขู่
“ผมจะจูบคุณนะ!”
ร่างยัยอิ๊งที่ดีดดิ้นหยุดกึกทันที ผมปล่อยมือจากปากยัยอิ๊ง เธออ้าปากจะด่าผม แต่ผมรีบบอก
“เอาสิ ผมฟ้องหมิ่นประมาทคุณแน่”
ยัยอิ๊งรีบเงียบปากลง ผมกับเธอยืนจ้องตากัน ยัยอิ๊งพูดขึ้นก่อน
“ทำไมฉันถึงเจอกับแกทุกที่นะ”
“ทำยังกับผมอยากเจอคุณยังงั้นแหละ”
“เธอมาทำอะไรที่นี่ จะมาเกาะแกะแม่ฉันอีกสินะ” ยัยอิ๊งตอบ
“แม่คุณก็มาเหรอ?”
ยัยอิ๊งเงียบ เธอคงรู้แล้วว่าผมไม่รู้ว่าแม่เธอจะมา ได้ยินยัยอิ๊งพูด
“เลิกยุ่งกับแม่ฉันได้ไหม?”
“แม่คุณเป็นลูกค้าบริษัทผม ผมก็คุยแต่เรื่องงานเท่านั้นแหละ”
ยัยอิ๊งทำหน้าเหมือนไม่เชื่อ ไม่นานก็มีผู้ชายคนหนึ่งถือแก้วไวน์เดินมา เป็นผู้ชายที่เดินกับอิ๊งที่ห้างชื่อว่าธีร์
ธีร์จ้องมองมาที่ผมอย่างประหลาดใจ อิ๊งก็บอกว่า
“พี่ธีร์ ผู้ชายคนนี้แกล้งอิ๊ง”
อ้าว ยัยอิ๊งอยู่ดีๆ ใส่ร้ายผมซะงั้น
พี่ธีร์จ้องมองผม จากนั้นถามอิ๊งว่า
“แกล้งอะไร”
“มันขู่อิ๊ง”
“ขู่ว่า?”
ยัยอิ๊งทำท่าทางจะพูดแต่ก็ไม่กล้าพูด ผมจับจุดได้ละ ยัยนี่ไม่กล้าพูดเรื่องเกี่ยวกับพวกเรื่องใต้สะดือ ผมเลยรีบฉวยโอกาส
“ผมไม่ได้ทำอะไรเลยนะ คุณอิ๊งมาถึงก็ด่าๆ ผมเหมือนกับตอนทำที่ห้าง”
พี่ธีร์ส่ายหน้า จากนั้นพูดว่า
“อิ๊งเลิกโวยวายใส่คนอื่นซะที”
“ทำไมพี่ธีร์พูดแบบนี้?” อิ๊งถาม
พี่ธีร์ตอบว่า “ก็เราอะ ชอบโวยวายเอาแต่ใจ พี่บอกให้เราแก้นิสัยนี้ก็ไม่แก้”
อิ๊งชักสีหน้าไม่พอใจ แถมเสียงดัง
“พี่ธีร์เข้าข้างคนอื่นตลอด ไม่เคยเข้าข้างอิ๊ง”
พี่ธีร์เสียงเข้ม
“งานเลี้ยงคนเยอะแยะ เสียงดังทำไม”
“พี่ธีร์กลัวแต่เสียหน้า ไม่เคยกลัวอิ๊งเสียใจ”
ผมมองไปมองมา ยัยอิ๊งจากทะเลาะกับผมกลายเป็นทะเลาะกับแฟนเธอซะงั้น คนชื่อธีร์คนนี้จริงๆ ไม่รู้จักผม แต่กลับพูดจาเข้าข้างผม สงสัยคงทะเลาะกับยัยอิ๊งบ่อยจนเอือมระอาล่ะมั้ง
ก็แน่ล่ะ นิสัยเอาแต่ใจขนาดนี้
ยัยอิ๊งเสียงดังไม่เลิก จนคนเริ่มหันมามองมากขึ้น คุณธีร์สั่งให้เธอเงียบเธอก็ยิ่งเสียงดัง
คุณลิซ่าเดินมาอีกคราวนี้เดินมาพร้อมกับคุณหญิงวิมลรัตน์แม่ยัยอิ๊ง
“ธีร์เกิดอะไรขึ้น” คุณลิซ่าถาม
“คุณน้า” ธีร์รีบเรียก
ยัยอิ๊งรีบฟ้อง “คุณน้า พี่ธีร์ไม่เข้าใจอิ๊ง”
