บทที่ 15 คุยกันตามประสานักธุรกิจ
หญิงสาวคิดไม่ออกจึงเลิกคิดไป พรุ่งนี้การไปที่ร้านค้าใจกลางย่านการค้าควานตงคือเื่สำคัญที่สุด เธอต้องไปพบกับลูกหลานของคนใหญ่คนโตเ่าั้
รีบนอนพักผ่อนเอาแรงดีกว่า!
เตียงนุ่ม ๆ ปลอบประโลมหัวใจที่ตื่นตระหนก ทำให้จิ่งเหมียนเข้าสู่ห้วงนิทราอย่างรวดเร็ว
แสงจันทร์ที่ส่องสว่างสาดแสงลงมา ทั้งบนอาคารสูงและหลังคาบ้านที่ทรุดโทรมต่างก็ถูกปกคลุมไปด้วยแสงสีเงินนี้
"ทำไม์ถึงไม่ยุติธรรมแบบนี้นะ!"
"ทำไมเราต้องย้ายออกไปด้วย!"
ภายในห้อง 302 จางเพ่ยหรงนั่งร้องไห้ฟูมฟายอยู่บนพื้น
"เพ่ยหรง เธอเลิกโวยวายได้แล้ว รีบมาช่วยฉันเก็บของดีกว่า" เจียงเหิง สามีของเธอเอ่ยอย่างเบื่อหน่าย
"เก็บอะไรเล่า! คุณลืมแล้วเหรอว่าปี้ฉุนพูดว่ายังไง! จิ่งเหมียน ใจร้ายจริง ๆ! เป็คนในครอบครัวแท้ ๆ เธอกลับใจแข็งกับเราได้ลงคอ บอกว่าไม่เกี่ยวข้องกันแล้ว จากนั้นก็ทิ้งพวกเราไว้แบบนี้ ฉันเ็ปใจมากเลย!"
"นั่นสิ!" เจียงปี้ฉุนแทรกขึ้นมาในทันที โดยไม่สนใจว่าแผลที่ปากจะฉีกจนเืซิบอีกรอบ "ยัยนั่นมันใจดำ ไร้หัวใจ ไร้ความปรานี แล้วยังทำให้ฉันอับอายขายหน้าอีก! ยอมไปเป็เมียน้อยคนอื่น แต่ไม่ยอมกลับบ้าน! อย่างนี้แหละ คนไม่ได้เรียนหนังสือก็มักจะไร้ยางอาย!"
เจียงเหิงอดไม่ได้ที่จะถามลูกสาวของเขา "ลูกแน่ใจนะว่าไม่ได้เข้าใจผิดไป? จิ่งเหมียนไปคบกับคนรวยจริง ๆ เหรอ?"
เจียงปี้ฉุนยืนยันอย่างหนักแน่น "ถ้าไม่ใช่ เธอจะมีเสื้อผ้าใหม่ใส่ได้ยังไงล่ะคะ? ในมือถือถุงเต็มไปหมด เห็นได้ชัดว่าเป็ผู้ชายที่ยอมทุ่มเงินให้เธอ"
เธอกับแม่ช่างเหมือนกันจริง ๆ ทั้งแม่และลูกต่างก็เห็นแก่เงิน
เจียงปี้ฉุนมองจางเพ่ยหรงที่นั่งเงียบอยู่ด้วยสายตาดูถูก "ตอนนี้จิ่งเหมียนกลายเป็นกอินทรีบินขึ้นไปเกาะกิ่งไม้สูง มองไม่เห็นหัวพวกเราแล้ว ตัวเองมีชีวิตสุขสบาย ก็ปล่อยให้ญาติพี่น้องไปอยู่ในสลัม ถ้าเป็ลูกสาวฉัน ฉันจะตีให้ตายเลยคอยดู!"
จู่ ๆ จางเพ่ยหรงก็คว้าแขนของเจียงปี้ฉุนแน่น "ปี้ฉุน พรุ่งนี้เราไปดักรอจิ่งเหมียนที่ห้างกันเถอะ!"
"โอ๊ย! เจ็บ! ปล่อยฉันนะ!" เจียงปี้ฉุนปัดมือจางเพ่ยหรงออกจากแขนของเธออย่างแรง ใบหน้าเหยเกเพราะความเ็ป ดวงตาก็จ้องมองแม่เลี้ยงด้วยความโกรธ "พ่อคะ พาฉันไปโรงพยาบาลเดี๋ยวนี้! ฉันเจ็บแขนมากเลย!"
ตอนนั้นที่เธอพูดว่ากระดูกแทบหักเป็แค่การพูดตัดรำคาญ แต่จนถึงตอนนี้ ความเ็ปก็ยังไม่จางหายไป แถมยังหนักข้อขึ้นเรื่อย ๆ ขยับก็ไม่ได้ ยิ่งโดนอะไรกระแทกเข้าก็ยิ่งเจ็บ เธอชักเริ่มสงสัยแล้วว่า กระดูกคงจะหักจริง ๆ ผู้ชายคนนั้นมือหนักเกินไปแล้ว!
