หงสาสีนิล (จบ)

เล่มที่ 6 บทที่ 172 ฮ่องเต้เสด็จแล้ว

        แดดจ้าในยามกลางวันตกกระทบลงบนละอองน้ำที่กระเซ็นจากน้ำตก สะท้อนแสงเป็นสีชมพูจางๆ 

        เสียงน้ำตกกระแทกกับหินดังสะเทือนเลือนลั่น

        เสียงกรีดร้องไม่รื่นหูของฮ่องเต้เวิน ได้ถูกเสียงน้ำตกกลบไปจนสิ้น

        ขันทีข้างกายฮ่องเต้ก็ได้แต่ก้มหน้าต่ำ ไร้สุ้มเสียง

        เขาเป็นขันทีระดับสูงในวังหลวง ว่าไปแล้วไม่ควรทำให้ฮ่องเต้ประสบกับเหตุการณ์อันไม่น่าอภิรมย์เช่นนี้ได้ เพียงแต่บนภูเขาหลงยวนแห่งนี้มีงูเยอะเหลือเกิน

        ทั้งสองข้างทางมีแต่งูและงู

        ฝ่าบาทมัวแต่ดีใจมาตลอดทางจึงไม่ได้สังเกตเห็น เขาเองก็ไม่กล้าเอ่ยปากเตือน ด้วยกลัวว่าฝ่าบาทจะตกใจ

        หากคนสามารถอาศัยอยู่บนภูเขาลูกนี้ได้ เจ้างูพวกนี้ก็คงจะไม่ใช่งูพิษอะไร ไม่เช่นนั้นหากโดนกัดขึ้นมาก็คงต้องมีคนตายแล้ว

        ช่วงนี้ก็ไม่ได้ยินข่าวอันใดจากฮูหยินหลัว มีแต่ได้ยินว่างูบนภูเขาได้มาถึงคราวหายนะแล้ว

        ทว่าฝ่าบาทอยากจะนั่งพัก ขันทีชราคิดจะห้ามก็ห้ามไม่ทันแล้ว จึงได้แต่ช่วยปัดกวาดก่อนคราหนึ่ง

        ทว่างูมีมากเกินไป ต่อให้ป้องกันก็ป้องกันได้ไม่หมด จึงยังมีหลงเหลืออยู่

        เมื่อฮ่องเต้สงบลงก็ไม่ได้ถอดใจ ยังคงเดินขึ้นภูเขาต่อ

        ขันทีชราและขุนนางจดบันทึกพระจริยวัตรของฮ่องเต้ล้วนแต่ตื่นตระหนกไปตามๆ กัน

        ฮ่องเต้ครานี้มีใจมุ่งมั่นจริงๆ

        เดิมทีพวกเขาคิดว่าด้วยนิสัยของฮ่องเต้เวินเดินไปสักครึ่งทางก็คงจะรีบกลับวังแล้ว ไม่คาดคิดว่ากระทั่งโดนพวกงูข่มขวัญ ฮ่องเต้ก็ยังตั้งใจเดินขึ้นไปบนภูเขาก่อน

        แม้จะผ่านศาลารับลมมาแล้ว ฝูงงูก็ดูเหมือนจะน้อยลงมาก

        ตลอดเส้นทางเต็มไปด้วยความสงบ กระทั่งนกก็ยังไม่มี

        มีเพียงเสียงหอบเหนื่อยของฮ่องเต้ที่ยังดังชัดเจน

        ขันทีชราร่างกายคล่องแคล่ว ยามเดินไม่มีแม้กระทั่งเสียง ยิ่งไม่ต้องพูดถึงเรื่องหอบเหนื่อย

        ส่วนขุนนางจดบันทึกมีงานมากมายที่ต้องวิ่งวุ่นอยู่ตลอด จึงได้ออกกำลังกายแทบทุกวัน แค่ขึ้นเขาจึงไม่นับว่าเหนื่อยมากนัก

        ท่านราชครูน้อยปกติก็ฝึกร่างกายอยู่เป็นประจำ แม้จะผอมดูอ่อนแอ แต่ก็ไม่ได้มีอาการเช่นฮ่องเต้

