ณ สระข้างกระท่อมนา
เกมนั่งลูบไหล่ของอั๋นเงียบ ๆ แล้วปล่อยให้อีกฝ่ายได้ระบายออกมา เขาคงไม่กล้าให้คำปรึกษาอะไร เพราะเขากำลังทำแบบนั้นกับคนรักของเขาอยู่เช่นกัน
แต่ทันใดนั้นเบ็ดตกปลากระตุกอย่างหนัก “ปลา ปลา ปลา” อั๋นรีบจับเบ็ดเอาไว้ แล้วยกมันขึ้นมา ได้ปลานิลตัวใหญ่มา 1 ตัว
“…” เกมมองอั๋นด้วยความงง นี่อีกฝ่ายมันลืมไปแล้วหรอ ว่าเมื่อกี้มันกำลังร้องไห้อยู่ ตัดมาตอนนี้ยิ้มแป้นด้วยความดีใจที่ได้ปลาตัวใหญ่
ทั้งคู่หันมามองหน้ากัน ก็หลุดขำออกมาในความเปลี่ยนอารมณ์เร็วของอั๋น
“งั้นพี่ก่อไฟย่างปลาเลยนะ” เกมบอกอั๋น
“อื้ม!ก่อเลย ๆ น้องกำลังสด ๆ อยู่ เนื้อคงหวานน่าดู” อั๋นพูดไป น้ำลายก็เริ่มสอ
อั๋นปาดน้ำตาที่ไหลก่อนหน้าทิ้ง เขาเสียใจมามากพอแล้ว ถึงเวลาที่เขาต้องหันกลับมารักตัวเอง แล้วมีความสุขกับตัวเองสักที
.
กลิ่นปลาย่างหอมไหม้อ่อน ๆ ลอยขึ้นมาแตะจมูก ชวนให้น้ำลายเริ่มทำงาน
“สุกแล้ว ๆ เดี๋ยวพี่ไปทำแจ๋วแป๊บ”
“ที่นี่เหมือนย้ายครัวมาไว้เลย มีทุกอย่างอะ” อั๋นแซวขึ้น
“ก็เวลาพี่อยากพักผ่อน พี่ก็มานี่เลย ไม่ต้องห่วงเื่กินด้วย แต่่นี้ไม่ค่อยมาแล้ว เพราะอากาศมันร้อน” เกมหันมาตอบขณะตักพริกผงใส่ถ้วยเล็ก
อั๋นนั่งเฝ้าปลาที่ชานพักของกระท่อม พร้อมกับมองเกมที่กำลังทำแจ่วอย่างขะมักเขม้น
“มะนาวหมด!” เกมเอ่ยขึ้น แล้ววิ่งแจ้นไปเก็บมะนาวที่ท้ายสระ
อั๋นเผลอหลุดขำออกมา เพราะเอ็นดูอีกฝ่ายที่วิ่งเหงื่อซกกลับมา
เกมหันไปมองอั๋นที่หัวเราะเขาอยู่
“ไม่ต้องมาขำเลย…อะ! แจ่วเสร็จพอแล้ว” เกมแกล้งดุอั๋น แต่อั๋นไม่สะทกสะท้านใด ๆ
เกมแกะเอาแผ่นเกล็ดปลานิลออก เผยให้เห็นเนื้อปลาสีขาวตรงกลางเป็สีน้ำตาลอ่อน ๆ
“น่ากินชะมัดเลย!!” อั๋นเอ่ยขึ้น ด้วยตาเป็ประกาย
“ไหนใครบอกว่าอิ่มแล้ว” เกมแกล้งแซว
“ก็อิ่มแล้ว แต่กินอีกได้” อั๋นตอบ ไม่มีหรอกนะที่แกล้งงอนเพื่อจะไม่กินอะ เวลานี้ของกินคือเื่ใหญ่
“เด็กน้อยเอ๊ย!” เกมใช้มือยีไปที่ผมของอั๋นอย่างเอ็นดู
“อี๋…พี่เกม หัวผมเหม็นกลิ่นปลาหมด” อั๋นรีบจับผมตัวเองมาดม
“จะไม่สระผมรึไง”
“ก็ผมเพิ่งสระมาเมื่อเช้า” อั๋นแย้ง
“งั้นพี่สระผมให้แล้วกัน” เกมเสนอ
“ไม่ต้องเลย!ผมสระเองได้ รีบกินเลย!!” อั๋นรีบปฏิเสธ
“หึ” เกมหัวเราะในลำคอ ก่อนจะลงมือทานปลาอย่างเอร็ดอร่อย
.
