"ลุงหลิวคะ ถ้าหนูไปเป็นครูอัตราจ้าง จะได้เงินเดือนเท่าไหร่เหรอคะ?"
ทันทีที่สาวน้อยเอ่ยปากถามถึงเรื่องเงินเดือนเลขานุการหลิวป๋อหมิงก็ไม่ได้อ้อมค้อมกับหลันเยวี่ย "ครูอัตราจ้างจะทำงานสัปดาห์ละห้าวันครึ่งได้เงินเดือนเดือนละยี่สิบห้าหยวน"
พอได้ยินว่าเงินเดือนเดือนละยี่สิบห้าหยวนหลันเยวี่ยก็ขมวดคิ้ว
เธอจำได้ว่าชาติก่อนตอนที่เธอเพิ่งเข้าไปทำงานในโรงงานเสื้อผ้าเงินเดือนเดือนแรกของเธออยู่ที่สามสิบกว่าหยวน
พอได้เลื่อนขั้นเงินเดือนก็เพิ่มเป็นห้าสิบกว่าหยวน
และต่อมาก็ขึ้นไปถึงเจ็ดสิบกว่าหยวน
แต่ที่นี่เป็นโรงเรียนในหมู่บ้านเงินเดือนครูย่อมสู้ในเมืองไม่ได้อยู่แล้วแถมเธอก็ยังไม่มีประสบการณ์ในการเป็นครูด้วย หลังจากชั่งใจอยู่ครู่หนึ่งหลันเยวี่ยจึงพูดว่า "ลุงหลิวคะขอบคุณที่เมตตาค่ะ หนูจะรับงานครูอัตราจ้างแต่หนูไม่อยากสอนชั้นประถมหนึ่งจะได้ไหมคะ?"
"ได้สิ จริงๆ แล้วก็ไม่ได้จะให้หนูสอนชั้นประถมหนึ่งอยู่แล้ว" หลิวป๋อหมิงตอบด้วยท่าทางใจดี
หลันเยวี่ยมั่นใจว่าเธอไม่สามารถควบคุมเด็กชั้นประถมหนึ่งได้แถมการสอนเด็กเล็กยังเปลืองพลังกายพลังใจมากกว่าด้วยอีกอย่างหูหลันเยวี่ยวางแผนไว้ว่าจะสอบเข้ามหาวิทยาลัยในปีหน้าเธอจึงไม่สามารถทุ่มเทให้กับการทำงานได้อย่างเต็มที่งานนี้จึงเป็นแค่การทำงานชั่วคราวเท่านั้น
เมื่อฐานะทางบ้านดีขึ้นหลันเยวี่ยก็ตั้งใจจะบอกพ่อแม่ในปีหน้าว่าเธออยากสอบเข้ามหาวิทยาลัย
ในตอนนี้ที่บ้านยังขาดแคลนเงินเมื่อมีงานที่ไม่หนักหนา แถมค่าตอบแทนพอใช้ได้วางอยู่ตรงหน้าหลันเยวี่ยก็รู้ว่าเธอไม่ควรปฏิเสธ
อีกทั้งเลขานุการหมู่บ้านยังอุตส่าห์มาเชิญด้วยตนเองหลันเยวี่ยรู้ว่าหากเธอปฏิเสธก็เท่ากับเป็นการหักหน้าเลขานุการหมู่บ้าน
เลขานุการหมู่บ้านอาจดูเหมือนผู้นำที่อยู่ในตำแหน่งเล็กยิ่งกว่าถั่วงาแต่ก็ไม่ใช่คนที่คุณอาจหาญไปลบหลู่ได้โดยง่ายเว้นเสียแต่ว่าคุณไม่อยากอยู่ในหมู่บ้านนี้อีกต่อไปแล้ว
เลขานุการหมู่บ้านหลิวป๋อหมิงนั่งคุยต่ออีกสักพักก็ลุกขึ้นมาขอตัวลา
ก่อนกลับเขายังไม่ลืมกำชับคู่สามีภรรยาหูฉางหมินว่าอย่าลืมไปใส่ห่วงคุมกำเนิดภายในเร็ววัน