        ยิ่งเดินสูงขึ้น แต่ละย่างก้าวมีแต่จะยิ่งช้าลง

        ทุกคนล้วนไม่กล้าเดินไวจนเกินไป ด้วยเห็นแก่หน้าฮ่องเต้

        กว่าจะมาถึงยอดเขาก็รู้สึกราวกับเดินกันมานานนับปีแล้ว

        เมื่อฮ่องเต้มาถึงยอดเขาก็รู้สึกหิวจนท้องส่งเสียงโครกคราก

        เพราะยามนี้เลยเวลาอาหารกลางวันไปแล้ว

        ฮ่องเต้พลันรู้สึกว่าตั้งแต่เกิดมา ครั้งนี้น่าจะเป็นครั้งแรกที่เขารู้สึกหิวถึงเพียงนี้ ก็ใครจะกล้าปล่อยให้เขาหิวกันเล่า

        ปกติหลังจากทานมื้อเช้าเสร็จ มื้อเที่ยงก็มารอแล้ว ยามบ่ายเมื่อดื่มชาเสร็จ มื้อค่ำก็จัดเตรียมไว้รอแล้ว

        เมื่อมาถึงยอดเขา ฮ่องเต้หนุ่มก็ชะงักฝีเท้าครู่หนึ่ง เมื่อเห็นจวนหลังหนึ่งอยู่ไม่ไกล ดวงตาก็ทอประกายขึ้นมา

        ทว่าไม่ใช่เพียงเพราะจะได้พบสาวงาม แต่เป็นเพราะความหิว เขาหิวเสียจนแทบคลั่งอยู่แล้ว

        ออกเดินทางตั้งแต่เช้า กว่าจะถึงก็ใกล้จะพลบค่ำอยู่รอมร่อ

        ร่างกายของฮ่องเต้ช่างไร้ประสิทธิภาพนัก

        เมื่อมาถึงยอดเขา อาภรณ์ที่ตั้งใจสวมใส่อย่างประณีตตั้งแต่เช้าล้วนไม่เหลือเค้าเดิม

        ผมเผ้าก็ยุ่งเหยิง ผ้าที่รัดผมไว้ก็เอียง เหงื่อโซมไปทั้งแผ่นหลัง อาภรณ์เหนียวเหนอะหนะ

        ฮ่องเต้ไม่มีประสบการณ์การออกมาข้างนอกมากนัก ที่มีก็ไม่สู้เหล่าสตรีชั้นสูง เหล่าสตรีชั้นสูงยามออกท่องเที่ยวไปเป็นแขกยังต้องเตรียมอาภรณ์เสียหลายชุดเพื่อเปลี่ยน

        ฮ่องเต้ไม่ได้เตรียมมาสักชุด

        ในตอนนั้นฮ่องเต้จึงได้ถามคนสนิทว่ามีชุดให้เปลี่ยนหรือไม่

        ขันทีชราได้ยินเช่นนั้นก็ได้แต่อ้ำอึ้ง

        ก็ใครจะไปคิดว่าเจ้านายของตนจะมีสภาพราวกับไก่อ่อนเช่นนี้

        เช่นนั้นจึงไม่ได้นำชุดมาด้วย เขารับหน้าที่เพียงดูแลว่าวของฝ่าบาทเท่านั้น

        ฮ่องเต้นึกกังวลขึ้นมาจริงๆ เกรงว่าหากแม่นางหลัวเกิดไม่พอใจขึ้นมาจะทำอย่างไร นางกำนัลรับใช้วันนี้ก็ไม่ได้ติดสอยมาสักคน

        ทั้งกลุ่มมีเพียงขันทีชรา เขา และราชครูน้อยที่ไม่อาจแต่งงานได้อีกคน

        ใบหน้าของฮ่องเต้ปรากฏแววไม่พอใจ เพราะอีกประเดี๋ยวจะต้องพบกับแม่นางหลัวแล้ว แต่ตนเองกลับดูไม่หลักแหลมและผ่าเผยแม้แต่น้อย

