"ข้าเคยได้ยินแต่ชนไก่ ชนจิ้งหรีดไม่เคยรู้มาก่อนว่ามีการพนันแบบนี้ด้วย" อันซิ่วเอ๋อร์เอ่ยอย่างประหลาดใจ"คนสู้กัน ย่อมต้องมีการบาดเจ็บ หากถึงตายเล่า จะทำอย่างไร?เหตุใดจึงมีคนยอมมาเป็นนักสู้เช่นนี้?"
จางเจิ้นอันถอนหายใจแผ่วเบา ตอบสั้นๆเพียงสามคำ "เพื่อเงิน"
"เงิน?" อันซิ่วเอ๋อร์ดูเหมือนไม่เข้าใจ"เงินสำคัญกว่าชีวิตตนเองหรือ?" แต่พอพูดจบนางก็คล้ายจะเข้าใจบางอย่าง ลดเสียงลงพูดว่า "ก็จริงบางคนอาจไม่มีทางเลือกอื่น"
"ช่างเถอะ อย่าไปคิดเรื่องนี้เลยอย่างไรก็ไม่เกี่ยวกับเรา" จางเจิ้นอันเอื้อมมือโอบไหล่นางกล่าวว่า "ไปกันเถอะ"
ขณะที่ทั้งสองกำลังจะเดินจากไปดูเหมือนการประลองด้านในกำลังถึงช่วงเข้มข้นเสียงโห่ร้องให้กำลังใจดังกระหึ่มออกมา อันซิ่วเอ๋อร์เกิดความอยากรู้อยากเห็นเหมือนมีอะไรบางอย่างดึงดูดใจ จนก้าวขาไม่ออก นางอยากเข้าไปดูให้เห็นกับตา
"เจ้าอยากดูหรือ?"
จางเจิ้นอันเห็นนางยังลังเลจึงเอ่ยถามเมื่อเห็นนางไม่ปฏิเสธ จึงกล่าวว่า "ถ้าเจ้าอยากดูเราก็เข้าไปดูกัน แต่ข้างในอาจจะดูโหดร้าย มีเลือดตกยางออกบ้างถึงตอนนั้นเจ้าต้องทนดูให้ได้นะ"
"มีเลือดตกยางออก...จะขนาดไหนหรือเจ้าคะ?" อันซิ่วเอ๋อร์ถามอย่างอยากรู้
"สังเวียนแต่ละแห่งไม่เหมือนกันบางแห่งใช้สัตว์ใหญ่ จับสัตว์พวกนั้นมาอดอาหารหลายวัน พอปล่อยออกมามันก็จะหิวโซและดุร้าย เข้าขย้ำกันอย่างบ้าคลั่ง บางครั้งการประลองจบลงไส้พุงอาจจะทะลักเกลื่อนพื้น ตัวที่ชนะก็จะอาบไปด้วยเลือดบางทีถึงกับกัดกินซากผู้แพ้อย่างน่าสยดสยอง"
"แล้วถ้าเป็นคนสู้กันเล่าเจ้าคะ?"อันซิ่วเอ๋อร์อดถามต่อไม่ได้
จางเจิ้นอันพานางเดินไปยังทางเข้าสังเวียนพลางอธิบายว่า "ถ้าเป็นคนคงไม่ถึงกับกัดกินกันเหมือนสัตว์ ส่วนใหญ่ถ้าสู้จนฝ่ายหนึ่งลุกไม่ขึ้น ก็ถือว่าชนะ"
"ค่อยยังชั่วหน่อยเจ้าค่ะ"อันซิ่วเอ๋อร์พยักหน้า เมื่อเห็นจางเจิ้นอันจ่ายค่าผ่านประตูแล้วนางก็ไม่ได้ว่าอะไร เพียงเดินตามเขาเข้าไปด้านใน