คุณลิซ่าเดินเข้าไปจับมืออิ๊ง
“คนเราคบกันก็ต้องมีไม่เข้าใจกันบ้าง ใจเย็นๆ ก่อนดีไหม”
“พี่ธีร์เอะอะก็ชอบโทษว่าอิ๊งผิด”
“บางทีผิดถูกไม่ใช่เรื่องที่ใครจะมาชี้ได้หรอก มีแต่เรารู้ว่าตัวเราทำอะไรอยู่” เอายังงี้ เดี๋ยวน้าบอกธีร์ให้ดีไหมจ๊ะ” ลิซ่าตอบ
ยัยอิ๊งพยักหน้า คุณลิซ่าคนนี้ดูมีอิทธิพลไม่น้อย เข้ามาถึงก็จัดการเรื่องราวได้ราบเรียบ
“มล เธอดูแลลูกด้วย” ลิซ่าบอก
คุณหญิงวิมลรัตน์รีบมาจูงมือยายอิ๊งไป โดยไม่ได้ทักทายผมเลย
คุณลิซ่าหันไปบอกคุณธีร์ “ธีร์ น้องเค้ายังเด็ก มีอะไรก็ค่อยๆ พูด ถ้าน้องเค้าเอาแต่ใจเราก็เงียบไว้ ยิ่งเถียงยิ่งไม่จบ ถ้าจะสอนน้องเค้า ให้หาเวลาดีๆ คุยกันจะดีกว่า”
“ครับ” ธีร์รับคำ
“แล้วกองทุนที่เราดูแลเป็นยังไงบ้าง” ลิซ่าถาม
“ช่วงนี้ตลาดหุ้นตก ไม่ค่อยดีเท่าไรครับ”
“เป็นผู้จัดการกองทุนก็ยากแบบนี้แหละ แต่น้ารู้ว่าสักวันหุ้นก็ต้องกลับมาเป็นขาขึ้นรอบใหม่ ถึงเวลานั้นน้าจะช่วยเธออุดหนุนซื้อหน่วยลงทุนเก็บไว้”
ธีร์รีบอกขอบคุณ
ผมอดสังเกตธีร์คนนี้อย่างละเอียดไม่ได้ หนุ่มร่างสูงคนนี้น่าจะอายุไม่เกินสามสิบ อายุแค่นี้เป็นถึงผู้จัดการกองทุนเหรอเนี่ย
ในประเทศไทย คนเล่นหุ้นในตลาดหุ้นมี 4 ฝ่าย
1. นักลงทุนรายย่อย ก็คนทั่วไปนี่แหละ ไม่ว่าเงินเยอะเป็นร้อยล้านหรือเงินน้อยแค่หลักพันหลักหมื่นก็ถือว่าเป็นนักลงทุนรายย่อย การเล่นหุ้นก็แล้วแต่สไตล์ บางคนเล่นสั้นวันสองวัน บางคนถือยาวหลายปีเอาปันผล เน้นการเติบโตระยะยาว
2. กองทุน เป็นผู้มีอิทธิพลต่อหุ้นไทยมาก กองทุนจะระดมทุนจากนักลงทุนรายย่อยที่เล่นหุ้นไม่เป็นหรือไม่อยากเล่นหุ้นเองมาซื้อหุ้น เงินกองทุนบางทีมาจากพวกกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการซึ่งมีเม็ดเงินไหลเข้ามาเป็นแสนๆ ล้านต่อปี เนื่องจากเงินกองทุนแต่ละกองมีตั้งแต่พันล้านไปจนถึงหลักหมื่นล้าน ทำให้เวลาเข้าซื้อหุ้นตัวไหน หุ้นตัวนั้นในระยะสั้นมักจะขึ้นเกือบแน่นอน หากกองทุนร่วมมือกันทำราคาหุ้น สามารถทำให้หุ้นขึ้นลงเป็นร้อยๆ จุดได้สบาย
