่ปลายฤดูคิมหันต์ บางวันมีฝนตกให้ได้เห็นเป็สัญญาณเตือนว่าอีกไม่นานจะเข้าฤดูวสันต์แล้ว วันนี้เมฆหนาตั้งเค้าทำท่าจะตกอีกไม่นานั้แ่เช้าตรู่ ลมเย็นผัดเอากรีบดอกโบตั๋นสีเหลือง สัญลักษณ์ของความโชคดีและความรุ่งเรือง ที่ถูกปลูกในกระถางไม้แกะสลักอย่างปราณีตจากบริเวณหน้าต่างเรือนเข้ามาตามสายลม ผ้าแพร่เนื้อดีสีขาวบริสุทธิ์ ที่ถูกตัดเย็บด้วยความปราณีตบัดนี้ถูกสวมโดยร่างใหญ่ช่วยเสริมให้ชายหนุ่มดูสุขุมและน่าเคารพมากกว่าเดิม
“ท่านอ๋อง รถม้าพร้อมแล้วขอรับ”
ิเพ่ยเข้ามารายงานผู้เป็นายที่กำลังแต่งกายอยู่ มือหนายกขึ้นเป็สัญลักษณ์ให้บ่าวรับใช้ที่ค่อยปรนนิบัติดูแลเครื่องแต่งกายออกไปได้ พร้อมกับเดินไปนั่งบนโต๊ะไม้
“ได้ความว่าเช่นไร”
เสียงใหญ่เอ่ยถาม ขณะที่ยกชาขึ้นดื่มด้วยความใจเย็น
“นางเป็เพียงชาวบ้านธรรมดาขอรับ บิดาเป็คนล่าสัตว์ในป่า มารดาอยู่เรือน มิได้ติดต่อกับคนของจวนสกุลใด”
“แล้วเื่ที่นางรู้หนังสือเล่า”
“นางมิเคยร่ำเรียนขอรับ ดนตรี เดินหมาก วาดภาพ”
“แล้วเป็ไปได้เช่นไรที่นางสามารถ อ่าน เขียนคร่องเช่นนั้น”
ร่างใหญ่เอ่ยพร้อมมองไปยังหนังสือบันทึกเล่มหนึ่งของนางที่พบเห็นว่าตกในเรือนตำรา
“ั้แ่นางเกิดมิเคยร่ำเรียนกับผู้ใดขอรับ แต่เมื่อ 7 เดือนก่อนนางป่วยหนักจน…จนมิหายใจแล้วแต่พอเวลาผ่านไปเพียงครึ่งชั่วยามนางก็ฟื้นคืนชีพขอรับ เพราะนางเป็คนเก็บตัวทำให้ชาวบ้านมิรู้ว่ามีสิ่งใดเปลี่ยนแปลง แต่ข้าสืบมาได้ว่า 7 เดือนมานี้นางมักซื้อกระดาษ พู่กัน แล้วก็หนังสือละครจากร้านขายตำราบ่อยๆ อีกทั้งยังพบว่านางแอบทำขนม ภาพวาด แต่งกลอน ไปฝากสหายนางที่เปิดร้านสุราหน้าจวนท่านอ๋องขายอยู่เพียงไม่กี่คราขอรับ”
“เ้าจะบอกว่า หลังจากนางตายแล้วฟื้นก็มีท่าทีเปลี่ยนไป อันใดที่ทำมิได้ก็ทำได้ทุกอย่างงั้นหรือ”
“ขะ…ขอรับ”
“ให้นางไปจวนสกุลจางกับข้า”
“ขอรับ”
ิเพ่ยเอ่ยจบก็รีบวิ่งออกไป ไม่อยากให้ผู้เป็นายรอนาน ถึงจะรู้สึกแปลกใจที่ท่านอ๋องมิไล่นางออก จวนแห่งนี้มีหรือจะไม่มีผู้ร้ายหรือสายลับที่ถูกส่งตัวเข้ามา แต่ทุกครั้งก็ถูกกำจัดทิ้งมิเหลือ แค่สงสัยผู้เป็นายก็ไม่เก็บไว้ที่จวนแห่งนี้เสียแล้ว แต่กับแม่นางหลี่ผู้นี้ที่ทำตัวน่าสงสัยอยู่หลายส่วน มิคิดว่านางจะไม่ถูกไล่ออกแต่กลับให้นางอยู่ข้างกายเช่นนี้ด้วย
.…