พอเข้าไปด้านใน เสียงโห่ร้องก็ดังกระหึ่มผู้ชมราวกับคลุ้มคลั่ง ตะโกนให้กำลังใจนักสู้ในสังเวียนไม่หยุดพอฝ่ายที่ตนพนันไว้ได้เปรียบ ก็ส่งเสียงให้กำลังใจดังลั่นพอฝ่ายที่พนันไว้เสียเปรียบ ก็ตะโกนด่าทออย่างเกรี้ยวกราด
ที่น่าแปลกใจคือมีเสียงกรีดร้องให้กำลังใจของสตรีดังอยู่ไม่น้อย ทำให้นางรู้สึกแปลกแยกน้อยลงพึมพำว่า"มีผู้หญิงมาดูด้วยหรือนี่"
“พวกคุณหนูนายหญิงตระกูลร่ำรวยหลายคนพอว่างๆ ก็มักจะมาหาความบันเทิงที่นี่"
น้ำเสียงของจางเจิ้นอันเจือความขมขื่นเล็กน้อย"ปกติแล้วพวกนางดูสง่างาม พูดจาอ่อนหวาน แต่พอมาอยู่ที่นี่กลับหน้าแดงก่ำ ตะโกนให้กำลังใจเสียงดัง ดูไม่สำรวมเอาเสียเลย
แต่พอมีคนมอง พวกนางก็จะกลับไปวางท่าเฉยเมยนั่งเชิดอยู่บนที่นั่งพิเศษ
จางเจิ้นอันไม่คิดว่าเมืองเล็กๆเช่นนี้ก็มีสังเวียนด้วย ดูเหมือนใต้หล้านี้จะวุ่นวายขึ้นทุกวันเบื้องบนเป็นอย่างไร เบื้องล่างก็เป็นอย่างนั้นเรื่องเสื่อมทรามแบบนี้แพร่มาถึงชาวบ้านแล้วสินะ
แน่นอนว่าเรื่องพวกนี้ไม่เกี่ยวกับเขาเขาเพียงระมัดระวัง คอยดูแลอันซิ่วเอ๋อร์พานางเบียดฝูงชนไปยังอัฒจันทร์ยืนชมแห่งหนึ่ง
บนอัฒจันทร์ล้วนเป็นคนที่จ่ายเงินไม่มากอย่างพวกตนที่เข้ามาดูความสนุก ไม่มีที่นั่ง แต่ทว่ามุมมองจากตรงนี้ถือว่าดีมองเห็นได้ชัดเจน
ด้านล่างในสนามมีที่นั่งให้นั่งชมพวกที่นั่งแถวหน้าสุดล้วนนั่งอย่างสง่า มีสาวใช้คอยรินน้ำชาให้
ตรงกลางเป็นเวทีล้อมด้วยรั้วเหล็กดูคล้ายกรงเหล็ก ข้างในมีชายฉกรรจ์สองคนเปลือยท่อนบน กำลังต่อสู้กันอย่างดุเดือด
ไม่แปลกใจที่คนอื่นดูอย่างออกรสออกชาติแต่อันซิ่วเอ๋อร์กลับเป็นห่วงนักสู้ทั้งสอง กลัวว่าพวกเขาจะบาดเจ็บแม้จะรู้ว่าขึ้นสังเวียนแล้ว การไม่บาดเจ็บเป็นไปไม่ได้
แค่เห็นฝ่ายหนึ่งเงื้อหมัดจะชกอีกฝ่ายนางก็รีบปิดตา ทนดูไม่ได้ แต่สุดท้ายก็อดไม่ได้ที่จะแอบมองผ่านง่ามนิ้วพอเห็นอีกฝ่ายปัดป้องได้
นักสู้ทั้งสองสวมหน้ากากเหล็กป้องกันใบหน้าอันซิ่วเอ๋อร์จึงมองไม่เห็นหน้าตาชัดเจน พอฝ่ายหนึ่งปัดป้องหมัดได้ผู้ชมก็ส่งเสียงโห่ร้องเรียกชื่อเขากันเกรียวกราว "เถียถ่า! เถียถ่า!"
