เควินเซนท์หยุดชะงักเท้าค้าง เมื่อสายตาสีฟ้าน้ำทะเลของเขา มองไปปะทะเข้ากับร่างบาง ของนักเรียนของเขาที่ชื่อวิราศนิรา ที่เธอกำลังใช้ช้อนส้อมเขี่ยข้าวในจานไปมา โดยดวงตากลมโตคู่สวยก็มองเหม่อลอย และแถมยังมีน้ำตาคลออยู่เต็มสองหน่อยตา จะไหลแหล่มิไหลแหล่ออกมา
“เขี่ยไปเขี่ยมาอยู่อย่างนั้นแหละ แล้วเมื่อไรจะอิ่มล่ะ!!”
เควินเซนท์เดินเข้ามาหยุดยืนอยู่ใกล้ ขนากเควินเซนท์มายืนอยู่ใกล้ๆ วิราศนิราก็ยังไม่รู้สึกตัวเลย แต่พอวิราศนิราได้ยินเสียงคุ้นๆ หูเป็ภาษาไทยชัดเจน ก็เหลือบสายตาขึ้นไปมอง ก็ได้เห็นใบหน้าหล่อเหลาคมเข้ม และสายตาสีฟ้าน้ำทะเล ที่มองมาอย่างทะเล้น
“ทีเชอร์นี่เอง มาทานข้าวเหรอคะ??”
วิราศนิราปรับสีหน้าท่าทางให้เป็ปกติที่สุด แต่ในสายตาของเควินเซนท์ ถึงจะพยายามปรับสีหน้าท่าทางยังไง ก็คงยังปิดไม่มิดเลยแม้แต่นิดเดียว และยังคงเห็นแววเศร้าหมองจากใบหน้าสวยหวานอย่างชัดเจน
“ใช่!! มาทานข้าว...... ขอนั่งทานด้วยคนได้ไหม??”
เควินเซนท์พยักหน้าตอบรับ ก่อนจะเอ่ยถาม เพราะกลัวว่าหญิงสาวจะมีคนมานั่งทานข้าวด้วย แต่ถึงจะเห็นว่าเ้าหล่อนนั่งอยู่คนเดียวก็ตามทีเถอะ แต่ก็ถามเผื่อเอาไว้ก่อนล่ะ จะได้ป้องกันต้วเอง หากว่าเธอรอใครมานั่งร่วมทานข้าวจริงๆ
“นั่งได้ค่ะ ฉันนั่งทานคนเดียว”
วิราศนิราพูดเชื้อเชิญอย่างเต็มอกเต็มใจ ซึ่งภายในใจก็คิดว่า ก็ดีเหมือนกันเธอจะได้ไม่ต้องหวนคิดไปถึงเื่ราวที่กำลังคิดคั่งค้างอยู่ภายในศีรษะอยู่ในเวลานี้ จะได้หยุดคิดไปบ้างชั่วขณะหนึ่งก็ยังดี เพื่อว่าจิตใจจะได้ปรับดีขึ้นมาบ้าง
“งั้นขอเวลาสักครู่นะ ขอไปซื้ออาหารก่อน”
เควินเซนท์ว่าแล้วก็คลี่ยิ้มเปิดกว้างออกมาอย่างชัดเจน และกระตือรือร้น แล้วก้าวเดินห่างออกไปจากโต๊ะ ที่วิราศนิรานั่งรับประทานอาหารอยู่ เพื่อไปซื้อหาอาหารมานั่งรับประทานอาหารร่วมกันกับวิราศนิราที่โต๊ะ
วิราศนิราก็มองตามร่างแกร่ง ที่เดินไวๆ ไปซื้อหาอาหาร ก่อนจะหันกลับมามองจานอาหารของตัวเอง เม้มปากบางอวบอิ่มเข้าหากันแน่น มองจานอาหารของเธอน้ำตาคลอ เธอจึงกระพริบตาถี่ๆ เพื่อขับไล่น้ำตานั้นให้ไหลกลับเข้าไปภายในดังเดิม ทั้งพยายามสลัดความคิดอันเศร้าหม่นหมองนั้นทิ้งไป และไม่ให้หวนกลับไปคิดชั่วขณะ
ซึ่งก็ไม่ถึงสิบนาที เควินเซนท์ก็เดินกลับมาที่โต๊ะ ที่วิราศนิรานั่งอยู่ โดยมาพร้อมกับในมือใหญ่ถืออาหารของเขามาด้วย ซึ่งเควินเซนท์นั้นนั่งลงที่ฝั่งตรงกันข้ามกับวิราศนิรา
“ทีเชอร์ทานเผ็ดได้ด้วยเหรอคะ??”
