ใช้ร่างกายแลก?
ซูเจี่ยนอันตกใจในความคิดตัวเองเธอส่ายหัวไปมาไม่หยุด “ไม่ได้ๆๆๆ”
หมดกันนี่เธอจนตรอกขนาดนี้ตั้งแต่เมื่อไร
“ไม่ได้อะไร”ลู่เป๋าเหยียนถามน้ำเสียงจริงจัง
ซูเจี่ยนอันนิ่งงันไป
ให้ตายเธอก็ไม่มีทางบอกว่าเธอกำลังคิดอะไรอยู่ไม่อย่างนั้นคงไม่มีหน้าพบเขาอีกต่อไป
เธอทำหน้าเหมือนจะร้องไห้“หลายร้อยล้านจำนวนมันเยอะมากนะ นะ นายอยากให้ฉันชดใช้ยังไง”
ลู่เป๋าเหยียนมองลึกลงไปในนัยต์ตาเธอยิ้มมุมปาก “ไว้จะบอกเธอทีหลัง”
ซูเจี่ยนอันรู้สึกว่าลู่เป๋าเหยียนเหมือนนายพรานฝีมือฉกาจดีๆนี่เอง เขาค่อยๆ เฝ้ามองเหยื่ออย่างอ่อนโยน แต่ไม่ใช่เพราะต้องการปล่อยไปหากแต่กำลังรอโอกาสเหมาะๆ ที่จะจับมากินให้ราบคาบในคราเดียว
เธอคิดแล้วตัวสั่นกลับไปจะต้องจัดการคิดบัญชีกับเจียงเส้าข่ายเพราะเขาทำให้เธอต้องตกเป็นเหยื่ออันโอชะของลู่เป๋าเหยียนแท้ๆ
เมื่อกลับมาถึงสถานีตำรวจเจียงเส้าข่ายกำลังนั่งไขว่ห้างอ่านเอกสารอยู่ซูเจี่ยนอันเดินเข้าไปดึงเอกสารจากมือเขาทันที
เจียงเส้าข่ายอุทานออกมาพลางมองเธออย่างประเมิน
“ลู่เป๋าเหยียนทำอะไรเธอหรือไง”
“เขาจะให้ฉันชดใช้ค่าเสียหาย”ซูเจี่ยนอันเล่าเรื่องที่บริษัทของลู่เป๋าเหยียนต้องเสียหายเป็นร้อยล้าน พลางมองเจียงเส้าข่ายอย่างเคืองๆ“เป็นความผิดของนาย! เดิมทีฉันก็ติดหนี้เขาอยู่แล้วตั้งสามล้านเป็นเพราะโทรศัพท์กริ๊งเดียวของนายทำให้ยอดรวมหนี้ของฉันถูกเติมศูนย์เข้าไปข้างหลังอีกตั้งหลายตัว!”
“อย่าโง่ไปหน่อยเลย”เจียงเส้าข่ายมองเหยียดๆ
“คนที่ถืออำนาจต่อรองเหนือกว่ามาโดยตลอดอย่างลู่เป๋าเหยียนการเจรจาจะสำเร็จหรือไม่ขึ้นอยู่กับเขาทั้งนั้น ต่อให้เขาทิ้งคู่เจรจามาอย่างมากก็แค่ขอโทษไม่ก็ให้ผลประโยชน์กับอีกฝ่ายสักหน่อยก็จบเรื่องแล้วบริษัทต้องเสียหายอะไรกัน นั่นเอาไว้หลอกเธอ เธอก็เชื่อ?”