ดูสิ! โดนตีนิดเดียวเอง กลายเป็แบบนี้ไปได้ยังไง! จิ่งเหมียนก็ตัวแค่นั้นเอง ผอมเหมือนไม้เสียบผี จะทนแรงเขาได้ยังไง จะไหวแน่เรอะ!
เจียงเหิงมีท่าทีลังเล หากไปโรงพยาบาล ทั้งค่าตรวจ ค่ายา และค่ารักษา ไม่ใช่น้อย ๆ เลยนะ
"ปี้ฉุน บ้านเราก็โดนไล่ไปอยู่สลัมแล้ว จะเอาเงินที่ไหนให้ลูกไปหาหมอ"
เจียงปี้ฉุนกำลังจะเถียง จางเพ่ยหรงก็พูดแทรกขึ้นมา "ที่บ้านก็ลำบากอยู่ ลูกดูอย่างจิ่งเหมียนสิ ป่วยทีไรก็ไม่เห็นเคยได้ไปโรงพยาบาล ทน ๆ ไปเดี๋ยวก็หายแล้ว"
"นี่จางเพ่ยหรง!" เจียงปี้ฉุนโกรธจนหน้าแดง ก่อนะโออกมาอย่างเหลืออด "เอายัยนั่นมาเทียบกับฉันได้ยังไง! เธอมันก็แค่หมา! ไม่สิ! แย่ยิ่งกว่านั้นอีก! กระดูกฉันหักนะ! หน้าฉันก็บวมขนาดนี้! คิดอะไรอยู่เนี่ย! ฉันเป็แบบนี้ก็เพราะจิ่งเหมียนทั้งนั้น!"
เจียงเหิงจ้องตาเขียวใส่เจียงปี้ฉุน ก่อนจะดุไปสองสามคำ "พูดจาแบบนี้ได้ยังไง เธอก็เป็น้องสาวลูกนะ"
"นั่นน่ะสิปี้ฉุน ถึงยังไงจิ่งเหมียนก็เกาะคนรวยได้แล้ว ลูกยังไม่ได้ทำงานหาเงิน จะไปพูดแบบนั้นกับเธอได้ยังไง" จางเพ่ยหรงพูดเสริมด้วยความไม่พอใจ
เจียงปี้ฉุนจึงหัวเราะเยาะออกมา "จางเพ่ยหรง คุณคิดอะไรอยู่เนี่ย อย่าบอกนะว่า คุณยังคิดว่าจิ่งเหมียนยังเห็นคุณเป็แม่ ยัยนั่นตัดขาดกับเราไปแล้ว ตอนนี้กลายเป็ลูกรักในอุ้งมือของท่านประธานไปแล้ว ต่อให้คุณอยากจะเกาะลูกสาวคนนั้นก็ทำไม่ได้หรอก!!"
คำพูดนั้นเหมือนเอาเกลือไปโรยที่แผลในใจของจางเพ่ยหรง!
จางเพ่ยหรงจึงโวยวายขึ้นมาในทันที "ที่เป็แบบนี้ต้องโทษเธอนั่นแหละ! ใครใช้ให้ไปรังแกจิ่งเหมียน ฉันต้องคอยปกป้องเธอ เลยต้องผิดใจกับจิ่งเหมียนแบบนี้ไง!"