หน้าจวนสกุลเว่ย ไม่ว่ายามกลางวันหรือราตรีล้วงมีผู้คนไม่ค่อยพลุ่งพล่านมากนัก เนื่องจากจวนมิได้ตั้งอยู่ใกล้ตลาดมากนักนั้นเป็เพราะเ้าของจวน้าความสงบ รถม้าคันหรู่ที่ผู้ใดพบเห็นก็ต้องให้ความเคาระชพ แม่ทัพแห่งแคว้นที่คว้าชัยชนะจากการทำศึกมานับไม่ท้วน ถึงแม้เหล่าชาวบ้านจะหวาดกลัวในความโเี้หรืออารมณ์ร้ายจากข่าวนาๆที่ลื่อกัน แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าผู้ที่นำความสงบสุขมาให้ชาวบ้านคือผู้ที่น่าหวั่นเกรงท่านนี้
หลี่ซิ่วอิงหลังจากไปถูกตามตัวจากที่เรือนตำราก็รีบตามิเพ่ยมารอผู้เป็นายที่ข้างรถม้าหน้าจวนก่อนแล้ว เพียงไม่นานก็ปรากฏร่างใหญ่ที่เดินออกมาจากจวน วันนี้เขาส่วมอาภรณ์สีขาวบริสุทธิ์อย่างเฉกเช่นที่นิยายกล่าวเอาไว้ ปอยผมดำที่ด้านหน้าพลิ้วไหวตามสายลม ผิวขาวของเขาที่เดิมขาวอยู่แล้ว วันนี้กลับทำให้เขาดูดีราวเทพเซียนก็มิปาน ชายหนุ่มเดินเข้ามาใกล้รถม้าก่อนที่จะชายตามองมาทางหญิงสาวที่จ้องเขาตาเป็มันอย่างไม่อาย
“เอ่อ…เชิญเว่ยอ๋องเ้าค่ะ”
หลี่ซิ่วอิงหาเสียงของตนเองจนเจอ เมื่อถูกจับได้ว่าตนนั้นมองชายหนุ่มจนเผลอแสดงกริยาที่ไม่เหมาะสมออกไป ร่างใหญ่เดินขึ้นไปนั่งในรถม้าด้วยท่าทีนิ่งเรียบเช่นเลย ใบหน้าเช่นนี้หญิงสาวดูไม่ออกจริงๆว่าในใจเขาคิดเช่นไร ก่อนที่จะขึ้นไปนั่งข้างคนขับรถม้าซึ่งวันนี้คือท่านอี้เฉิน ผู้ช่วยคนสนิทอีกคนของชายหนุ่ม ปกติเขาจะมีผู้ช่วยคนสนิททั้งหมด 4 คน คนแรกคือิเพ่ยส่วนใหญ่เขาจะดูแลเป็ผู้ช่วยข้างกายเื่ต่างๆเวลาชายหนุ่มอยู่จวน ยู่หลงผู้ช่วยข้างกายยามออกทัพ อี้เฉินและอี๋เจ๋อ สองคนนี้เป็ฝาแฝดกันผู้ช่วยทั่วไป แต่เมื่อออกทัพทั้งสี่คนก็จะติดตามข้างกายผู้เป็นาย ส่วนยามปกติก็จะแบ่งการทำงงานและดูแลเื่ต่างๆ เรียกว่าเป็ลูกน้องที่ซื่อสัตย์อย่างมาก ถามว่านางรู้ได้เช่นนั้นไรหรือก็เพราะมีบอกไว้ในนิยายหมดแล้ว
“ท่านอี้เฉิน ปกติเว่ยอ๋องไปข้างนอกมีผู้ติดตามน้อยเช่นนี้หรือ”
หลี่ซิ่วอิวเอ่ยถามด้วยความประหลาดใจ ก่อนหน้าที่นางถูกตามให้ไปคอยรับใช้ก็นึกว่าจะมีบ่าวไปด้วยหลายคน แต่พอมาถึงตอนนี้กลับมีแค่นางกับผู้ช่วยอี้เฉินแค่สองคนเท่านั้น
“ท่านอ๋องมิขอบให้มีคนติดตามมากมาย”
“เ้าค่ะ แต่เอ๊ะ…เหตุใดท่านถึงเรียนเว่ยอ๋องว่าท่านอ๋อง มิได้เรียกเช่นข้าเหมือนที่แม่นมเหมยสอน”
“หากอยู่นอกจวน ท่านอ๋องให้เรียกเช่นนี้เนื่องจากบางคราก็ต้องออกทัพบ่อยครั้ง เหล่าทหารต่างก็เรียกเช่นนี้จนชินเสียแล้ว”
“เช่นนั้นวันนี้ยามอยู่ข้างนอก ข้าต้องเรียกว่าท่านอ๋องหรือ”
“อื้ม”
อี้เฉินพยักหน้าด้วยท่าทางเป็มิตร รถม้าใช้เวลาเพียงแค่ 1 เค่อ ก็เดินทางมาถึงจวนสกุลจาง ร่างใหญ่เดินนำเข้าไปก่อนที่อี้เฉินจะนำเทียบเชิญแจ้งให้กับพ่อบ้านที่ยืนอยู่หน้าประตูดู