อันซิ่วเอ๋อร์ได้ยินเสียงให้กำลังใจรอบข้างก็รู้สึกคึกคักตามไปด้วยพูดพลางหัวเราะ "คนนั้นชื่อเถียถ่าหรือเจ้าคะ?ดูรูปร่างแล้วสมชื่อเถียถ่าจริงๆ"
"มองก็ไม่กล้ามองแต่ก็ยังอุตส่าห์แอบดู ช่างย้อนแย้งเสียจริง" จางเจิ้นอันอดหัวเราะท่าทางปิดตาของนางเมื่อครู่ไม่ได้
"ข้าแค่ไม่อยากเห็นเลือดเท่านั้นเอง"อันซิ่วเอ๋อร์ว่า แล้วก็ดูต่อไป
คนยุคนี้ไม่มีความบันเทิงอะไรมากนักอันซิ่วเอ๋อร์ก็ไม่เคยเห็นการต่อสู้แบบนี้ นักสู้ทั้งสองไม่ใช้อาวุธใช้เพียงมือเปล่าและพละกำลังแลกหมัดกัน ดูเป็นความงามแบบดิบเถื่อนอย่างหนึ่ง
อันซิ่วเอ๋อร์รู้สึกว่าการยืนดูบนอัฒจันทร์แบบนี้ไม่ค่อยเหมาะแต่นางก็อดดูต่อไปไม่ได้ ไม่ใช่เพราะอะไรอื่นเพียงแต่การต่อสู้มันน่าตื่นเต้นเร้าใจ กระตุ้นความรู้สึกจึงอยากรู้ว่าใครจะเป็นฝ่ายชนะ
จางเจิ้นอันเดิมทีแค่ตั้งใจพานางเข้ามาดูแล้วก็ไปใครจะรู้ว่านางกลับจ้องมองสังเวียนไม่วางตา พอถึงจังหวะอันตราย ก็จะปิดตาเขารู้ว่านางแอบมองผ่านง่ามนิ้ว อดสงสัยไม่ได้ว่าปิดตาแบบนั้นจะมีประโยชน์อะไร
เขาไม่ได้สนใจการต่อสู้ในสังเวียนนักรู้สึกว่าคนไม่ใช่สัตว์ป่า การหาความสุขบนความทุกข์ของผู้อื่นช่างไร้มนุษยธรรมสิ้นดี ลูกผู้ชาย ถึงจะไม่ได้เป็นขุนนางก็ควรใช้ชีวิตอย่างมีศักดิ์ศรี
แต่พวกนักสู้อาจไม่ได้คิดแบบนั้นบางทีพวกเขาอาจมีความสุขที่ได้ชนะ ได้ยินเสียงให้กำลังใจโดยเฉพาะเสียงให้กำลังใจจากพวกสตรีสูงศักดิ์ที่อาจช่วยกระตุ้นความเป็นชายในตัวพวกเขาอาจทำให้พวกเขารู้สึกว่าตนเองได้รับเกียรติอย่างสูงส่งในตอนนั้น
นักสู้บางคนมาสู้เพื่อเงินส่วนใหญ่เป็นนักสู้ที่ตระกูลใหญ่เลี้ยงไว้ ตระกูลใหญ่เหล่านี้หาเงินจากสังเวียนและยังใช้แสดงความแข็งแกร่งของตระกูลด้วย
เหมือนกับว่าถ้านักสู้ของตนชนะก็จะช่วยเพิ่มหน้าตาให้ตระกูล เช่น หากลูกหลานสองตระกูลขัดแย้งกันพวกเขาก็จะไม่สู้กันเอง แต่จะส่งนักสู้ที่เลี้ยงไว้ออกมาสู้แทนเพื่อรักษาหน้าตาและเกียรติยศ
แล้วนักสู้ที่แพ้เล่า?นอกจากจะบาดเจ็บแล้ว พอกลับไปก็อาจเจอสายตาเย็นชาจากเจ้านายและเสียงเยาะเย้ยจากคนอื่น
นักสู้ที่แพ้จะไม่ได้รับความเคารพจากเจ้านาย มีเพียงชัยชนะต่อเนื่องเท่านั้นที่จะทำให้คนเคารพ
การต่อสู้ที่อันซิ่วเอ๋อร์ดูไม่ได้นองเลือดนัก เป็นการสู้มือเปล่า นักสู้ทั้งสองฝีมือไม่เท่าไหร่แต่ผู้ชมก็ดูสนุกสนาน
อันซิ่วเอ๋อร์ยืนดูจนจบนางรู้สึกว่ามันน่าตื่นเต้น และเหมือนได้เปิดโลกทัศน์นางไม่เคยรู้ว่ามีสถานที่แบบนี้ ไม่เคยมาที่นี่มาก่อนเลย
"นักสู้ร่างกำยำที่ชื่อเถียถ่าชนะแล้ว"นางบอกจางเจิ้นอันอย่างตื่นเต้น "เมื่อครู่ข้าว่าแล้วว่าเขาต้องชนะไม่คิดว่าจะชนะจริงๆ เก่งมาก!"