ซูเจี่ยนอันงง“แล้วเขาจะหลอกฉันทำไมกัน”
“หลอกคนโง่คงจะสนุกดีละมั้ง”
ป๊าบ!ซูเจี่ยนอันยกเอกสารตีหัวเจียงเส้าข่ายเต็มแรง
เจียงเส้าข่ายเปิดกล้องหน้าของมือถือพลางเซตผมให้เข้าที
“จะว่าไปเธอต้องขอบคุณฉันนะถ้าไม่ใช่เพราะฉัน เธอคงไม่มีวันพิสูจน์ได้หรอกกว่าเขาแคร์เธอจริงหรือเปล่า”
ซูเจี่ยนอันอดนึกถึงภาพตอนที่ลู่เป๋าเหยียนรีบมาที่นี่ไม่ได้ช่วงเวลาเพียงสั้นๆ ที่เขาไม่ได้เก๊กอย่างเคย สายตาที่ดูร้อนใจคู่นั้นคงเป็นเพราะ...ห่วงเธอล่ะมั้ง
จะว่าไปทุกครั้งที่เธอเกิดเรื่อง ลู่เป๋าเหยียนมักจะมาช่วยได้ทันเวลาทุกทีไม่ว่าจะตอนที่ถูกสองพี่น้องตระกูลเส้าลักพาตัว หรือตอนที่ถูกเด็กม.ปลายดักทำร้าย
แต่ถ้าจะบอกว่าทั้งหมดนั่นเป็นเพราะลู่เป๋าเหยียนแคร์เธอทำไมเธอถึงรู้สึกเหมือนเป็นได้แค่เรื่องในฝัน
แค่คิดก็รู้สึกราวกับภาพความจริงหน้ากลับกลายเป็นแค่ภาพลวงตาเสียอย่างนั้น
“เป็นไง”เจียงเส้าข่ายมองซูเจี่ยนอันอย่างยิ้มๆ“เริ่มคิดเปลี่ยนใจจากคนที่เธอชอบมานานหลายปีแล้วหันไปชอบลู่เป๋าเหยียนแทนบ้างหรือยัง”
ซูเจี่ยนอันถึงกับชะงักพลางมองเจียงเส้าข่ายอย่างต่อว่า “นายนี่นับวันจะยิ่งขี้เม้านะ”
เธอกลับไปนั่งที่แล้วเปิดคอมพิวเตอร์ขึ้นมาเพื่อเขียนรายงานต่อแต่เอาเข้าจริงสมองเธอกลับเต็มไปด้วย ลู่เป๋าเหยียน ลู่เป๋าเหยียน ลู่เป๋าเหยียน...
เจียงเส้าข่ายรู้ทันทีว่าซูเจี่ยนอันแกล้งทำเป็นกลบเกลื่อนไปอย่างนั้นว่าแล้วก็ยิ้มพลางจิบเอสเพรสโซ่ แต่คิ้วถึงกลับขมวดเป็นปม
ทำไมขมแบบนี้วะเนี่ย
ดื่มมาตั้งหลายปีทำไมวันนี้ถึงรู้สึกว่าขมกว่าทุกวัน?
วันนี้เจียงเส้าข่ายมั่นใจในความจริงบางอย่าง ขณะเดียวกันก็ถูกบังคับให้สละทิ้งอะไรหลายๆอย่าง
ซูเจี่ยนอันนั่งห่างจากเจียงเส้าข่ายแค่เพียงโต๊ะเดียวแต่กลับไม่รู้ตัวเลยว่าตนทำให้โลกของเจียงเส้าข่ายปั่นป่วนขนาดไหน
หลังเลิกงานเมื่อเธอกลับถึงบ้าน ป้าหลี่ซึ่งเป็นคนรับใช้ของบ้านนี้ก็ได้เดินมาหาเธอ
“คุณผู้หญิงคะดิฉันกำลังจัดกระเป๋าให้คุณชายอยู่ คุณช่วยขึ้นมาดูให้หน่อยได้ไหมคะฉันไม่ค่อยมั่นใจว่าจัดถูกต้องหรือเปล่า ปกติป้าหลิวจะเป็นคนดูแลเรื่องนี้แต่พอดีวันนี้เธอลาน่ะค่ะ”
ซูเจี่ยนอันเดินตามป้าหลี่เข้าไปในห้องลู่เป๋าเหยียนแล้วกวาดตามองดูข้าวของที่ถูกจัดไว้ในกระเป๋าอย่างเป็นระเบียบจึงพบว่าเสื้อผ้าหลายชุดดูไม่ค่อยเข้าคู่กัน
เธอยิ้มพลางพูดว่า“ป้าหลี่คะ ช่วยไปหาถุงใสสำหรับใส่เสื้อผ้ามาให้หนูหน่อยสิคะเดี๋ยวตรงนี้หนูดูต่อเองค่ะ”
ป้าหลี่พยักหน้าตอบรับอย่างดีใจแล้วรีบไปหาของตามที่สั่ง
