บทที่ 9 ผู้เล่นสิบคน
คำสบถเพิ่งหลุดพ้นริมฝีปากหน้าต่างสีน้ำเงินตรงหน้าก็กะพริบขึ้นอีกครั้งตัวอักษรซึ่งเคยพร่ามัวพยายามรวมตัวกัน ทว่ายังไม่ทันอ่านได้เสียงอิฐเสียดสีก็ดังยาวมาจากสองข้างทาง
ครืด...ครืด...
เสิ่นโม่จิ่นยืนนิ่งอยู่ตรงกลางตรอกมือซ้ายจับสายย่ามไว้ ส่วนมือขวาอยู่ใกล้ปากกระเป๋าพอจะสอดเข้าไปหยิบของได้ทันที
กำแพงตรงหน้าขยับเข้าหากันทีละ่อิฐแต่ละก้อนเบียดแน่นจนโคลนสีดำตามร่องถูกบีบไหลออกมาก่อนร้านค้าที่เคยตั้งเรียงรายจะถูกแนวผนังกลืนหายไปทีละห้อง
ป้ายโรงเตี๊ยมเหอผิงเป็ชิ้นสุดท้ายที่เหลืออยู่มันเอียงลงช้า ๆ แล้วจมหายเข้าไปในก้อนอิฐราวกับแผ่นไม้ถูกกดลงในน้ำ
เมื่อการเคลื่อนไหวหยุดตรอกทั้งเส้นเหลือเพียงกำแพงที่เปียก ร่องน้ำสีดำและทางเดินยาวจนมองไม่เห็นปลายอีกด้าน
เสิ่นโม่จิ่นก้มมองหน้าต่างระบบอีกครั้งแต่พื้นสีน้ำเงินกลับหดแคบลงคล้ายกำลังรออะไรบางอย่าง เธอจึงยังไม่แตะมันเพียงถอยปลายรองเท้าออกจากร่องน้ำที่ไหลผ่าน แล้วเลือกยืนบนอิฐอีกก้อนซึ่งไม่มีรอยมือกดจมอยู่
อยู่ๆ ปลายทางด้านซ้ายพลันมืดลง
เงาร่างมนุษย์ทอดยาวออกมาบนพื้นทั้งที่เหนือศีรษะไม่มีสิ่งใดเดินเข้าหา มันลากตัวมากับอิฐเปียกแขนข้างหนึ่งยืดก่อนส่วนอื่นแล้วทั้งร่างจึงถูกกระชากลงมาราวกับเ้าของเงาร่วงจากที่สูง
ชายหนุ่มสวมเสื้อเชิ้ตล้มเข่ากระแทกพื้นตรงหน้าเขายกมือยันตัวตามแรงเคยชินพอฝ่ามือเกือบแตะอิฐกลับชะงักแล้วดึงกลับไปจับเข่าตัวเองแทน
“ที่นี่ที่ไหนวะ” สิ้นสุดคำเพียงเสี้ยววิ
เงาก้อนที่สองก็พุ่งออกมาจากมุมกำแพงด้านขวา
ผู้หญิงวัยกลางคนกับเด็กชายถูกเหวี่ยงลงมาพร้อมกันแขนของผู้หญิงคนนั้นโอบไหล่เด็กไว้แน่นจนทั้งคู่กลิ้งไปบนพื้นหนึ่งรอบ
เธอรับแรงกระแทกไว้ด้านข้างแล้วรีบดันตัวลุกโดยไม่ปล่อยมือจากเด็ก
“เจ็บตรงไหน บอกมา”
เด็กชายอายุราวสิบสามส่ายหน้าทั้งน้ำตาเครื่องแบบนักเรียนยับตรงหัวไหล่ เขากำชายเสื้อผู้ปกครองไว้จนข้อนิ้วซีดก่อนมองซ้ายขวาแล้วร้องเรียกคนในครอบครัวด้วยเสียงซึ่งเริ่มแตก
“อย่าร้อง ” ผู้หญิงคนนั้นกดศีรษะเขาเข้าหาอกมืออีกข้างลูบหลังเร็ว ๆ “ฉันอยู่นี่ มองทางนี้”
เสียงร้องของเด็กแล่นไปถึงปลายตรอกโดยไม่มีเสียงรถหรือผู้คนจากด้านนอกแทรกกลับมา