.
เวลา 17:20 น.
บรึ้น…เอี๊ยด ..
รถมอเตอร์ไซค์เกมที่มีอั๋นซ้อนท้ายมาด้วย ขับมาจอดที่หน้าบ้านอั๋น อั๋นก้าวขาลงจากรถ
“ขอบคุณสำหรับวันนี้นะพี่เกม”
เพราะเกมเลย ที่ช่วยให้เขาบรรเทาความเศร้าลงได้
“ยินดีครับผม” เกมยิ้มอย่างสดใส แล้วอั๋นก็ยิ้มตอบ
“กลับมาแล้วหรออั๋น” เสียงพ่อของอั๋นจะโกนผ่านหน้าต่างข้างล่างของบ้าน
“ครับพ่อ” อั๋นะโตอบ
“ไปก่อนนะพี่เกม” อั๋นหันมาบอกลาเกม
“อื้ม” เกมยิ้มตอบ แล้วอั๋นก็เดินเข้าบ้านไป
เกมขับรถกะจะเลี้ยวเข้าบ้าน แต่สายตามองไปเห็นเพื่อนสนิทที่นั่งมองเขาจากโต๊ะม้าหินอ่อน จึงแวะเข้าไปทักทายสักหน่อย
“ทำไมถึงมาด้วยกันได้วะ” ปฏิทินเอ่ยถามขึ้นด้วยความสงสัย ไหนตอนนั้นดูอั๋นโกรธเกมมากอยู่นะ
“เขาโสดแล้วมึง” เกมตอบด้วยสีหน้าดีใจ
“แต่มึงไม่ได้โสดหนิ!” ปฏิทินตอบเรียกสติเพื่อน
“…” เกมเงียบไปสักพัก “กูว่าจะไปบอกเลิกฉิมพรุ่งนี้ว่ะ กูไม่อยากทำผิดกับฉิมไปมากกว่านี้”
“…” ปฏิทินไม่ได้ตอบกลับอะไร
.
.
ณ บ้านเกม
เวลา 02:47 น.
เกมนอนเอามือก่ายหน้าผากครุ่นคิดเื่ที่จะไปบอกเลิกแฟนสาวที่คบกันมา 6 ปี ั้แ่ฉิมเรียนอยู่ชั้น ม.4 และเขาเรียนอยู่มหาวิทยาลัยปี 2 ตอนนั้นเขาทั้งคู่เจอกันที่ร้านอาหารในตัวจังหวัด ฉิมมาสมัครเป็พนักงานเสิร์ฟ เช่นเดียวกับเกมที่มาทำงาน่ปิดเทอมของมหาวิทยาลัย ฉิมเป็คนที่ขยันและมีความสดใสในตัว พูดคุยไปมาจนรู้ว่าบ้านอยู่อำเภอติดกัน ยิ่งไปมาหากันได้ง่าย แต่กว่าจะจีบฉิมติดไม่ใช่เื่ง่ายเลย ฉิมเป็คนที่รักในตัวเองสูง เธอสร้างกำแพงใจไว้หนาไม่ใช่น้อย เกมพยายามทำทุกวิถีทางให้เธอค่อย ๆ ลดกำแพงในใจลง ยอมรับว่าท้อไปหลายหน แต่สุดท้ายฉิมก็ยอมเปิดใจให้ เขาคิดว่าคนนี้แหละ คือแม่ของลูก จนกล้าให้สัญญากับพ่อและแม่ของฉิมว่าจะรักลูกสาวของท่านตลอดไป ทำให้ท่านกล้าที่จะยอมให้ลูกสาวสุดที่รักคนเดียวไปไหนมาไหนกับเขาได้สองต่อสอง