ซูเจี่ยนอันนำเสื้อผ้าทั้งหมดที่ถูกจัดลงกระเป๋าออกมาและเดินไปแขวนที่ห้องแต่งตัว จากนั้นก็จัดการจัดชุดสูทสำหรับทำงานสองชุดและชุดลำลองอีกหนึ่งชุด
ลู่เป๋าเหยียนที่เพิ่งกลับมาเห็นซูเจี่ยนอันกำลังกอดเสื้อผ้าเขาออกมาจากห้องแต่งตัว เธอโยนมันลงไปบนเตียงจากนั้นจึงก้มตัวลงไปพับทีละชุด
เริ่มจากพับชุดสูทตามด้วยเสื้อเชิ้ตและเข็มขัดที่เข้าชุดกันแม้แต่กระดุมและผ้าเช็ดหน้าเธอก็ช่วยเลือกไว้อย่างดี ช่วยประหยัดเวลาให้เขาได้มาก
แสงอาทิตย์สีทองที่สาดส่องเข้ามาทางหน้าต่างด้านหลังของเธอช่วยทำให้ห้องไม่มืดจนเกินไป ซีกหน้าที่อาบแสงอาทิตย์ยามเย็นช่างดูงดงามราวภาพวาดขนตางอนยาวกะพริบขึ้นลงดั่งผีเสื้อแสนสวยที่กำลังสยายปีกประกอบกับสีหน้าท่าทางที่กำลังง่วนอยู่กับเสื้อผ้าของเขา ทำให้คนมองอดใจเต้นไม่ได้
วินาทีนั้นลู่เป๋าเหยียนรู้สึกสบายใจอย่างประหลาด
ต่อให้ต้องเห็นภาพนี้ทุกวันซ้ำไปซ้ำมาเขาก็ไม่เบื่อ
ป้าหลี่เดินถือถุงขึ้นมาก็เห็นลู่เป๋าเหยียนยืนนิ่งอยู่หน้าประตูห้องด้วยสีหน้าอ่อนโยนที่หาชมได้ยาก
หลายปีมานี้ลู่เป๋าเหยียนเหมือนหุ่นยนต์ที่ทำงานตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมง วันๆ เอาแต่ทำงานคิ้วขมวดตลอดเวลานี่เป็นครั้งแรกที่เธอเห็นเขาดูผ่อนคลายขนาดนี้
แต่เมื่อเบนสายหันไปปมองซูเจี่ยนอันที่อยู่ในห้องป้าหลี่ก็เข้าใจในทันที เธอส่งถุงเสื้อผ้าให้กับลู่เป๋าเหยียนพลางส่งสัญญาณให้เขานำไปให้ซูเจี่ยนอัน
ด้านซูเจี่ยนอันเธอจัดการพับเสื้อผ้าทั้งหมดไว้เรียบร้อยแล้ว แต่เพราะไม่เห็นป้าหลี่กลับมาเสียทีจึงร้องเรียกทั้งๆ ที่ยังก้มหน้า “ป้าหลี่คะ”
ลู่เป๋าเหยียนยื่นถุงเสื้อผ้าให้ซูเจี่ยนอันเธอรับมันไปแล้วนำเสื้อผ้าที่ถูกจัดไว้ใส่ลงไปในถุงทีละชุดจากนั้นก็นำเข้ากระเป๋าเดินทาง เธอถอนหายใจแล้วลุกขึ้นมาหลังเสร็จงานก็พบกับลู่เป๋าเหยียนที่ยืนอยู่อย่างไม่ทันตั้งตัว
ขาเธออ่อนแรงไปชั่วขณะจนเกือบล้มลงไปลู่เป๋าเหยียนปฏิกิริยาไวจึงเข้าไปประคองเธอไว้อย่างทันท่วงที เขายิ้มแล้วพูดว่า
“แค่ฉันกลับมาบ้านต้องดีใจขนาดนี้เลย?”
ซูเจี่ยนอันยังคงไม่หายช็อก“นายกลับมาตั้งแต่เมื่อไร”
“ตั้งแต่ตอนเธอกอดเสื้อผ้าฉันเดินออกมา”
ซูเจี่ยนอันคิดทบทวนอีกครั้งเพื่อให้แน่ใจว่าตนไม่ได้ทำเรื่องน่าอายออกไปจากนั้นจึงถอนหายใจอย่างโล่งอก “ป้าหลี่บอกว่าไม่ค่อยถนัดเรื่องเก็บกระเป๋าฉันเลยมาช่วย อย่าคิดมากล่ะ”
เธอไม่ได้อยากจะช่วยเขาจัดของอำนวยความสะดวกให้เขาหรอกนะ...
ลู่เป๋าเหยียนโอบเอวและรั้งเธอเข้ามา“เธอคิดว่าฉันจะคิดอะไรล่ะ หืม?”