นับตั้งแต่นโยบายวางแผนครอบครัวถูกประกาศใช้ผู้หญิงวัยเจริญพันธุ์ที่แต่งงานแล้วจะต้องใส่ห่วงคุมกำเนิดและต้องเข้ารับการตรวจสุขภาพเป็นประจำทุกเดือน
จ้าวหงเหมยเคยแอบเอาห่วงคุมกำเนิดออกไปจึงตั้งท้องลูกคนที่สามได้อย่างราบรื่น
ส่วนเรื่องการตรวจสุขภาพประจำเดือนก็มีจ้าวหงซิ่วซึ่งเป็นพี่สาวของจ้าวหงเหมยเป็นคนไปตรวจแทน
สองพี่น้องมีอายุไล่เลี่ยกันแถมยังหน้าตาคล้ายกันอยู่บ้าง
ที่สำคัญกว่านั้นคือในยุคสมัยนี้ยังไม่มีระบบจดจำใบหน้าการทำเรื่องตรวจสุขภาพแทนคนอื่นจึงไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร
เลขานุการหมู่บ้านบอกให้ไปใส่ห่วงคุมกำเนิดในเร็ววันคู่สามีภรรยาหูฉางหมินก็รับปากเป็นมั่นเป็นเหมาะ
พวกเขามีแผนการของตัวเองอยู่แล้วนั่นก็คือการใส่ห่วงคุมกำเนิดไปก่อน แล้วค่อยเอาออกในอีกปีหรือครึ่งปีข้างหน้าทีนี้จ้าวหงเหมยก็จะได้ตั้งท้องเพื่อคลอดลูกชายต่อไปได้
อีกไม่นานหลันเยวี่ยก็จะไปเป็นครูที่โรงเรียนแล้วหูฉางหมินและภรรยา รวมถึงถิงถิงต่างก็ดีใจกันยกใหญ่
ในเรื่องการไปเป็นครูอัตราจ้างหลันเยวี่ยกลับดูเหมือนไม่ได้ใส่ใจนัก
"พี่คะ ทำไมหนูรู้สึกเหมือนพี่ไม่ค่อยอยากไปเป็นครูเลยล่ะคะ?" ถิงถิงถามเสียงค่อย
หลันเยวี่ยเตรียมกับข้าวมื้อเย็นไปพลางตอบถิงถิงไปพลาง"อาชีพครูน่ะพี่ชอบ แต่แค่รู้สึกว่าเงินเดือนมันน้อยไปหน่อย"
พอได้ยินหลันเยวี่ยบ่นว่าเงินเดือนน้อยถิงถิงก็ถึงกับร้องอุทานออกมา "เดือนละยี่สิบห้าหยวนก็ไม่น้อยแล้วนะคะพี่พี่ไม่รู้หรอกว่ามีคนอิจฉาพี่ที่ได้ไปเป็นครูอีกตั้งเยอะบางทีในไม่กี่ปีข้างหน้าพี่ก็อาจจะได้บรรจุเป็นครูประจำด้วยตอนนั้นเงินเดือนจะเยอะขึ้นหนูได้ยินมาว่าตอนแก่แล้วก็ยังมีเงินบำนาญให้ใช้อีกนะคะ"
เพราะถิงถิงรู้ว่าในชีวิตนี้ตัวเองคงไม่มีโอกาสได้ทำงานที่สบายและมีเกียรติแบบนี้เธอจึงรู้สึกอิจฉาหลันเยวี่ยที่ได้ไปเป็นครูจากใจจริง
เนื่องจากหลันเยวี่ยกำลังจะไปเป็นครูหูฉางหมินจึงอารมณ์ดีเป็นพิเศษ ตอนกินข้าวเย็นเขาจึงดื่มเหล้าไปเล็กน้อย
พอได้ดื่มเหล้าไปสองสามคำหูฉางหมินที่ไม่ค่อยพูดค่อยจาก็เริ่มพูดเก่งขึ้น