ความรู้สึกมันเริ่มจางลง เมื่อต้นปีที่แล้ว เกมย้ายกลับมาทำงานในจังหวัด เพื่อจะได้กลับมาอยู่บ้านของตัวเองโดยไม่ต้องเสียค่าเช่า แต่ต้องอยู่ห่างจากฉิม เพราะฉิมเรียนอยู่มหาลัยใกล้กับที่ทำงานเก่าของเขา แต่พอย้ายกลับมาอยู่บ้านก็ไม่ได้เจอกันเลย รอเจอทีเดียวก็่ฉิมปิดเทอม และฉิมอยากให้เกมไปหาเธอบ้าง แต่เนื่องด้วยระยะเดินทางมันใช้เวลา 7-8 ชั่วโมง ถ้าจะไป ก็อยู่ด้วยกันเพียงแป๊บเดียวก็ต้องกลับ เกมเลยเลือกที่จะใช้วันหยุดพักอยู่บ้านแทน แค่ทำงานก็เหนื่อยมากพอแล้ว มันเลยทำให้เขาทั้งคู่ทะเลาะกันบ่อย
เกมจึงเลี่ยงการทะเลาะกับฉิมไปเล่นที่บ้านของปฏิทินแทน แล้วเพิ่งมาสังเกตว่ารุ่นน้องที่ชื่ออั๋นเริ่มโตเป็หนุ่มแล้ว ดูดีขึ้นเยอะเลย แต่ยังมีนิสัยความเป็เด็กอยู่ ความสดใส ความขี้อ้อน จนเกมอดใจไม่ได้ที่อยากจะแกล้งแซว เพื่อเอาสนุก พอนานวันเข้าได้เห็นหลาย ๆ มุมของอั๋น จากแซวเล่น ๆ ก็เริ่มชอบเข้าจริง ๆ
เกมคิดวนไปมาจนเผลอหลับไปด้วยความเพลีย
.
.
เวลา 05:20 น.
ครืด….ครืด…ครืด.. (มีสายโทรเข้า)
เกมรู้สึกตัว ใช้มือควานหาโทรศัพท์ข้าง ๆ ตัว แล้วกดรับสายด้วยความเคยชิน แม้จะหลับตาอยู่ก็ตาม
เกม : ฮัลโหล
ฉิม : พี่เกม ฮือ…
เกมลืมตาด้วยความใ ที่อีกฝ่ายร้องไห้
เกม : ฉิมเป็ไร ทำไมถึงร้องไห้
ฉิม : ฮือ…พ่อ…ฮือ..
เกม : พ่ออะไรฉิม?
ฉิม : ฮึก พ่อเข้าโรงบาล
เกม : ห๊ะ? พ่อเป็ไร! (เกมเด้งตัวขึ้นมานั่งด้วยสีหน้าใสุดขีด
ฉิม : พ…พ่อวูบหลับ ฮึก ชนเสาไฟฟ้า ตอนนี้อยู่ห้องฉุกเฉิน
เกม:อยู่โรงบาลไหน
ฉิม : อยู่ ฮึก..โรงพยาบาล A
เกม : โอเค เดี๋ยวพี่รีบไป (ติ๊ด! วางสาย)
เกมรีบลุกออกจากเตียง ทำการเปลี่ยนเป็เสื้อยืดและกางเกงยีน เดินลงมาข้างล่างบ้าน หยิบกุญแจรถที่แขวนข้าง ๆ ประตู ทำการล็อกบ้านให้เรียบร้อย เดินไปคร่อมมอเตอร์ไซค์ แล้วบิดรถมุ่งหน้าไปโรงพยาบาลประจำจังหวัด
.
.
