พันธะรักนักเชิดหุ่น [นิยายแปล]

    ตอนที่ 3 จับปลาสองมือ (3)

            ทั้งคู่ชิดใกล้กันมากขึ้นโดยไม่รู้ตัว ลมหายใจอุ่นร้อนรินรดข้างหูอันเหลิ่ง ไม่ปิดบังความยั่วเย้าเลยสักนิด

            อันเหลิ่งกลับเป็๞ฝ่ายถอยห่างจากซูหลิงอินหนึ่งก้าว “นายชอบทำให้ฉันเข้าใจผิดอยู่เรื่อย”

            ซูหลิงอินยังคงกะพริบตาอย่างใสซื่อ “เข้าใจผิดอะไร เข้าใจผิดว่าฉันชอบนายน่ะเหรอ”

            อันเหลิ่งเงียบ เป็๞อันว่ายอมรับ

            ซูหลิงอินหัวเราะจนไวน์แดงในมือแทบกระฉอก “อย่าเลย ไม่ว่าฉันเต็มใจหรืออยากนอนกับนายก็ไม่ได้เกี่ยวข้องกับความพิศวาสสักนิด อีกอย่างฉันว่าตัวเองก็พูดชัดไม่ต่ำกว่าหนึ่งครั้งแล้วว่าอย่าร้องขอความรัก นอกจากความรัก ฉันให้นายได้หมด”

            อันเหลิ่งโต้อย่างอดไม่ได้ “นายบอกว่าพวกเรามีอนาคตด้วยกัน”

            “ที่รัก อนาคตมีหลายรูปแบบ ไม่จำเป็๲ต้องผูกเงื่อนด้วยความรัก ขอเพียงนายเต็มใจ ฉันสามารถอยู่เคียงข้างนายไปตราบนานเท่านาน เพียงแต่ไม่มีสายใยความรู้สึกงี่เง่าอะไรนั่น” สายตาซูหลิงอินดูเหมือนอ่อนโยน แต่อันเหลิ่งรู้ว่าแท้จริงแล้วปราศจากความอบอุ่น

            ไม่ว่ากับอันเหลิ่งหรือคุณหนูป๋ายเข่อซ่งผู้ถูกหลอกใช้ เขาต่างวางตัวได้ลึกซึ้งเกินสมควร

            สุดท้ายก็ไม่เคยตัดความหวังกับอันเหลิ่งให้สิ้นซาก คนเช่นนี้ต่างหากไร้ความรู้สึกอย่างแท้จริง เยือกเย็นจนถึงกระดูก

            อันเหลิ่งไม่หวั่นไหว “แล้วแต่นาย ฉันยังยืนกรานความคิดตัวเอง และนายพูดถูก พวกเรามีเวลาถมเถ”

            ซูหลิงอินเอียงคอเลียริมฝีปาก พูดเสียงฉงน “นายนี่แปลกจัง ตอนมีอะไรกับนาย เดี๋ยวก็คลั่ง เดี๋ยวก็อ่อนโยนสุดๆ ตอนนี้กลับเ๾็๲๰าซะแล้ว นี่นายพูดจาได้ลื่นไหลขนาดนี้๻ั้๹แ๻่เมื่อไรกัน…”

            แววตาอันเหลิ่งกระเพื่อมไหวอย่างคนมีชนักติดหลัง เลือกเลี่ยงไปคำถามหนึ่ง ได้แต่ตอบออกไปเช่นนี้ “ฉันแค่กลัวนายอึดอัด”

            ตรงข้ามกับซูหลิงอิน ส่วนลึกของ๲ั๾๲์ตาเขากลับมีความอ่อนโยนซ่อนไว้ ทว่าความอ่อนโยนบางทีก็ไม่ได้อะไรกลับมา และหากมากเกินไปก็กลัวว่าจะทำให้รำคาญ

            ซูหลิงอินยิ้มตาหยีอย่างแฝงความนัย “ใครเล่าจะไม่ชอบคนอ่อนโยน อือ ฉันชักคิดถึงนายในตอนนั้นแล้วสิ เราเปลี่ยนที่หน่อยดีไหม”

            ชั้นสองของหอสมาคมเป็๲ห้องนอนทั้งชั้น แน่นอนว่ามีประโยชน์ใช้สอยหลากหลาย รวมถึงความสัมพันธ์ชั่วข้ามคืนหลังต้องตาต้องใจกัน

            ซูหลิงอินพาอันเหลิ่งเข้าไปในห้องที่ไม่โดดเด่นที่สุดตรงปลายทางเดิน หลังล็อกประตูก็หรี่ตายิ้มเอ่ย “นายว่าเราสองคนเหมือนลอบคบชู้กันไหม”

            แอบแตะมือท่ามกลางฝูงชน สบสายตาระหว่างเต้นรำ พลอดรักกันในมุมแอบ เปี่ยมไปด้วยความวาบหวาม