“คารวะท่านอ๋อง รอสักครู่ขอรับ กระหม่อมกำลังให้บ่าวไปตามนายท่านสักครู่ขอรับ”
พ่อบ้านกล่าวพร้อมเหงื่อตกนิดหน่อย นี่คือท่านอ๋อง เว่ยตงหยางที่ใครๆก็ต่างเกรงกลัวให้ความเคารพ ร่างใหญ่ไม่ได้แสดงสีหน้าใดๆออกมา ใบหน้าของเขาราบเรียบเช่นเคย มิว่าจะท่าทีหรือกริยาต่างๆ ล้วนดูสูงส่งจนคนที่อยู่บริเวณนั้นต่างเหลียวมองด้วยความชื่นชมมิน้อย
“คารวะท่านอ๋อง จวนข้าเสียมารยาทแล้วที่ให้ท่านอ๋องรอนาน เชิญด้านอ๋องด้านในขอรับ”
จางอู๋ตี๋รีบทำคารวะและเชื้อเชิญให้เข้าไปในงานด้านใน อี๋เฉินทำหน้าที่ดูแลรถม้า ส่วนหลี่ซิ่วอิงเป็เพียงบ่าวรับใช้มิได้รับอนุญาติให้เข้าไปด้านในงานหลัก แต่มีที่ให้บ่าวรับใช้ร่วมถึงบ่าวรับใช้ของจวนอื่นๆด้วย มาอยู่เวณพื้นที่ๆจัดเอาไว้ ถึงแม้มีขนมและชาต้อนรับไว้อย่างดีสำหรับบ่าวรับใช้ แต่บ่าวจวนอื่นนั้นมีไม่ต่ำกว่าสามคนด้วยซ้ำ ตอนนี้บ่าวจากจวนอ๋องเว่ยมีเพียงนางคนเดียว และไม่ค่อยมีใครกล้าพูดคุยกับนางด้วยทำให้บรรยากาศในห้องโถงนี้ดูหน้าอึดอัดมิน้อย
หลี่ซิ่วอิงนั่งหาวไปแล้วนับสิบครั้งเพราะความน่าเบื่อนี้ กว่าหนึ่งชั่วยามผ่านไปอย่างยาวนาน หญิงสาวรู้ดีว่าภายในงานหลักมีเหตุการณ์ใดเกิดบ้าง แต่นั้นก็ทำได้แค่นั่งเฉยๆที่นี้และมีบริเวณทางเดินสวนหย่อมด้านหน้าที่สามารถไปได้ ก่อนหน้านี้อากาศด้านนอกห้องโถงร้อนจนทำให้ไม่มีใครออกไปเดินเล่นเลย แต่เพียงชั่วครู่เมฆฝนทำท่าตั้งเค้าเหมือนกำลังจะตกอีกไม่กี่ชั่วยามจึงทำให้อากาศเย็นขึ้นทันตา หลี่ซิ่วอิงจึงตัดสินใจออกไปเดินสูดอากาศด้านนอกบ้าง
“เ้านี้เอง แม่นางหลี่”
เสียงหนึ่งดังขึ้นด้านหลัง เรียกหญิงสาวให้มองตามไปทันที
” คารวะคุณชาย ข้าเป็เพียงบ่าวรบกวนคุณชายชมทิวทัศน์เสียแล้ว”
” เดี๋ยวสิ จะไปไหน”
ชายผู้นั้นไม่เอ่ยเปล่าแต่ยังจับแขนหญิงสาวเอาไว้ หลี่ซิ่วอิงรีบสะบัดแขนออกก่อนจะก้าวถอยหลังด้วยความสุภาพ ถึงนางจะโมโหเช่นไรก็ควรไว้หน้าจวนอ๋องเว่ย ไม่อยากให้ใครตราหน้าว่าจวนนี้เลี้ยงบ่าวไม่มีมารยาทไว้ในจวน
“คุณชายคงเมาแล้ว เช่นนั้นบ่าวจะไปตามบ่าวรับใช้ชาย ให้ช่วยมาพาท่านกลับไปนะเ้าคะ”
“ไม่ต้อง…”
ชายผู้นี้ไม่เพียงปฏิเสธอย่างเดียวแต่กลับยื่นมือมาจับใบหน้าหญิงสาวเพื่อมองอย่างชัดๆ แต่เพราะเขาเมามาก หญิงสาวจึงสามารถปัดมือออกเบาๆ ก่อนจะรีบถอยห่างออกไปไกลๆ
“เ้านี้เอง…หึ! ใบหน้าเ้างดงามกว่าในภาพวาดที่ท่านพ่อข้ามอบให้เสียอีก”
“…”