35 นาทีผ่านไป
เกมมาถึงโรงพยาบาล รีบเดินไปยังห้องฉุกเฉิน เห็นฉิมกับแม่นั่งกอดกันร้องไห้อยู่ เกมเดินเข้าไปหาทั้งคู่
“แม่หวัดดีครับ” เกมยกมือไหว้แม่ของฉิม ซึ่งเขานับถือพ่อกับแม่ของฉิม เหมือนพ่อแม่แท้ ๆเนื่องจากพ่อแม่เขาแยกทางกัน เขาอยู่กับพ่อ และสูญเสียพ่อไปั้แ่อยู่ ม.5 ทำให้เขาต้องอยู่คนเดียวนับแต่นั้นมา แต่ยังมีปฏิทินและต้าร์คอยอยู่ข้าง ๆ
ทั้งสองหันมามองเกม ใบหน้าเต็มไปด้วยหยดน้ำตา และความรู้สึกเ็ป
“พี่เกม..” ฉิมลุกขึ้นเข้าโผกอดคนรัก เกมกอดตอบ พร้อมลูบผมเบา ๆ
“พี่อยู่ตรงนี้แล้วนะฉิม พ่อต้องปลอดภัย”
เกมปลอบแฟน พร้อมกับมองดูแม่ของฉิมที่นั่งร้องไห้อย่างเสียใจที่สุด
บานประตูห้องฉุกเฉินถูกเปิดออกมา คุณหมอและพยาบาลเดินออกมา ทั้งสามรีบเดินเข้าไปหาทันที เพื่อถามอาการของพ่อ
“แฟนฉันเป็ไง ฮึก บ้างคะคุณหมอ” แม่พยายามกลั้นสะอื้น
“…” คุณหมอและพยาบาลยืนเงียบ
“ฮึก…อย่าเงียบสิหมอ พ่อหนูปลอดภัยใช่มั้ย!” ฉิมเข้าไปเขย่าแขนคุณหมอเพื่อคาดคั้นคำตอบ
“หมอยื้อสุดชีวิตแล้วครับ”
เพียงประโยคนั้นทำให้แม่เป็ลมล้มลง ดีที่เกมรับตัวไว้ทัน
“แม่!” เกมและฉิมเรียก
“พาญาติไปพักก่อน” หมอบอกพยาบาลให้พาคนเป็ลมไปพักในห้องพักก่อน
ณ ห้องพักของญาติ
พยาบาลกำลังให้แม่ดมยาดมเพื่อฟื้น และคุณหมอหันมาคุยกับเกมและฉิมต่อ
“ร่างกายคนไข้ทนพิษาแไม่ไหว หมอเสียใจด้วยนะครับ” คุณหมอและพยาบาลต่างเสียใจที่ช่วยชีวิตไม่ได้
.
.
ณ บ้านอั๋น
่นี้อั๋นดูยุ่ง ๆพอขึ้น ม.6 แล้ว ต้องหาที่เรียนต่อในรั้วมหาวิทยาลัย เขายังไม่รู้ว่าจริง ๆ แล้วอยากเรียนอะไร หรือจบไปทำงานด้านไหน ถ้าย้อนไปตอนเด็ก ๆ คงอยากเป็หมอ เพื่อมารักษาแม่ที่ป่วยเป็โรคไต แต่พอแม่เสียไปตอนเขาอยู่ ม.2 ความฝันที่อยากเป็หมอ ก็หายวาบไปในพริบตา เขาอาศัยอยู่กับพ่อที่เป็พนักงานใน อบต. (องค์การบริหารส่วนตำบล) พ่ออยากให้เขาทำงานสายราชการ แต่เขาไม่ได้ชอบด้านนี้ แต่ก็ไม่รู้จะเรียนอะไรอยู่ดี
ความคิดสับสนเช่นนี้วนเวียนในหัวของเขาไปมาจนวุ่นวาย
“เฮ้อ….” เสียงถอนหายใจออกมาอย่างสิ้นหวังกับอนาคตข้างหน้า
ขณะที่กำลังเครียดถึงเื่อนาคต สายตามองผ่านหน้าต่างชำเลืองไปยังบ้านฝั่งตรงข้ามที่เฉียงไปทางซ้ายมือ
บ้านเงียบและมีการล็อกประตูหน้าบ้านมา 2 วันแล้ว
“ไปไหนของเขานะ?”
.
.
ณ บ้านปฏิทิน
ปฏิทินกำลังวุ่นกับการแปลนิยายญี่ปุ่นอยู่
ติ๊ง! (แชตเด้ง)
ต้าร์ : เขารับกูเข้าทำงานแล้วมึง