วิราศนิราถามอย่างทึ้งๆ อึ้งๆ ซึ่งอึ้งที่เขาพูดภาษาไทยเหมือนจะร้อยเปอร์เซ็นท์ก็มากพอแล้ว แต่พอมาเห็นเขารับประทานอาหารรสจัดได้อย่างนี้ ก็ยิ่งทำให้เธอทึ้งและอึ้งมากเข้าไปอีก อย่างไม่คาดคิดว่าเขาจะเป็เหมือนคนไทยได้ขนาดนี้
“ของชอบเลยล่ะ”
เควินเซนท์พูดไปก็ยิ้มไป และก็ยักคิ้วหลิ่วตาให้วิราศนิราไปพร้อมกันด้วย ซึ่งนั้นก็ทำให้วิราศนิรายิ้มออกมาได้เหมือนกัน ซึ่งไม่คาดคิดว่าเควินเซนท์ อาจารย์สอนภาษาอังกฤษคนนี้ จะทำให้เธอยิ้มออกได้ด้วยเหมือนกัน
วิราศนิราเห็นเควินเซนท์ทานอาหารตรงหน้าของเขาอย่างเอร็ดอร่อย ก็ยิ่งยิ้มกว้างมากขึ้นกว่าเดิม จนเธอลืมเื่ราวที่ทำให้เธอคิดไปได้ชั่วขณะ จึงทำให้วิราศนิราลงมือรับประทานอาหารตรงหน้าต่อ ไปพร้อมกับกับเควินเซนท์ โดยที่คนทั้งสองทานไปก็พูดคุยกันไป
ซึ่งเควินเซนท์นั้นก็ยังมีการสอนภาษาอังกฤษไปด้วย แบบเป็การสอนนอกเหนือจากค่าใช้จ่าย ที่ต้องจ่ายเป็ปกติ หากว่านักเรียน้าเรียนรู้ แต่ในการสอนนี้ในระหว่างรับประทานอาหารนี้ เควินเซนท์เต็มใจสอนแบบฟรีๆ ไม่คิดเงิน
“เอาล่ะค่ะ ขอบคุณนะคะที่ทีเชอร์สอนให้นอกเหนือเวลา ฉันก็อยากเรียนต่อนะคะ แต่ฉันต้องกลับแล้วจริงๆ ถ้ายังไงฉันขอกลับก่อนนะคะ”
วิราศนิราเห็นว่าเควินเซนท์รับประทานอาหารตรงหน้าอิ่มแล้ว จึงได้กยกนาฬิกา ที่วางทาบอยู่ที่ข้อมือเรียวขึ้นมาดู ซึ่งก็เห็นว่าเป็เวลาพอสมควรที่เธอจะต้องกลับแล้ว จึงเอ่ยขอตัวอย่างสุภาพ
“เชิญเลยครับ ผมก็จะขึ้นตึกไปสอนต่อแล้วเหมือนกัน แล้วเจอกันพรุ่งนี้นะ”
เควินดเซนท์กล่าวยิ้มๆ พร้อมกับลุกขึ้นยืน เมื่อเห็นว่าวิราศนิราลุกขึ้นยืน และได้หยิบกระเป๋ามาสะพายไหล่บอบบาง วิราศนิรายิ้มบางๆ ก่อนจะก้าวเดินออกจากโต๊ะ โดยมีสายตาของเควินเซนท์มองตามหลังบอบบางไป จนกระทั้งร่างบางของวิราศนิราเดินลับหายลงไปกับบันไดเลื่อน เพื่อโดยสารรถไฟฟ้ากลับบ้าน
๑๒๑๒๑๒๑๒๑๒๑๒๑๒๑๒๑๒๑๒๑๒๑๒๑๒๑๒๑๒๑๒๑๒๑๒๑๒๑๒๑๒๑๒๑๒๑๒๑๒๑๒๑๒๑๒