“แปลกใจหรือหลี่ซิ่วอิง~ เ้ากล้านัก กล้าที่หนีข้าไปเป็บ่าวรับใช้จวนอ๋องเว่ย มานี่…มา! ข้าจะพาเ้าไปขอท่านอ๋องด้วยตัวข้าเอง”
“ทะ…ท่านคือคุณชายสกุลเฉินหรือ”
หลี่ซิ่วอิงเอ่ยด้วยท่าทีใ จากนนั้นสะบัดออกจนหลุดจากการจับกุมของเขาได้ในที่สุด ในเมื่อเป็เช่นนี้นางเองก็ไม่ต้องรักษามารยาทมากหนัก เมื่อมองไปรอบๆ พบว่าไม่มีผู้ใดก็ใจชื่นขึ้นมากบ้าง หากมีคนมาคงคิดว่านางกับคุณขายเฉินผู้นี้ทำเื่ไม่ดีกัน แต่ในเมื่อไม่มีผู้ใดเช่นนี้ขอเพียงนางหนีให้พ้นก็ไม่ปัญหาอันใดแล้ว
“รู้แล้วก็ไปได้แล้ว กลับบ้านไปเป็อนุของข้าเสีย บ่าวเพียงคนเดียวท่านอ๋องมิเสียดายเ้าหรอก”
“ไม่เ้าค่ะ”
หญิงสาวปฏิเสธเสียงแข็งและถอยห่างเขาเรื่อยๆอย่างหาทางหนี ในขณะที่ชายหนุ่มก็ก้าวตามมาไม่ห่าง
“หญิงสาวธรรมดาเช่นเ้า จะมีค่าอันใดสุดท้ายก็ต้องรองมือรองเท้าคุณชายเช่นข้าอยู่ดี อย่าเล่นตัวหน่อยเลยร่างกายที่ไร้ค่าได้คุณชายอย่างข้าเชยชมก็นับว่าชาตินี้เ้ามีบุญเพียงใดแล้ว”
“……”
” กลิ่นตัวเ้าหอมมิเบา อย่างนี้สิเหมาะสมที่จะมาสร้างทายาทให้ข้า”
ใบหน้าหื่นกามจ้องมองมาที่หน้าอกของนาง ชายหนุ่มไม่เอ่ยเปล่าแต่ยังตีเข้าที่ก้นหญิงสาวแต่ก็ทำได้เพียงเฉียดๆ เท่านั้น เพราะนางสามารถหลบได้ทันด้วยความว่องไวของนางและอาการเมามายของเฉินชินหยาง
” หยาบคาย”
หลี่ซิ่วอิงะโด่าด้วยความใ เหตุการณ์ของทั้งคู่ถึงตอนนี้จะไม่มีผู้อื่นอยู่ด้วยก็จริง แต่นางกลับมิรู้เลยว่าตอนนี้มีสายตาคมของคนผู้หนึ่งกำลังยืนดูเหตุการของทั้งคู่ด้วยความสนใจ เงาร่างใหญ่ที่คราแรกจะเข้าไปช่วยหญิงสาวและสิ่งที่นางะโเมื่อสักครู่ทำให้เขาต้องชะงักฝีเท้าเอาไว้ ปากหนายกยิ้มที่มุมปากด้วยความพอใจ เหมือนกับกำลังดูการแสดงงิ้วที่เขาชอบอยู่
” เ้าว่าเช่นไรนะ”
ชายหนุ่มะโเอ่ยถามด้วยความหงุดหงิดเมื่อได้ยินสิ่งที่นางเอ่ย
“เฉินชินหยางท่านมันคนหยาบคาย เป็คุณชายแล้วอย่างไร เป็คนสกุลเฉินแล้วอย่างไร ท่านเพียงโชคดีที่เกิดมาในจวนขุนนางเท่านั้น อำนาจ เงินทอง บารมี ล้วนเป็ครอบครัวท่านหามาได้ ท่านหรือสอบจอหงวนกี่ปีแล้วเหตุใดยังมิผ่าน วันๆกินเหล้าเมามาย มีสตรีนับสิบ แม้แต่การเอ่ยกับสตรีเพศเดียวกับมารดาท่านยังหยาบคายเช่นนี้ เกิดมาครั้งหนึ่งได้พบท่านล้วนโชคไม่ดีนัก”
หลี่ซิ่วอิงเอ่ยขึ้นด้วยความโมโห คร่าแรกว่าจะไว้หน้าจวนเว่ยอ๋อง แค่คำพูดของชายหนุ่มทำให้ร่างเล็กทนไม่ได้เสียแล้ว หน้าจวนเว่ยอ๋องไว้ครั้งหน้า ครานี้ต้องไว้หน้าตัวเองก่อนแล้วกัน
” เ้า!!!”