        บัดนี้เขารู้สึกโกรธเสียจนอยากกลับวังเสียแล้ว

        ทว่าเมื่อคิดไปก็รู้สึกว่าช่างยากเย็นนักกว่าตนจะปีนมาถึงที่นี่ได้

        จึงได้แต่อดทนเอาไว้

        เขาขึ้นมาบนนี้กะทันหัน ไม่ได้ให้ใครมาแจ้งล่วงหน้า ด้วยอยากจะทำให้แม่นางหลัวประหลาดสักหน่อย

        ทว่าในความเป็นจริง แม่นางหลัวและราชครูก็รู้ว่าพวกเขามาถึงตั้งแต่ครึ่งทางแรกแล้ว

        หลังจากที่พวกเขาขึ้นมาอยู่บนภูเขาลูกนี้แล้วก็สร้างอุปกรณ์ต่างๆ ตามแบบที่เคยสร้างในหมู่บ้านไป๋กู่ แม้ตอนนี้จะยังไม่ถึงขั้นทำรถราง ทว่าระฆังแจ้งข่าวค่อนข้างจะทำง่าย แค่ใช้อาวุธกู่ และเชือกโยงจากด้านล่างภูเขาขึ้นมาด้านบนภูเขาก็เรียบร้อยแล้ว

        เมื่อคนมา เพียงเขย่าสักหน คนด้านบนก็รู้แล้ว

        ราชครูเมื่อรู้ว่าคนที่กำลังขึ้นเขามาเป็นฮ่องเต้ก็ตกใจไปพักหนึ่ง ชาตินี้เขาไม่เคยเห็นฮ่องเต้เวินจะเคยลงแรงถึงเพียงนี้ ครานี้ถึงกับยอมเดินขึ้นเขาด้วยพระองค์เอง…

        ไม่ใช่ว่าเขาดูถูกเจ้านายเก่าของตน ทว่าฝ่าบาทไม่ว่าจะลงมือทำอะไรก็เอาแต่ยืดยาดทั้งยังโลเล ไม่เด็ดขาด จะให้พระองค์ตัดสินใจอะไรก็แสนจะยากเย็น ได้แต่ประวิงเวลาออกไปเรื่อยๆ

        เมื่อได้ยินว่าฮ่องเต้เสด็จ แม่นางหลัวไม่แม้แต่จะเปลี่ยนสีหน้า ราชครูมองท่าทางเย็นชาของนางแล้ว ก็ได้แต่ส่ายหน้า

        ฮ่องเต้คิดเองเออเองว่า ได้ขึ้นมาบนภูเขาลูกนี้อย่างลับๆ ทั้งยังรู้สึกว่าภูเขาลูกนี้ช่างสุขสงบ

        สิ่งแรกที่ออกมาต้อนรับฮ่องเต้ จึงเป็นเพียงไก่ตัวหนึ่ง

        ทั้งยังเป็นแม่ไก่แก่เสียอีก

        กรงเล็บสีดำ ขนหมองไม่เงางามและหัวสั้นๆ ของมันค่อยๆ เดินเข้ามาใกล้

        “นี่มันตัวอะไรกัน”

        ขันทีชราทูลตอบด้วยความอับอาย “ทูลฝ่าบาท มันคือไก่พ่ะย่ะค่ะ”

        ฮ่องเต้พยักหน้าตาม “ดูแล้วก็คล้ายกับหงส์ของอาจ้าวในสวนหงส์อยู่เหมือนกัน”

        ฮ่องเต้เพียงตรัสลอยๆ อย่างไม่คิดอะไรว่าแม่ไก่แก่ตัวนี้ช่างคล้ายกับนกยูงขนสั้นในวังหลวง

        ทว่าขันทีชราและขุนนางจดบันทึกกลับไม่ได้คิดเช่นนั้น การที่ฮ่องเต้เปรียบเทียบไก่ในเรือนของแม่นางหลัวกับหงส์ในสวนของฮองเฮาจ้าวย่อมต้องมีความหมายลึกซึ้ง