อีกมุมหนึ่งเกิดรอยดำเป็รูปคนบนกำแพงอิฐตรงกลางยุบเข้าไป
ก่อนชายวัยกลางคนในเสื้อแจ็กเก็ตสีน้ำตาลจะถูกผลักออกมาจากผนังเขาเซเพียงสองก้าวก็ทรงตัวได้ พอเงยหน้าเห็นตรอก สีหน้าพลันแข็งขึ้นแล้วรีบดึงแขนเสื้อลงปิดฝ่ามือก่อนแตะกำแพงช่วยพยุงตัว
ท่าทางนั้นทำให้เสิ่นโม่จิ่นมองเขานานขึ้น อย่างน้อยเขาคงเคยเจอสถานที่ซึ่งผนังแตะไม่ได้มาก่อน
เงาที่เหลือปรากฏติดกันจนแทบไม่มีช่องว่างผู้หญิงผมสั้นถูกดึงลงมาตรงร่องน้ำ ชายสวมหมวกแก๊ปตกก้นกระแทกอิฐหญิงชราถือถุงผ้าหมุนตัวมาชนผู้ชายร่างสูงในชุดออกกำลังกาย
ส่วนเด็กสาวสวมแว่นคนสุดท้ายไถลออกมาจากใต้โคมกระดาษทั้งที่ตรงนั้นไม่มีช่องให้คนลอดผ่านได้
คนทั้งเก้ากระจายอยู่คนละตำแหน่งกับเสิ่นโม่จิ่นไม่มีใครยืนชิดกันนอกจากเด็กชายกับผู้หญิงที่มากับเขา
ทันทีที่จำนวนคนครบสิบหน้าต่างสีน้ำเงินกลางอากาศก็ขยายกว้าง
ยินดีต้อนรับผู้เล่นสู่ดันเจี้ยน
เสียงไร้อารมณ์เยือกเย็นดังขึ้นจากทุกทิศ
ชายสวมหมวกแก๊ปสะดุ้งแล้วควักโทรศัพท์ออกมากดหน้าจอรัวๆ ส่วนหญิงชรายกถุงผ้าขึ้นกอดอก ปากขยับเรียกชื่อลูกชายซ้ำๆก่อนพบว่าไม่มีเสียงตอบรับจากเครื่อง
ดันเจี้ยนิญญาระดับ 1 ดาว: กุ้ยต่าเฉียง
ผู้เล่นปัจจุบัน: 10 คน
ตัวเลขสิบสว่างอยู่กลางหน้าต่าง
เด็กสาวสวมแว่นยกข้อมือขึ้นเรียกหน้าจอของตัวเอง“สัญญาณหายหมดค่ะ ระบบประชาชนเปิดได้ แต่โทรออกไม่ได้”
“ของผมก็เหมือนกัน” ชายหมวกแก๊ปกดโทรศัพท์แนบหูก่อนสบถแล้วลดมือลง “เมื่อกี้ผมยังอยู่บนรถเมล์อยู่เลย ใครลากผมเข้ามา”
“ถ้ารู้ว่าถูกอะไรลาก คงไม่เรียกว่าถูกสุ่มดึง”ชายเสื้อแจ็กเก็ตตอบ เขากวาดมองทุกคนแล้วหยุดที่เด็กชาย “เด็กอายุเท่าไร”
ผู้หญิงซึ่งกอดเด็กเงยหน้าขึ้น “สิบสาม เพิ่งครบเมื่อวานเขายังเป็เด็ก ระบบดึงเขามาทำไม”
“ครบสิบสามก็ดึงได้แล้ว”ผู้หญิงผมสั้นพูดพลางบิดน้ำออกจากปลายเสื้อ เธอไม่ได้ขยับไปจากจุดเดิม“ฉันเคยเห็นข่าว แต่ไม่คิดว่าจะเจอต่อหน้า”
เด็กชายได้ยินดังนั้นก็ร้องหนักกว่าเก่าใบหน้าฝังอยู่ตรงไหล่ผู้ปกครองจนพูดไม่เป็คำ
เสิ่นโม่จิ่นมองผ่านทั้งคู่ไปยังคนอื่น ชายที่สวมเสื้อเชิ้ตขยับเข้าใกล้กำแพงด้านซ้ายเขาหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเปิดไฟฉายแล้วใช้ขอบเครื่องเคาะอิฐสองครั้ง
กึก กึก