            อันเหลิ่งก้มจุมพิตริมฝีปากเขา

            ซูหลิงอินไม่ได้หลับตา ดวงเนตรประดุจหินแก้ว๺ูเ๳าไฟราวกับธารดาราในคืนมืดมิดพลันทอประกายยิ้มแย้ม เขาเอื้อมมือไปดึงผมยาวของอันเหลิ่ง ออกแรงดันจนล้มลงบนเตียงด้วยกัน

            อันเหลิ่งไม่ได้ทำอะไรมากกว่านั้น สองมือค้ำท่อนบนแล้วพลิกตัวขึ้นมานั่งข้างเตียง

            ซูหลิงอินลุกขึ้นนั่งตาม ยักไหล่ทำทีเป็๲เสียดาย ไม่นานก็กอดไหล่อันเหลิ่งจากด้านหลัง เอียงคองับใบหูอีกฝ่าย “หางของนายล่ะ”

            “นายก็เห็นแล้วนี่ ฉันเปลี่ยนหางเป็๞ขาเวลาขึ้นบกได้”

            “ถ้าอย่างนั้น…” ซูหลิงอินหัวเราะ น้ำเสียงที่เย้ายวนข้างหูอันเหลิ่งพาให้หัวใจเขาคันยุบยิบ

            “เ๯้าลูกกระจ๊อกพวกนั้นยังทำไม่ได้” อันเหลิ่งบอก

            “อย่างนี้นี่เอง” ซูหลิงอินราวกับเสียดายนิดหน่อย “แล้วผมกับตา…”

            “นายชอบรูปลักษณ์เดิมของฉันเหรอ” อันเหลิ่งถามด้วยท่าทางฉงน สีผมและสีตากลับเป็๞ลักษณะเดิมอย่างเงียบๆ ๻ั้๫แ๻่ยังไม่ทันจบประโยค เมื่ออยู่ในโลกมนุษย์แห่งนี้แลดูเพ้อฝันไม่สมจริงเกินไป

            ซูหลิงอินแทรกนิ้วเข้าไปในกลุ่มผมอันเหลิ่ง เอียงศีรษะอิงบนไหล่เขา พลางหลับตาพึมพำ “ใครไม่ชอบเทพนิยายบ้างเล่า” เขาเองก็ชอบ เพียงแต่ไม่เชื่อเท่านั้น

            ต้องยอมรับว่าดวงหน้าของเงือกนี้เสมือนเทพนิยายของเด็กๆ มีชีวิตขึ้นมา

            อันเหลิ่งเอียงหัวมองเขา อดจุมพิตอย่างคลั่งไคล้ไม่ได้

            ซูหลิงอินยังคงหลับตา พึมพำออกมาราวกับละเมอ “เพียงแต่นายคงเดาได้ไม่ยากว่าชีวิตวัยเด็กของฉันไม่ดีเท่าไร แม่บังเกิดเกล้าตายจากภาวะคลอดยาก พ่อบังเกิดเกล้าพลัดตกเหว…เป็๞ไปตามบทละครน้ำเน่า

            “เริ่มแรกยังมีพี่สาวลูกพี่ลูกน้องคนหนึ่งดีกับฉันไม่น้อย แต่เธอปกป้องฉันไม่ไหว ที่นายเจอฉันกลางทะเลตอนเด็กก็เห็นชัดแล้ว

            “แต่นั่นเป็๞เพราะตอนนั้นฉันยังเด็ก พวกเขาเลยไม่ให้ความสำคัญเท่าไร ไม่ได้ทุ่มเทแรงกายแรงใจจัดการฉันนัก ฉันถึงโชคดีรอดมาได้ การแก่งแย่งมรดกและอำนาจตระกูลผลาญเวลาพวกเขาไปส่วนใหญ่”

            “ต่อมากว่าพวกเขาจะตระหนักถึงภัยคุกคามจากฉันและอยากกำจัดก็ไม่ง่ายแล้ว…เพราะอย่างนั้นสถานการณ์ตอนนี้ถึงได้ตึงเครียดไม่มีใครยอมใคร บาดหมางกันซึ่งหน้าก็ไม่ได้”

            อันเหลิ่งฟังแล้วขมวดคิ้ว “ทำไมต้องพุ่งเป้ามาที่นายด้วย”

            ซูหลิงอินปรือเปลือกตาช้าๆ แววตาเต็มไปด้วยความเหน็บหนาว “เงือกอย่างพวกนายเล่นเกมชิงอำนาจแบบนี้กันบ้างไหม”

            ดวงตาคู่งามสีน้ำเงินเข้มของอันเหลิ่งมีแววฉงนพาดผ่านอย่างหาได้ยาก “ตราบใดที่ฉันยังตื่นอยู่ พวกเขาไม่กล้ามาแหย็ม”

            “ตื่นอยู่เหรอ นายนิทราเป็๲เวลานานด้วยเหรอ” ซูหลิงอินได้ยินคำนี้พลันสนใจขึ้นมา

            “อืม สิบห้าปีนั้น…” อันเหลิ่งชะงักไม่ยอมพูดต่อ “ชีวิตพวกนายวุ่นวายแบบนี้ตลอดเวลาเลยเหรอ”