        ฮ่องเต้แขม่วหน้าท้องที่ยื่นออกมา แล้วคิดเอาเองว่าตนเป็นหนุ่มรูปงามคนหนึ่ง ก่อนจะเดินไปหน้าประตูเรือน

        ราชครูน้อยเห็นบรรยากาศตรงหน้าก็นึกอิจฉาเหลือเกิน ที่นี่เป็นที่ราบกว้าง ไกลๆ ยังมีป่า และทะเลสาบ ตรงหน้าเขาในตอนนี้ยังมีเรือนหลังหนึ่ง แม้จะดูเก่าไปสักหน่อยแต่ก็น่าจะอบอุ่นไม่เบา

        ราชครูน้อยรักสงบ จึงคิดว่าตนน่าจะชอบที่นี่

        แม่ไก่แก่ตัวนี้ไม่กลัวคนแม้แต่น้อย เมื่อมันเห็นว่ามีคนมาก็กระดกก้นแล้วตีปีกพั่บๆ ตามพวกเขาไป

        ขันทีชราเดินออกไปเคาะประตูเรือน

        คนที่เดินมาเปิดประตูเรือนให้เป็นชายชราคนหนึ่ง

        สายตาเฉียบแหลมกวาดมอง เพื่อประเมินกลุ่มคนตรงหน้า

        “มาหาใครหรือ”

        ขันทีชราเมื่อเห็นชายชราแล้ว ก็อึ้งไปครู่หนึ่ง

        จากนั้นจึงรีบเอ่ยขึ้น “พวกเรามาหาท่านอาจารย์กัว เจ้านายของข้าเป็นสหายคนสนิทของท่านอาจารย์กัว”

        “พวกท่านโปรดรอสักครู่ ข้าขอไปถามท่านอาจารย์กัวก่อน” เมื่อกล่าวจบชายชราก็ปิดประตูพร้อมทั้งมีเสียงลั่นดาลดังขึ้น

        ดวงตาของฮ่องเต้แทบถลนออกจากเบ้า

        ตั้งแต่เขาเป็นขันทีคนสนิทของฝ่าบาท ไม่ใช่สิ… ตั้งแต่เป็นผู้คุ้มกันก็ไม่เคยจะมีใครกล้าชักสีหน้าใส่เขา กระทั่งฮองเฮาจ้าวก็ปฏิบัติกับเขาด้วยความเกรงอกเกรงใจ

        ในใจเขาสุมไปด้วยโทสะ ทว่าหันกลับไปมองฝ่าบาทที่กำลังตื่นเต้นเสียจนต้องถูมือไปมา เขาก็ได้แต่เดินวนไปมาเพื่อสงบสติอารมณ์

        ขันทีชราที่ดั่งมีไฟสุมทรวง บัดนี้ทำได้เพียงกล้ำกลืนมันกลับไป

        จากนั้นก็ไปยืนด้านข้างด้วยท่าทีสงบนิ่งดุจตุ๊กตาผ้าตัวหนึ่ง

        ท่านลุงฉือที่เพิ่งจะปิดประตูเพื่อเข้ามาเรียกคนก็ตื่นตกใจอยู่ไม่น้อย

        คุณพระคุณเจ้าช่วย ข้าจะตกใจตาย

        เมื่อครู่ตอนเปิดประตูออกไป เขายังนึกว่าเป็นกบฏจากแคว้นซีตามมาไล่ฆ่าเขาถึงที่นี่เสียอีก

        คนที่เป็นขันทีเหมือนกัน ไม่ต้องมอง แค่ดมกลิ่นก็รู้สถานะของอีกฝ่ายแล้ว

        ราชวงศ์แคว้นซีวุ่นวายเหลือเกิน ขันทีและนางกำนัลที่ซื่อสัตย์มีเพียงไม่กี่คน ไม่เช่นนั้นฮ่องเต้แคว้นซีคงจะไม่โดนสวมเขาเช่นนี้