"เยวี่ยเยวี่ย ลูกได้ไปเป็นครู พ่อกับแม่ดีใจมากจริงๆลูกจะต้องตั้งใจทำงานให้ดี พยายามบรรจุให้ได้เร็วๆ นะลูกแบบนี้ลูกก็จะได้ถือชามข้าวเหล็ก [1] แล้ว"
พอคิดถึงอนาคตที่ลูกสาวอาจจะได้ถือชามข้าวเหล็กหูฉางหมินก็รู้สึกมีความสุขเต็มอก
เมื่อเผชิญหน้ากับความคาดหวังที่จริงจังของพ่อหลันเยวี่ยก็รีบรับคำอย่างเชื่อฟัง "หนูจะตั้งใจทำงานให้ดีจะไม่ทำให้พ่อกับแม่ต้องขายหน้าแน่นอนค่ะ ไว้หนูหาเงินได้แล้วจะซื้อของอร่อยๆให้พ่อแม่ แล้วก็น้องๆ นะคะ"
หลันเยวี่ยรู้ดีว่าเธอได้รับเลือกให้เป็นครูอัตราจ้างนอกเหนือจากความรู้ความสามารถของเธอที่เป็นไปตามข้อกำหนดแล้วสิ่งที่สำคัญกว่านั้นก็คือชื่อเสียงที่ดีของพ่อแม่ในหมู่บ้าน
ในสังคมคนรู้จักอย่างในชนบทเช่นนี้การที่จะได้รับทรัพยากรนั้น อย่างแรกคือต้องพึ่งพาความสัมพันธ์ทางสายเลือดหากทำไม่ได้การสั่งสมชื่อเสียงที่ดีก็เป็นอีกวิธีหนึ่งที่อาจทำให้ได้รับทรัพยากรได้มากขึ้นด้วย
หลังจากกินข้าวเย็นเสร็จหลันเยวี่ยและถิงถิงก็ช่วยกันเก็บกวาดโต๊ะตามปกติแล้วเธอก็สอนถิงถิงอ่านหนังสือต่อ
ตอนนี้ถิงถิงสามารถจำตัวอักษรได้ประมาณร้อยกว่าตัวแล้วการบวก ลบ คูณ หาร อย่างง่าย เธอก็สามารถทำได้อย่างคล่องแคล่ว
คืนนี้หลันเยวี่ยสอนถิงถิงอ่านกลอนสี่วรรคเจ็ดอักษร
ถิงถิงท่องบทกลอนจนจำได้ขึ้นใจเข้าใจความหมายของบทกลอนอย่างถ่องแท้ถึงค่อยๆ เลิกไป
จากนั้นหลันเยวี่ยก็ไปต้มน้ำเพื่อเตรียมตัวอาบน้ำ
ตอนเข้านอนก็ประมาณสามทุ่มกว่าๆ
พอหัวถึงหมอนได้ไม่นานก็ผล็อยหลับไปไม่รู้ว่าหลับไปนานเท่าไหร่ หลันเยวี่ยก็ถูกความปั่นป่วนในท้องปลุกให้ตื่น
เธอผุดลุกขึ้นนั่งบนเตียงเร็วจี๋รู้สึกได้อย่างแจ่มชัดว่าในท้องของเธอกำลังปั่นป่วน อยากจะถ่ายเหลว
หลันเยวี่ยรีบควานหาเชือกผูกที่หัวเตียงปลดโคมไฟลงมาแล้วเตรียมการลงจากเตียงไปเข้าห้องน้ำ
ข้างนอกยังมืดสนิทหลันเยวี่ยจึงถือไฟฉายรีบร้อนออกจากบ้านไป
ห้องน้ำอยู่ในลานนอกบ้านทุกครั้งที่ตื่นมากลางดึก หลันเยวี่ยจะไปเข้าห้องน้ำที่อยู่นอกบ้านเสมอ