3. นักลงทุนต่างชาติ คนพวกนี้อาจเป็นคนต่างชาติจริงๆ ไม่ว่าจะเป็นฝรั่ง คนเอเชียก็ได้ หรือจะเป็นคนไทยไปเปิดบัญชีต่างประเทศปกปิดชื่อตัวเองก็ถือว่าเป็นต่างชาติ แต่ถ้าเป็นพวกต่างชาติจริงๆ จะมีเงินไม่อั้นมีเงินหลายแสนล้าน เวลามาลงทุนหุ้นที หุ้นจะขึ้นเป็นร้อยๆ จุดเลย ช่วงนั้นหุ้นจะขึ้นแทบทุกวันติดต่อกันเป็นเดือน ๆ ใครจับจังหวะนั้นได้ทันได้กำไรกันง่ายมาก
4. บริษัทหลักทรัพย์ คือพวกโบรกเกอร์มาเล่นหุ้นเอง กำไรขาดทุนบริษัทกับโบรกเกอร์ก็รับไป พวกนี้ลงทุนกำไรแป๊บๆ ก็ออกแล้ว ไม่ได้มีผลทำให้หุ้นขึ้นลงในระยะยาวมากเท่าไร คุณวรเดชเองก็เป็นเจ้าของบริษัทหลักทรัพย์
คุณธีร์เป็นผู้จัดการกองทุน แสดงว่าคุมเม็ดเงินในมือขั้นต่ำๆ ก็หลักพันล้าน ซึ่งถือว่าน่าสนใจมาก ผมรีบแนะนำตัวต่อคุณธีร์เลย
“ผมพล็อต เป็นมาร์เก็ตติ้งบริษัทหลักทรัพย์วิทยทรัพย์ครับ”
คุณธีร์พยักหน้ายิ้มรับ
“ผมธีร์เป็นผู้จัดการกองทุนไทยสตาร์ครับ”
ผมเพิ่งเข้าตลาดหุ้นมาไม่นาน ไม่แน่ใจกองทุนไทยสตาร์เป็นกองทุนใหญ่แค่ไหน ไว้ผมจะไปหาข้อมูลใน google ภายหลัง
ผมกับคุณธีร์คุยกันได้สักพักหนึ่งคุณธีร์ก็ขอตัว จากการคุยทำให้ผมทราบว่าคุณธีร์เป็นหลานแท้ๆ ของคุณลิซ่า แม่ของคุณธีร์เป็นพี่สาวของคุณลิซ่า
ผมเห็นคุณวรเดชคุยกับนักลงทุนต่างชาติอยู่ก็ไม่อยากกวน จึงเดินไปรอบๆ งานเลี้ยง เห็นเหล่านักธุรกิจทั้งไทยและต่างชาติคุยกัน เสียดายผมเป็นคนไม่มีชื่อเสียง ไม่งั้นผมคงหาผลประโยชน์จากนักธุรกิจพวกนี้ได้ไม่น้อย
เวลาประมาณราวสักสี่ทุ่ม ผมกับคุณวรเดชก็ออกจากงานเลี้ยง ระหว่างนั่งอยู่ในรถเราก็คุยกัน
“คุณวรเดชจะจัดการจิ้งจอกเฒ่ายังไงครับ”
คุณวรเดชหัวเราะ “ไอ้จิ้งจอกเฒ่าตัวนี้มันนึกว่ามันแน่ แต่มันยังลืมอย่างหนึ่ง”
“อะไรเหรอครับ”
“เราซื้อหุ้น IE ของมัน ปั่นราคาให้ขึ้นไปสูงๆ ใช่ไหม?”
“ครับ แล้ว?”
“ธีรโรจน์ก็เลยเทขายหุ้นตัวเองลงมาเพื่อทำกำไร มันรอซื้อหุ้นตัวเองคืนตอนราคาถูกๆ”
“ใช่ครับ”
“ในเมื่อมันรอราคาหุ้นของมันตก ฉันก็จะทำให้มันตกลงไปเรื่อยๆ”
“ทำไมล่ะครับ แบบนี้ก็ยิ่งเข้าแผนธีรโรจน์ไม่ใช่เหรอ มันรอซื้อหุ้นราคาถูกอยู่นี่”
คุณวรเดชยิ้ม“ฉันจะทำให้หุ้นมันตกจนต้องร้องขอชีวิต!!”