        แคว้นซีไม่ได้มีเพียงองค์ชายน้อยถังซี แต่ยังมีองค์หญิงใหญ่อีกคน ทว่าทุกคนต่างก็รู้กันว่าร่างกายของฮ่องเต้แคว้นซีเทอะทะถึงเพียงนั้น จึงน่าจะไม่สะดวกที่จะกระทำการ เช่นนั้นเขาจึงไม่ได้ไปมาหาสู่กับนางสนมเท่าใดนัก ทุกวันมีเพียงฮองเฮาที่ยังอดทนอยู่ข้างกาย

        เรื่องก็เป็นเช่นนี้ พระสนมนางหนึ่งให้กำเนิดองค์หญิงที่มีชันษามากกว่าองค์ชายหลายปี

        คนเหล่านั้นต่างก็ขวัญกล้าเกินใคร หากบุตรคนนี้ไม่ใช่องค์หญิง เกรงว่าฮ่องเต้คงจะได้สละราชสมบัติแล้ว

        ขันทีชราแคว้นซีหรือท่านลุงฉือเดินไปเรียกท่านอาจารย์กัว ในใจก็ยังคงรู้สึกยุ่งเหยิงนัก

        เช่นนั้นจึงพากันกุลีกุจอออกไปต้อนรับ

        เมื่อประตูใหญ่เปิดออก 

        ครานี้คนที่เดินมาเปิดประตูคือท่านอาปา ขันทีชราเห็นเช่นนั้นก็นึกอยากจะหนีไปซ่อนขึ้นมา

        ท่านราชครูเมื่อเห็นว่าใครมา สีหน้าก็ตกใจร้องขึ้น “ฝ่า…”

        ราชครูน้อยเมื่อเห็นท่านราชครูก็รู้สึกตื่นเต้นนัก ทว่าเมื่อเห็นฝีมือการแสดงทำทีเป็นเชื่องช้าของอีกฝ่าย ความอับอายก็พลันจู่โจมเข้ามาจนเขาต้องก้มหน้าต่ำลง คนตระกูลจ้งไม่เหมาะกับการแสดง ท่าทางดูแล้วช่างปลอมยิ่งนัก

        ทว่าฮ่องเต้กลับไม่ได้สังเกตเห็น เขารีบร้อนก้าวเข้าไปในเรือนทันที

คล้ายกับเรื่องหงสาสีนิล (จบ) ที่คุณอ่าน

[จบแล้ว] คุณหนูสี่ สตรีเปื้อนเลือด

[จบแล้ว] คุณหนูสี่ สตรีเปื้อนเลือด

นิยาย รัก
324K 1320
ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

นิยาย Y (Yaoi)
525K 663
ท่านอ๋องผู้โหดร้ายกับหมอปีศาจ

ท่านอ๋องผู้โหดร้ายกับหมอปีศาจ

นิยาย รัก
467K 4159
ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

นิยาย Y (Yaoi)
386K 808
[อ่านฟรีทุกวัน]ทะลุมิติไปเป็นแพทย์หญิงชาวสวนผู้มั่งคั่ง

[อ่านฟรีทุกวัน]ทะลุมิติไปเป็นแพทย์หญิงชาวสวนผู้มั่งคั่ง

นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
231K 405
คู่มือเศรษฐีนีชาวนาฉบับสาวน้อยทะลุมิติ [วางจำหน่ายถึงวันที่ 31-10-2569]

คู่มือเศรษฐีนีชาวนาฉบับสาวน้อยทะลุมิติ [วางจำหน่ายถึงวันที่ 31-10-2569]

นิยาย รัก
775K 1120
ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

นิยาย Y (Yaoi)
931K 592
ข้ามมิติมาเป็นสะใภ้บ้านนา รวยล้นฟ้ามั่งมีศรีสุข [จบ]

ข้ามมิติมาเป็นสะใภ้บ้านนา รวยล้นฟ้ามั่งมีศรีสุข [จบ]

นิยาย รัก
1.05M 604
บันทึกราชันย์เทพอสูร

บันทึกราชันย์เทพอสูร

นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
2.52M 508
ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

นิยาย Y (Yaoi)
579K 730