เฉินชินหยางไม่เอ่ยเปล่าแต่ง้างมือเตรียมตัวฟาดมาที่หญิงสาวสุดแรง
ปั๊ก! ปั๊ก!
เสียงก้อนหินกระทบเข้ากับของแข็งสองครั้ง ครั้งแรกกระทบที่ฝามือใหญ่ที่ง้างจะตีหญิงสาว อีกก้อนกระทบที่ขาข้างหนึ่งของชายหนุ่ม ทำให้ชายร่างโตต้องก้มตัวลงไปที่พื้นด้วยความเจ็บ
“ผู้ใดว่ะ”
“ขออภัยคุณชายเฉิน ข้าเพียงจะดีดใส่กระต่ายตัวสีขาว มันวิ่งมาทางนี้พอดี ทำให้พลาดโดนท่านอย่างมิตั้งใจ”
เสียงนุ่มเอ่ยด้วยน้ำเสียงใจเย็นอย่างไม่มีท่าทีรู้สึกผิดแล้วแม้แต่น้อย ก่อนที่จะปรากฎร่างขึ้น ชายหนุ่มส่วมอาภรณ์สีฟ้าครามปักลายงดงาม ใบหน้าของเขาขมคายเกลี้ยงเตียนไร้ตอหนวดแต่กลับแฝงไปด้วยความนุ่มลึก กลิ่นอายที่แพร่ออกมาทำเอาคนที่ได้พบเจอแทบหยุดหายใจ รอยยิ้มจ่างๆ ที่ประดับอยู่บนใบหน้าทำให้เขาดูอบอุ่นอย่างเป็ธรรมชาติ ชายผู้นี้นับว่าดูดีมิแพ้ตัวร้ายอย่างเว่ยตงหยางเลยแม้แต่น้อย
“โจ้วยู่ร์เฟิงเ้า…”
“โจ้วยู่ร์เฟิง!!!”
หญิงสาวอุทานออกมาด้วยความใเสียดัง เมื่อรู้ว่าชายผู้นี้เป็ใคร โจ้วยู่ร์เฟิงพระเอกในนิยายเช่นนั้นหรือ เสียงนางดังเสียจนชายหนุ่มหันมาทางหญิงสาวที่เรียกชื่อของเขาตรงๆอย่างที่ไม่เคยมีใครเรียกมาก่อน ตอนนี้ดวงตาของนางกลมโตปานไข่หาน ปากเล็กอ้าปากข้างขณะที่ยกมือเรียวสองข้างปิดไว้อย่างไม่นึกว่าเป็เขา ท่าทางของนางทำเอาเขารู้สึกเอ็นดูนางมิน้อย
……
เจอทั้งตัวร้ายทั้งพระเอกในนิยายแบบนี้ ยัยหนูหนีไม่พ้นแล้วล่ะ อร๊ายยยยย
———-
ไรท์จะพยายามลงทุกวันฝากทุกคนกดหัวใจที่หน้าปก ติดตาม คอมเม้นเป็กำลังใจให้ไรท์ด้วยน๊าาา???? ไรท์จะลงวันละ 1 ตอน เวลาประมาณ 1 ทุ่มของทุกวันน๊าาา
---------
1 เค่อ คือ15 นาที
1 ชั่วยาม เท่ากับ 2 ชั่วโมง
1 ชั่วยามมี 8 เค่อ
1วันมี 100 เค่อ
1 ลี้ เท่ากับ 500 เมตร 2 ลี้ เท่ากับ 1 กิโลเมตร
ยามจื่อ คือ 23.00 - 24.59 น.
ยามโฉ่ว คือ 01.00 - 02.59 น.
ยามอิ๋น คือ 03.00 - 04.59 น.
ยามเหม่า คือ 05.00 - 06.59 น.
ยามเฉิน คือ 07.00 - 08.59 น.
ยามซื่อ คือ 09.00 - 10.59 น.
วสันต์ = ฤดูใบไม้ผลิ คิมหันต์= ฤดูร้อน สารท= ฤดูใบไม้ร่วง เหมันต์= ฤดูหนาว
——————————