ซูเจี่ยนอันพยายามดันตัวไปข้างหลังเพื่อเพิ่มระยะห่างระหว่างตนกับลู่เป๋าเหยียน แต่หน้าไม่รักดีของเธอก็ยังแดงขึ้นมา
“ฉันฉันจะไปรู้เหรอว่านายจะคิดอะไร”
เธอดิ้นเบาๆ เพื่อให้หลุดจากอ้อมกอดเขาจากนั้นรีบวิ่งหนีออกนอกห้องไป
ลู่เป๋าเหยียนมองตามหลังเหยื่อตัวน้อยของเขาไปพลางแย้มยิ้มอย่างอารมณ์ดี
เขาต้องบินตอนสองทุ่มดังนั้นหลังข้าวเย็นจึงต้องรีบออกเดินทาง คนขับรถได้มารอตรงหน้าประตูแล้วลุงสวีเองก็ขนกระเป๋าลงมาและสั่งให้คนเอาไปไว้บนรถเรียบร้อย
ซูเจี่ยนอันเห็นภาพของลุงสวีที่กำลังวุ่นอยู่กับการเตรียมของให้ลู่เป๋าเหยียนทำให้เธอรับรู้ว่าลู่เป๋าเหยียนต้องไปแล้วจริงๆ ใจเธอเหมือนมีอะไรแปลกๆ ไปความรู้สึกเหมือนกับมีอะไรขาดหาย
ทำไมถึงเป็นแบบนี้ไปได้นะ?
“คุณชายครับทุกอย่างถูกเตรียมไว้เรียบร้อยแล้ว” ลุงสวีพูดด“สามารถออกเดินทางไปสนามบินได้เลยครับ”
“อืม”ลู่เป๋าเหยียนหันมามองซูเจี่ยนอัน เหยื่อตัวน้อยของเขาก็กำลังมองมาเช่นเดียวกันดวงตาใสคู่นั้นยังคงดูงงๆ เหมือนไม่ค่อยแน่ใจว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่
เขาจับมือเธอขึ้นมาแล้วจูงเธอเดินออกไปข้างนอก
เมื่อขึ้นรถสติของซูเจี่ยนอันจึงกลับมา “ลู่เป๋าเหยียน ฉันไม่ไปนะ พรุ่งนี้ฉันต้องทำงาน!”
ลู่เป๋าเหยียนขมวดคิ้วมองเธอ“แค่ไปส่งฉันที่สนามบินเกี่ยวอะไรกับงานของเธอ”
“หา?” ซูเจี่ยนอันกะพริบตาปริบๆเธอนึกว่าเขาจะพาเธอไปอเมริกาด้วยเสียอีก...
“หรือว่า...เธออยากไปกับฉันด้วย”
“เพ้อเจ้อ!”ซูเจี่ยนอันปั้นหน้าขรึม “ทำไมฉันต้องไปกับนายด้วย”
ลู่เป๋าเหยียนยิ้มอย่างไม่ต่อความอะไรเพียงแค่ถามออกไปว่า “ที่ฉันพูดเมื่อตอนเที่ยง ยังจำได้หรือเปล่า”
“พูดเรื่องอะไรเหรอ”
ซูเจี่ยนอันทำหน้ามึน
ถ้าพูดถึงตอนเที่ยงเรื่องเดียวที่แจ่มชัดในความทรงจำของเธอคือคำขู่เรื่องค่าเสียหายหลายร้อยล้านของบริษัทเขาเรื่องนี้คงกลายเป็นฝันร้ายของเธอไปเสียแล้ว
ลู่เป๋าเหยียนหรี่ตามองอย่างอันตรายเขาเขยิบเข้ามาใกล้
“ลืมไปแล้วจริงๆ?”
ลมหายใจอุ่นที่คุ้นเคยของเขาทำเอาสมองซูเจี่ยนอันขาวโพลนไปชั่วขณะ หัวใจไม่รักดีของเธอเริ่มเต้นแรงอีกครั้ง
หลังพยายามคิดอยู่นานซูเจี่ยนอันจึงนึกออก “นายบอกว่าไม่ให้ฉันซนไปไหนมาไหน!”
ลู่เป๋าเหยียนพยักหน้าอย่างพอใจขึ้นมาบ้าง“แล้วยังไงอีก”
“ยังมีอีก?” ซูเจี่ยนอันคิด“นี่นายอยากจะเตือนฉันเรื่องที่ฉันทำให้บริษัทเสียหายไปกว่าร้อยล้านใช่ไหม คนโกหกฉันรู้หมดแล้วว่านายไม่ได้เสียหายอะไรหรอก!”
“ใครบอกเธอ? เจียงเส้าข่าย?”