"พอแล้ว! พอได้แล้ว! อย่าทะเลาะกันเลย" หากผู้เป็พ่อไม่ห้ามไว้ คงได้เห็นดีกันไปข้าง รู้ ๆ กันอยู่ว่า เจียงเหิงเป็คนไกล่เกลี่ยเก่งจะตายไป
"ตราบใดที่ไม่ได้พาจิ่งเหมียนกลับมาก็ไม่มีประโยชน์อะไรแล้ว พรุ่งนี้เช้าฝ่ายบริหารอาคารจะเข้ามาเอากุญแจคืนและเคลียร์ห้อง ใครเจอจิ่งเหมียนก็รีบโทรบอกกันด้วยนะ พวกเราจะได้ไปรวบตัวเธอพร้อมกัน"
วันรุ่งขึ้น จิ่งเหมียนนั่งรถบรรทุกของจางเถี่ยไปที่เขตควานเฉิงตามปกติ
ย่างเข้าเดือนมิถุนายน แสงแดดก็ยิ่งแผดเผารุนแรงขึ้นทุกวัน หลังจากเข้าสู่วันโลกาวินาศ ดาวเคราะห์สีน้ำเงินแห่งนี้ก็มีอุณหภูมิในฤดูหนาวและฤดูร้อนก็ผันผวนเป็สองขั้ว
ข้างนอกอุณหภูมิสูงถึง 38 องศาเซลเซียส แสงแดดจ้าจนแสบตา
คนเราเสื้อผ้าหน้าผมนั้นสำคัญ จิ่งเหมียนที่แปลงโฉมจนจำไม่ได้ เมื่อปรากฏตัวในย่านการค้าก็ดึงดูดสายตาทุกคู่ให้จับจ้อง
เธอเดินตรงไปยังร้านค้าใจกลางย่านการค้าเพื่อเลือกเช่าพื้นที่
ชายในชุดสูทที่เคยชวนเธอมาขายของเห็นเธอเดินเข้ามา เขาก็รีบเดินมาทักทาย "ยินดีต้อนรับครับคุณจิ่ง ร้านของคุณหมายเลข 07 คุณหนูรองได้จัดเตรียมไว้ให้คุณโดยเฉพาะเลยครับ"
"ขอบคุณน้ำใจของคุณหนูรองมากเลยนะคะ เดี๋ยวฉันขอจัดของก่อน แล้วจะไปขอบคุณเธอด้วยตัวเองค่ะ" จิ่งเหมียนตอบกลับอย่างสุภาพและสุขุม
หลังจากจัดร้านเรียบร้อยแล้ว เธอก็เดินตามชายชุดสูทไปที่ห้องพักผ่อนบนชั้นสอง
ทันทีที่เปิดประตู สายลมเย็น ๆ ก็พัดออกมาปะทะใบหน้า ปรากฏว่าในห้องเปิดเครื่องปรับอากาศอยู่ ทำให้รู้สึกเย็นสบายขึ้นมาก
‘น่าอิจฉาชะมัด ฉันต้องรีบอัปเกรดฐานซะแล้ว จะได้มีเครื่องใช้ไฟฟ้ากับเฟอร์นิเจอร์มาแต่งบ้านสักที! และจะได้รอดพ้นจากหน้าร้อนสุดทรมานนี่ด้วย!’
ตรงหน้านั้น จิ่งเหมียนเห็นหญิงสาวปากแดงคนหนึ่งสวมชุดเดรสและสูทสีขาวกำลังนั่งพิงโซฟาอย่างสบายใจ ริมฝีปากได้รูปคาบบุหรี่แลดูเคร่งขรึม
ตระกูลเซียวเป็ตระกูลที่ร่ำรวยอันดับต้น ๆ ของเขตควานเฉิง ในชาติก่อน จิ่งเหมียนเคยเจอคุณหนูรองเซียวคนนี้ เซียวเฝ่ย เธอเป็ผู้หญิงที่เก่งเื่ธุรกิจ เพราะความสามารถที่โดดเด่นของเธอ ทำให้คุณชายใหญ่เซียวดูด้อยค่าจนเหมือนคนโง่เขลา สิทธิ์ในการสืบทอดตระกูลเซียวจึงยังไม่ได้ข้อสรุปสักที
"คนเขาว่ากันว่า คุณหนูรองเซียวมีวิสัยทัศน์ที่เฉียบแหลม ไม่คิดเลยว่าจะเป็เื่จริงนะคะ" จิ่งเหมียนนั่งลงตรงข้ามกับคุณหนูรอง
เซียวเฝ่ยยิ้มมุมปาก "นั่นก็เพราะสิ่งที่คุณจิ่งหยิบยื่นมามันช่างเย้ายวนใจ ไม่ใช่ว่าฉันมีวิสัยทัศน์อะไรหรอกค่ะ"
"ถึงจะมีคนเห็นคุณค่าของฉัน แต่คุณหนูรองเป็คนแรกที่ยื่นข้อเสนอมาร่วมงานกันนะคะ"
ในที่สุดเซียวเฝ่ยก็ยืดตัวขึ้น แล้วพูดอย่างตรงไปตรงมา "คนฉลาดคุยกันรู้เื่ คุณจิ่งมีข้าวอยู่ในสต็อกมากแค่ไหนคะ"
"ไม่ว่าคำสั่งซื้อจะใหญ่แค่ไหน ฉันก็จัดการได้หมดค่ะ"
ดวงตาของเซียวเฝ่ยเป็ประกาย มองจิ่งเหมียนด้วยสายตาที่เปลี่ยนไป "ถ้าคุณจิ่งมีสต็อกสินค้ามากขนาดนี้ คงอยากจะหาลูกค้ารายใหญ่เพื่อเปลี่ยนเป็เงินทุนโดยเร็ว ฉันสามารถช่วยหาคู่ค้าให้คุณจิ่งได้ ถ้าตกลงกันได้ ฉันขอส่วนแบ่งหนึ่งส่วน คุณจิ่งเห็นว่ายังไงคะ นอกจากนี้ ทางตระกูลเซียวของฉันก็จะสั่งซื้อข้าวกับคุณจิ่งด้วย"