เมื่อก่อนถิงถิงจะเอากระโถนปัสสาวะไว้ในห้องพออยากเข้าห้องน้ำตอนกลางคืนก็ไม่ต้องออกไปข้างนอก
ตื่นมาก็แค่ยกกระโถนไปทิ้งก็เท่านั้น
หลันเยวี่ยรังเกียจที่กระโถนมีกลิ่นโชยเธอจึงไม่ยอมให้ถิงถิงวางกระโถนไว้ในห้อง
ตอนแรกถิงถิงก็โกรธแต่หลังจากนั้นก็เหมือนจะชินไปเอง
ถึงอย่างนั้นถิงถิงก็ยังไม่อยากไปเข้าห้องน้ำนอกบ้านในตอนกลางคืนเธอจึงวางกระโถนไว้ด้านนอกห้อง
สำหรับหลันเยวี่ยแค่อย่าเอากระโถนเข้ามาในห้องก็พอแล้ว
หลันเยวี่ยถือไฟฉายมือหนึ่งอีกมือหนึ่งก็กุมท้องพร้อมกับวิ่งไปที่ห้องน้ำ
หลันเยวี่ยรู้ว่าที่ท้องของเธอแบบนี้ต้องเป็นเพราะไอศกรีมคุกกี้ที่เธอกินไปเมื่อวานแน่ๆ
ระบบย่อยอาหารของเธออ่อนแอเป็นพิเศษอากาศร้อนๆ ถ้าคนอื่นดื่มน้ำเย็นๆ กินขนมหวานๆ ก็ไม่เห็นเป็นอะไร
แต่ถ้าเธอกินขนมหวานเข้าไปมากๆเข้าหน่อย มีหวังปวดท้องถ่ายเหลวจนได้วิ่งเข้าห้องน้ำตลอดหรือไม่ก็ท้องไส้ปั่นป่วนจนอยู่ไม่สุข
ด้วยเหตุนี้หลันเยวี่ยจึงไม่ค่อยได้กินไอศกรีมคุกกี้เท่าไหร่
ตอนนี้หลันเยวี่ยนึกเสียใจเสียแล้วทำไมตัวเองถึงตะกละขนาดนั้นกันนะ หลินซือหย่วนเอาขนมมาล่อ เธอก็ไม่หักห้ามใจแถมยังกินไปตั้งสองชิ้น
ตอนกินมันก็อร่อยดีอยู่หรอกแต่หลังจากนั้นพอทางเดินอาหารประท้วงมันทรมานจริงๆ!
ตอนออกมาจากห้องน้ำขาทั้งสองข้างของหลันเยวี่ยทั้งชาทั้งอ่อนปวกเปียกถ้าไม่จับผนังไว้ก็แทบจะเดินต่อไม่ไหว
หลังจากออกมาจากห้องน้ำหลันเยวี่ยก็เหลือบมองไปทางทิศตะวันออกโดยไม่รู้ตัว แล้วก็เห็นแสงไฟริบหรี่
หูพลันได้ยินเสียงไก่ขันแว่วมาแต่ไกลถึงแม้หลันเยวี่ยจะไม่ได้ดูนาฬิกาแต่จากเสียงไก่ขันก็พอจะเดาได้ว่าตอนนี้คงเป็นเวลาตีสามตีสี่แล้ว
สถานที่ที่มีแสงไฟส่องลอดออกมาก็คือบ้านของหลินซือหย่วนทำไมบ้านเขาถึงได้เปิดไฟตั้งแต่เช้าตรู่ขนาดนี้กันนะ?
หรือว่าตื่นมาเข้าห้องน้ำเหมือนกัน?
ในขณะนั้นเองไฟที่ส่องสว่างอยู่ก็ดับลง พร้อมกันนั้นประตูที่ปิดสนิทก็ได้เปิดออก
และมีเงาตะคุ่มของคนคนหนึ่งเดินออกมาจากลานบ้าน
เชิงอรรถ
[1]ชามข้าวเหล็ก (铁饭碗) เปรียบเปรยว่าชามข้าวที่ไม่มีวันแตกก็เหมือนกับตำแหน่งงานรัฐที่ไม่มีวันตกงาน