ลู่เป๋าเหยียนไม่เชื่อว่าซูเจี่ยนอันจะฉลาดทันเขาได้เร็วขนาดนี้
“…” ซูเจี่ยนอันไม่ตอบแต่สีหน้าเหมือนจะยอมรับกลายๆ
“เธอเชื่อเจียงเส้าข่ายง่ายๆแบบนี้เลย?” ลู่เป๋าเหยียนเขยิบเข้ามาใกล้กว่าเดิมสายตาวิบวับดูไม่น่าไว้ใจ
ซูเจี่ยนอันเองไม่เหลือที่ให้ขยับหนีอีกต่อไปจึงทำได้แค่ผลักเขาให้ออกห่าง
“ฉันก็ต้องเชื่อเขาอยู่แล้วเขาไม่ได้นิสัยแย่เหมือนนายนี่”
ลู่เป๋าเหยียนไม่โกรธสักนิดเขาจับมือซูเจี่ยนอันไว้ “ฉันแย่ตรงไหน? หืม? ไหนชี้สิ?”
ท่าทางพร้อมจะรังแกเธอในตอนนี้ดูเจ้าเล่ห์ที่สุดว่าแต่เธอจะชี้ตรงไหนดีล่ะเนี่ย
ว่าแล้วจึงชี้ไปมั่วๆ“ตรงนี้ ตรงนี้ แล้วก็ตรงนี้ จะตรงไหนของนายก็แย่!”
“...”ลู่เป๋าเหยียนเงียบ พลางยิ้มน้อยๆ มองซูเจี่ยนอัน
ซูเจี่ยนอันชักจะตหงิดๆทำไมเขาไม่เถียงเลยล่ะ ว่าแล้วจึงมองไปตรงจุดที่มือตัวเองชี้อยู่หน้าแดงขึ้นมาทันควัน
ให้ตายสิ!
ชี้ตรงไหนไม่ชี้ดันไปชี้ตรงนั้นของเขา!
ลู่เป๋าเหยียนแย้มยิ้ม“เธอยังไม่เคยใช้ รู้ได้ยังไงว่ามันแย่?”
น้ำเสียงปนความเจ้าเล่ห์ทำเอาคนฟังถึงกับเสียศูนย์
“ฉัน...”ชีวิตนี้ทำเรื่องขายหน้ามาก็มาก แต่ไม่มีครั้งไหนน่าอับอายมากเท่าครั้งนี้เธอหลับตาปี๋
“ลู่เป๋าเหยียนนายออกไปห่างๆฉันนะ!”
ลู่เป๋าเหยียนมองเหยื่อตัวน้อยที่กำลังดิ้นรนหาทางออกอยู่ในมุมเล็กๆอย่างนึกสนุก ว่าแล้วก็ขอแกล้งเธอต่ออีกสักหน่อย
“ถ้าไม่งั้นรอฉันกลับจากอเมริกาแล้วเดี๋ยวให้เธอลองดีไหม?”
ซูเจี่ยนอันตาโตเธอถลึงตาใส่ลู่เป๋าเหยียนพร้อมแก้มที่แดงก่ำไปหมด
“ตาบ้า! โรคจิตที่สุด!”
“ก็เธอเริ่มก่อน”
ซูเจี่ยนอัน “...”
“คิดดูดีๆ ว่าฉันพูดอะไรกับเธออีก”ลู่เป๋าเหยียนยิ้มอย่าง ‘อ่อนโยน’
“ถ้านึกไม่ออกละก็ฉันจะไม่หยุดแค่โรคจิตหรอกนะ”
หรือว่าเขาจะทำอะไรมิดีมิร้ายเธอ?
ซูเจี่ยนอันนิ่งคิดถึงคำพูดที่ดูคล้ายๆกับคำว่าอย่าซนออกไปไหนอยู่นาน สักพักจึงถามออกมาอย่างไม่แน่ใจ
“มีเรื่องอะไรต้องบอกนาย?”
คราวนี้ลู่เป๋าเหยียนยิ้มได้อย่างพอใจเสียที
“ทีหลังจะลืมอีกไหม”
ซูเจี่ยนอันส่ายหัวอย่างเอาเป็นเอาตายเจอเรื่องเมื่อครู่ อย่าว่าแต่ทีหลังเลย ชาตินี้ก็ไม่กล้าลืมแล้วค่า
ลู่เป๋าเหยียนลูบผมเหยื่อตัวน้อยของเขาอย่างเบามือ
“เด็กดี”
เหยื่อตัวน้อย “...”