ผนังไม่ตอบสนองแต่หน้าจอโทรศัพท์ของเขาดับทันทีทั้งที่แบตเตอรี่ยังเหลือเกินครึ่งก่อนเครื่องดับ
“อย่าแตะมั่ว” ชายเสื้อแจ็กเก็ตเตือน
“ผมไม่ได้ใช้มือ” อีกฝ่ายชูโทรศัพท์ขึ้น“แล้วนี่แค่หนึ่งดาว จะกลัวอะไรนักหนา”
“หนึ่งดาวก็มีคนตาย”
“คุณเคยเข้าหรือไง”
ชายวัยกลางคนรูดซิปเสื้อขึ้นถึงคอ “สามครั้งแรงค์ E”
คำตอบนั้นทำให้หลายคนหันไปหาเขาพร้อมกันหญิงชราขยับเข้าใกล้ก่อนเป็คนแรก
ตามด้วยชายหมวกแก๊ปซึ่งรีบยัดโทรศัพท์กลับกระเป๋าส่วนผู้ชายร่างสูงยังยืนกอดอก ไม่ได้เข้าไปรวมกลุ่มแต่ก็หันหูฟัง
“ฉันเคยครั้งเดียว แรงค์ F” ผู้หญิงผมสั้นพูดขึ้น
เด็กสาวสวมแว่นยกมือเพียงครึ่งหนึ่ง“ฉันยังไร้แรงค์ค่ะ ครั้งนี้ครั้งแรก”
“ผมก็ไร้แรงค์” ชายหมวกแก๊ปรีบเสริมขณะที่ผู้ชายร่างสูงบอกเพียงว่าตัวเองอยู่แรงค์ F ส่วนคนอื่นไม่มีใครพูดว่าผ่านเกินสามครั้ง
“งั้นคุณพาพวกเราออกไปได้ใช่ไหม”ผู้หญิงที่มากับเด็กถาม
ชายเสื้อแจ็กเก็ตไม่ได้รับปาก เขาหันมองทางเดินทั้งสองด้านแล้วตอบ“ผมรอดมาสามครั้ง ไม่ได้แปลว่ารู้จักที่นี่ กฎของแต่ละเขตไม่เหมือนกันรอระบบประกาศให้จบก่อน”
เสิ่นโม่จิ่นละสายตาจากเขาไปมองผู้หญิงผมสั้นอีกฝ่ายไม่ถามให้ใครรับรองชีวิตทั้งยังตรวจพื้นกับโคมเหนือศีรษะโดยไม่เข้าใกล้สิ่งใดน่าจะเคยเข้ามาแล้วอย่างน้อยหนึ่งครั้ง
ส่วนคนที่ประกาศว่าเป็แรงค์ E รู้ว่าควรรอแต่พอคนอื่นขยับเข้าหาก็ยืนรับตำแหน่งตรงกลางกลุ่มโดยไม่ปฏิเสธ เขาอาจฟังเหตุผลได้ตราบใดที่เหตุผลนั้นไม่แย่งสิทธิ์ออกคำสั่งจากมือ
'พอใช้ได้สองคน ที่เหลือรอดูตอนกฎเริ่มกินคน'
เสิ่นโม่จิ่นเลือกจำตำแหน่งของผู้หญิงผมสั้นกับเด็กเอาไว้ก่อนถ้าต้องเคลื่อนกลุ่ม อย่างน้อยสองคนนั้นไม่ควรถูกปล่อยไว้ด้านหลัง
หน้าต่างระบบสั่นเบา ๆ ตัวหนังสือชุดใหม่ค่อย ๆเลื่อนขึ้นจากขอบล่าง
[ ภารกิจ:ออกจากตรอกกำแพงผีก่อนเสียงฆ้องครั้งที่ 3 ]
เด็กสาวสวมแว่นอ่านออกเสียงตาม“ก่อนเสียงฆ้องครั้งที่สาม...ตอนนี้ยังไม่ดังสักครั้ง แปลว่าเรามีเวลาใช่ไหมคะ”
“ขึ้นอยู่กับว่ามันจะตีห่างกันเท่าไร”ผู้หญิงผมสั้นตอบ “อาจหนึ่งชั่วโมง หรือหนึ่งนาที”
ชายหมวกแก๊ปหน้าเสีย “อย่าพูดแบบนั้นสิ”
“ไม่พูดแล้วเวลาจะเพิ่มหรือ”