"อืม สายตาเจ้าเฉียบคมนักอยากดูอีกรอบไหม?" จางเจิ้นอันเห็นนางตื่นเต้นขนาดนี้คิดว่านางคงยังไม่อยากกลับ
"วันนี้ฟ้าจะมืดแล้วดูรอบเดียวพอแล้ว เรากลับกันก่อนเถอะเจ้าค่ะ" น่าแปลกที่อันซิ่วเอ๋อร์ปฏิเสธข้อเสนอของเขาแม้นางอยากจะดูต่อ แต่ก็ต้องดูตามความเป็นจริง ถ้าดูอีกรอบ คงกลับถึงเรือมืดค่ำแน่
"ตกลง" จางเจิ้นอันพยักหน้า
ประตูเหล็กเปิดออกผู้แพ้ที่หมดสติถูกหามออกไป ส่วนผู้ชนะมีสีหน้าเรียบเฉย ไม่สนใจเสียงโห่ร้องยินดีเขาเพียงถอดหน้ากากออก รับเหล้าแรงจากบริกรมาดื่มสองอึกแล้วเช็ดเลือดเหงื่อบนใบหน้า เดินไปยังหลังเวที
แต่ในชั่วพริบตานั้นอันซิ่วเอ๋อร์กลับตัวแข็งทื่อ นางรู้สึกเหมือนเห็นใบหน้าที่คุ้นเคย แต่พอมองอีกทีคนนั้นก็หันหลังเดินเข้าหลังเวทีไปแล้ว
อันซิ่วเอ๋อร์รีบหันตัวจะอ้อมไปหลังเวทีเพื่อตามหาคนคนนั้น จางเจิ้นอันคว้าแขนนางไว้ ถามว่า"เป็นอะไรไป?"
"ข้าเหมือนจะเห็นพี่ชาย"อันซิ่วเอ๋อร์ตอบเสียงร้อนรน
"ที่ไหน?" จางเจิ้นอันถาม
"ก็... นักสู้คนเมื่อครู่นี้!"อันซิ่วเอ๋อร์ยิ่งร้อนใจ "พี่ชาย...เหตุใดเขามาทำงานอันตรายเช่นนี้ เขาบอกว่าทำงานที่หอสุราไม่ใช่หรือ"
ตอนที่ดูคนอื่นสู้กัน นางมองในฐานะผู้ชมแต่พอคนคนนั้นอาจเป็นญาติของตน นางก็กังวลจนแทบจะร้องไห้ งานแบบนี้ไม่ใช่งานที่ดีไม่รู้จะบาดเจ็บเมื่อไหร่ เหมือนคนที่แพ้เมื่อครู่ที่ถูกหามออกไป
อันซิ่วเอ๋อร์ไม่อยากนึกภาพพี่ชายที่นางเคารพถูกหามออกไปแบบนั้นนางอยากจะรีบไปหลังเวที เพื่อยืนยันว่านางไม่ได้ตาฝาดแม้โอกาสที่จะจำผิดนั้นน้อยมากก็ตาม
จางเจิ้นอันเห็นนางรีบร้อนวิ่งไปทางหลังเวทีก็ไม่ได้พูดอะไร เพียงตามนางไป ทั้งสองไปถึงทางเข้าหลังเวทีแต่ถูกยามเฝ้าประตูขวางไว้ "ขออภัย หากจะชมการแสดงเชิญด้านหน้า ที่นี่เป็นที่พักนักสู้"
"ข้ามาตามหาคนเจ้าค่ะ" อันซิ่วเอ๋อร์รีบบอก