เช้าวันต่อมาหลังงานเลี้ยง ผมก็ไปทำงานตามปกติ พอตลาดหุ้นเปิด หุ้น IE จากราคา 1.38 บาท ตกมาเรื่อยๆ จนเหลือเพียงแค่ 1.30 บาท สงสัยคุณธีรโรจน์ยังสั่งเทขายหุ้นตัวเองไม่หยุด คุณวรเดชเดินมาที่ห้องทำงานพวกผมพูดขึ้น
“คุณนิค โทรหาบริษัทพันธมิตรเราทุกบริษัท ขอยืมหุ้น IE มา ต้นทุนเท่าไรฉันไม่สน”
พี่นิคหัวหน้าโบรกเกอร์รีบรับคำ รีบโทรหาบริษัทพันธมิตรเพื่อขอยืมหุ้น IE มา ไม่นานเอกสารขอยืมหุ้นก็ส่งมาผ่านมาทางเครื่องแฟ็กซ์ พี่นิคเข้าห้องคุณวรเดชเพื่อให้เขาเซ็นชื่อเอกสารขอยืมหุ้นและให้คนขับรถมอเตอร์ไซค์ไปส่งเอกสาร
สี่วันต่อมา ผม พี่หลิน หัวหน้าแผนกอีกหกคน เข้าห้องประชุมพร้อมกับคุณวรเดช ในห้องประชุมมีจอมอนิเตอร์ใหญ่สามจอ จอข่าวรายงานภาวะตลาดหุ้น ราคาหุ้นขึ้นลงแบบเรียลไทม์ และกราฟราคาหุ้น
ตอนนี้หุ้น IE ยังคงตกต่อเหลือ 1.25 บาท ซึ่งตกไม่ค่อยมากเหมือนตอนแรก แสดงว่าแรงขายหมดไปเยอะแล้ว
คุณวรเดชพูด “คุณนิค เรายืมหุ้นคนอื่นมาได้เท่าไร?”
“แปดสิบล้านหุ้นครับ ตกลงราคายืมที่ราคา 1.40 บาท” พี่นิคบอก
“เทขายให้หมด!!” คุณวรเดชบอก
พวกผมใจหายวาบ เฮ่ย จะบ้าเหรอ ยืมหุ้นเขามาที่ราคาหนึ่งบาทสี่สิบสตางค์ แต่จะขายที่ราคาหนึ่งบาทยี่สิบห้าสตางค์ก็ขาดทุนฉิบหายกันพอดี!!!
จบตอนที่ 18 การต่อสู้ในเกมตลาดหุ้นยกที่สองเริ่มขึ้น แผนของวรเดชคืออะไร บอกได้เลยชิงเหลี่ยมกันสุดๆ โปรดติดตาม!!ตอนหน้าเป็นตอนจัดเต็มชิงไหวชิงพริบกันสุดๆ ขอโดเนทสัก 3 กำลังใจนะคร้าบ
*เกร็ดความรู้ ตลาดหุ้นไทยแบ่งนักลงทุนเป็น 4 ฝ่าย1. สถาบัน คือ กองทุน เอาเงินจากนักลงทุนไทยที่ไม่เล่นหุ้นเองแต่ซื้อหน่วยลงทุนเอา บางคนซื้อกองทุนเพื่อลดหย่อนภาษี บางคนซื้อเพราะอยากลงทุน สถาบันจะมีผู้เชี่ยวชาญด้านการลงทุนคอยเลือกหุ้นซื้อหุ้นให้ สถาบันถือว่ามีอิทธิพลต่อตลาดหุ้นไทยมาก 2. บัญชี บล. (บริษัทหลักทรัพย์) - คือพวกโบรกเกอร์มาเล่นหุ้นเอง พวกนี้ส่วนใหญ่จะเล่นสั้น ถ้ากำไรแป๊บๆ ก็ออก ขาดทุนก็รีบเทขาย3. ต่างประเทศ - คือพวกต่างชาติมาลงทุนหุ้นไทย พวกนี้จะมีเงินเยอะที่สุด หลายแสนล้านหรือเป็นล้านล้านเลย ถ้าเข้ามาหุ้นไทยจะขึ้นง่ายมาก ขึ้นแทบทุกวัน ขึ้นต่อเนื่องหลายสัปดาห์หรือเป็นเดือน4. ในประเทศ คือ นักลงทุนรายย่อยไม่ว่าจะเงินน้อยเงินมากก็เรียกรายย่อยหมด บางคนเล่นสั้นวันสองวันก็ขายหุ้น บางคนเล่นยาวเพื่อลงทุนจริงๆ

พิมพ์คำอธิบายที่นี่