ทั้งคู่ชิดใกล้กันมากขึ้นโดยไม่รู้ตัว ลมหายใจอุ่นร้อนรินรดข้างหูอันเหลิ่ง ไม่ปิดบังความยั่วเย้าเลยสักนิด
อันเหลิ่งกลับเป็ฝ่ายถอยห่างจากซูหลิงอินหนึ่งก้าว “นายชอบทำให้ฉันเข้าใจผิดอยู่เรื่อย”
ซูหลิงอินยังคงกะพริบตาอย่างใสซื่อ “เข้าใจผิดอะไร เข้าใจผิดว่าฉันชอบนายน่ะเหรอ”
อันเหลิ่งเงียบ เป็อันว่ายอมรับ
ซูหลิงอินหัวเราะจนไวน์แดงในมือแทบกระฉอก “อย่าเลย ไม่ว่าฉันเต็มใจหรืออยากนอนกับนายก็ไม่ได้เกี่ยวข้องกับความพิศวาสสักนิด อีกอย่างฉันว่าตัวเองก็พูดชัดไม่ต่ำกว่าหนึ่งครั้งแล้วว่าอย่าร้องขอความรัก นอกจากความรัก ฉันให้นายได้หมด”
อันเหลิ่งโต้อย่างอดไม่ได้ “นายบอกว่าพวกเรามีอนาคตด้วยกัน”
“ที่รัก อนาคตมีหลายรูปแบบ ไม่จำเป็ต้องผูกเงื่อนด้วยความรัก ขอเพียงนายเต็มใจ ฉันสามารถอยู่เคียงข้างนายไปตราบนานเท่านาน เพียงแต่ไม่มีสายใยความรู้สึกงี่เง่าอะไรนั่น” สายตาซูหลิงอินดูเหมือนอ่อนโยน แต่อันเหลิ่งรู้ว่าแท้จริงแล้วปราศจากความอบอุ่น
ไม่ว่ากับอันเหลิ่งหรือคุณหนูป๋ายเข่อซ่งผู้ถูกหลอกใช้ เขาต่างวางตัวได้ลึกซึ้งเกินสมควร
สุดท้ายก็ไม่เคยตัดความหวังกับอันเหลิ่งให้สิ้นซาก คนเช่นนี้ต่างหากไร้ความรู้สึกอย่างแท้จริง เยือกเย็นจนถึงกระดูก
อันเหลิ่งไม่หวั่นไหว “แล้วแต่นาย ฉันยังยืนกรานความคิดตัวเอง และนายพูดถูก พวกเรามีเวลาถมเถ”
ซูหลิงอินเอียงคอเลียริมฝีปาก พูดเสียงฉงน “นายนี่แปลกจัง ตอนมีอะไรกับนาย เดี๋ยวก็คลั่ง เดี๋ยวก็อ่อนโยนสุดๆ ตอนนี้กลับเ็าซะแล้ว นี่นายพูดจาได้ลื่นไหลขนาดนี้ั้แ่เมื่อไรกัน…”
แววตาอันเหลิ่งกระเพื่อมไหวอย่างคนมีชนักติดหลัง เลือกเลี่ยงไปคำถามหนึ่ง ได้แต่ตอบออกไปเช่นนี้ “ฉันแค่กลัวนายอึดอัด”
ตรงข้ามกับซูหลิงอิน ส่วนลึกของั์ตาเขากลับมีความอ่อนโยนซ่อนไว้ ทว่าความอ่อนโยนบางทีก็ไม่ได้อะไรกลับมา และหากมากเกินไปก็กลัวว่าจะทำให้รำคาญ
ซูหลิงอินยิ้มตาหยีอย่างแฝงความนัย “ใครเล่าจะไม่ชอบคนอ่อนโยน อือ ฉันชักคิดถึงนายในตอนนั้นแล้วสิ เราเปลี่ยนที่หน่อยดีไหม”
ชั้นสองของหอสมาคมเป็ห้องนอนทั้งชั้น แน่นอนว่ามีประโยชน์ใช้สอยหลากหลาย รวมถึงความสัมพันธ์ชั่วข้ามคืนหลังต้องตาต้องใจกัน
ซูหลิงอินพาอันเหลิ่งเข้าไปในห้องที่ไม่โดดเด่นที่สุดตรงปลายทางเดิน หลังล็อกประตูก็หรี่ตายิ้มเอ่ย “นายว่าเราสองคนเหมือนลอบคบชู้กันไหม”
แอบแตะมือท่ามกลางฝูงชน สบสายตาระหว่างเต้นรำ พลอดรักกันในมุมแอบ เปี่ยมไปด้วยความวาบหวาม
อันเหลิ่งก้มจุมพิตริมฝีปากเขา
ซูหลิงอินไม่ได้หลับตา ดวงเนตรประดุจหินแก้วูเาไฟราวกับธารดาราในคืนมืดมิดพลันทอประกายยิ้มแย้ม เขาเอื้อมมือไปดึงผมยาวของอันเหลิ่ง ออกแรงดันจนล้มลงบนเตียงด้วยกัน
อันเหลิ่งไม่ได้ทำอะไรมากกว่านั้น สองมือค้ำท่อนบนแล้วพลิกตัวขึ้นมานั่งข้างเตียง
ซูหลิงอินลุกขึ้นนั่งตาม ยักไหล่ทำทีเป็เสียดาย ไม่นานก็กอดไหล่อันเหลิ่งจากด้านหลัง เอียงคองับใบหูอีกฝ่าย “หางของนายล่ะ”
“นายก็เห็นแล้วนี่ ฉันเปลี่ยนหางเป็ขาเวลาขึ้นบกได้”
“ถ้าอย่างนั้น…” ซูหลิงอินหัวเราะ น้ำเสียงที่เย้ายวนข้างหูอันเหลิ่งพาให้หัวใจเขาคันยุบยิบ
“เ้าลูกกระจ๊อกพวกนั้นยังทำไม่ได้” อันเหลิ่งบอก
“อย่างนี้นี่เอง” ซูหลิงอินราวกับเสียดายนิดหน่อย “แล้วผมกับตา…”
“นายชอบรูปลักษณ์เดิมของฉันเหรอ” อันเหลิ่งถามด้วยท่าทางฉงน สีผมและสีตากลับเป็ลักษณะเดิมอย่างเงียบๆ ั้แ่ยังไม่ทันจบประโยค เมื่ออยู่ในโลกมนุษย์แห่งนี้แลดูเพ้อฝันไม่สมจริงเกินไป
ซูหลิงอินแทรกนิ้วเข้าไปในกลุ่มผมอันเหลิ่ง เอียงศีรษะอิงบนไหล่เขา พลางหลับตาพึมพำ “ใครไม่ชอบเทพนิยายบ้างเล่า” เขาเองก็ชอบ เพียงแต่ไม่เชื่อเท่านั้น
ต้องยอมรับว่าดวงหน้าของเงือกนี้เสมือนเทพนิยายของเด็กๆ มีชีวิตขึ้นมา
อันเหลิ่งเอียงหัวมองเขา อดจุมพิตอย่างคลั่งไคล้ไม่ได้
ซูหลิงอินยังคงหลับตา พึมพำออกมาราวกับละเมอ “เพียงแต่นายคงเดาได้ไม่ยากว่าชีวิตวัยเด็กของฉันไม่ดีเท่าไร แม่บังเกิดเกล้าตายจากภาวะคลอดยาก พ่อบังเกิดเกล้าพลัดตกเหว…เป็ไปตามบทละครน้ำเน่า
“เริ่มแรกยังมีพี่สาวลูกพี่ลูกน้องคนหนึ่งดีกับฉันไม่น้อย แต่เธอปกป้องฉันไม่ไหว ที่นายเจอฉันกลางทะเลตอนเด็กก็เห็นชัดแล้ว
“แต่นั่นเป็เพราะตอนนั้นฉันยังเด็ก พวกเขาเลยไม่ให้ความสำคัญเท่าไร ไม่ได้ทุ่มเทแรงกายแรงใจจัดการฉันนัก ฉันถึงโชคดีรอดมาได้ การแก่งแย่งมรดกและอำนาจตระกูลผลาญเวลาพวกเขาไปส่วนใหญ่”
“ต่อมากว่าพวกเขาจะตระหนักถึงภัยคุกคามจากฉันและอยากกำจัดก็ไม่ง่ายแล้ว…เพราะอย่างนั้นสถานการณ์ตอนนี้ถึงได้ตึงเครียดไม่มีใครยอมใคร บาดหมางกันซึ่งหน้าก็ไม่ได้”
อันเหลิ่งฟังแล้วขมวดคิ้ว “ทำไมต้องพุ่งเป้ามาที่นายด้วย”
ซูหลิงอินปรือเปลือกตาช้าๆ แววตาเต็มไปด้วยความเหน็บหนาว “เงือกอย่างพวกนายเล่นเกมชิงอำนาจแบบนี้กันบ้างไหม”
ดวงตาคู่งามสีน้ำเงินเข้มของอันเหลิ่งมีแววฉงนพาดผ่านอย่างหาได้ยาก “ตราบใดที่ฉันยังตื่นอยู่ พวกเขาไม่กล้ามาแหย็ม”
“ตื่นอยู่เหรอ นายนิทราเป็เวลานานด้วยเหรอ” ซูหลิงอินได้ยินคำนี้พลันสนใจขึ้นมา
“อืม สิบห้าปีนั้น…” อันเหลิ่งชะงักไม่ยอมพูดต่อ “ชีวิตพวกนายวุ่นวายแบบนี้ตลอดเวลาเลยเหรอ”