คำถามนั้นทำให้เขาปิดปากชายเสื้อแจ็กเก็ตยกมือห้ามไม่ให้เถียงกันก่อนพยักพเยิดไปทางหน้าต่างซึ่งเริ่มแสดงข้อความบรรทัดแรก
กฎดันเจี้ยน
1. ห้ามออกนอกตรอก
ตัวอักษรค้างอยู่ครู่หนึ่งกำแพงสองฝั่งส่งเสียงลั่นต่ำ ๆ ราวกับรับรู้ว่าผู้เล่นทุกคนกำลังอ่าน
“ห้ามออกนอกตรอก แต่ภารกิจให้ออกจากตรอก?”เด็กสาวสวมแว่นดันกรอบแว่นขึ้น “มันขัดกันเองหรือเปล่า”
เสิ่นโม่จิ่นอ่านประโยคนั้นซ้ำเพียงรอบเดียวคำว่าออกเหมือนกัน แต่ระบบเลือกวางไว้คนละตำแหน่ง กฎห้ามออกนอกตรอกขณะที่ภารกิจสั่งให้ออกจากตรอกกำแพงผี
เธอยังไม่รู้ว่าจุดต่างอยู่ตรงไหนจึงเก็บความสงสัยไว้ ไม่เอ่ยให้คนอื่นตีความตามก่อนเห็นของจริง
2. ห้ามปีนกำแพง
ผู้ชายร่างสูงซึ่งกำลังประเมินความสูงของผนังลดสายตาลงทันทีเขาถอยห่างจากก้อนอิฐหนึ่งก้าวแล้วถาม “แค่ปีนใช่ไหมถ้าใช้ของพาดข้ามนับหรือเปล่า”
“อย่าเพิ่งลองช่องโหว่ตอนยังอ่านไม่ครบ”ชายเสื้อแจ็กเก็ตเตือน
3. ห้ามตอบเสียงเรียกจากด้านหลัง
เด็กชายหยุดสะอื้นชั่วครู่แล้วเงยหน้ามองผู้ปกครอง“ถ้าเป็เสียงคนที่ผมรู้จักล่ะ”
มือของผู้หญิงคนนั้นเลื่อนมาปิดปากเด็กเบา ๆ“ถ้าไม่ได้เห็นหน้า ห้ามตอบ ต่อให้ได้ยินเสียงใครก็ห้าม”
เด็กชายเม้มปาก พยักหน้าทั้งน้ำตาแต่ยังจับข้อมือเธอไว้ไม่ยอมปล่อย
4. ห้ามแตะกำแพงด้วยมือเปล่า
สายตาหลายคู่เลื่อนไปหาชายเสื้อเชิ้ตเขามองโทรศัพท์ซึ่งใช้เคาะผนังเมื่อครู่ก่อนเช็ดขอบเครื่องกับกางเกงอย่างรวดเร็วแล้วถอยกลับมา
เสิ่นโม่จิ่นมองผนังตรงจุดซึ่งโทรศัพท์เคยกระทบรอยชื้นวงเล็กกำลังขยายออกช้า ๆ ทั้งที่ไม่มีน้ำหยดจาก้าเมื่อชายคนนั้นถอยห่าง วงน้ำจึงหยุดโตแล้วซึมหายกลับเข้าไปตามร่องปูน
กฎห้ามมือเปล่าไม่ได้แปลว่าสิ่งอื่นแตะได้โดยไม่เสียอะไรโทรศัพท์ของเขาดับไปแล้วหนึ่งเครื่อง เพียงแต่เ้าตัวยังไม่รู้ว่าต้องจ่ายเพิ่มหรือไม่
5. เมื่อได้ยินเสียงฆ้องให้หยุดเดินจนกว่าเสียงจะเงียบ
คราวนี้ไม่มีใครถามแทรกหญิงชราขยับเท้ามายืนให้มั่นแล้วก้มมองรองเท้าตัวเองราวกับกลัวว่าพอถึงเวลาจะหยุดไม่ทันผู้ชายร่างสูงถอดหูฟังออกทั้งสองข้างและเก็บลงกระเป๋า
6. ทางออกมีเพียงหนึ่งเดียว
ตัวอักษรทั้งหมดค้างอยู่กลางอากาศ ก่อนย่อขนาดไปอยู่มุมขวาบนของขอบเขตการมองเห็น
เสิ่นโม่จิ่นยังยืนอยู่บนอิฐก้อนเดิม
กฎหกข้อบอกสิ่งที่ห้ามแต่ไม่บอกว่าฆ้องจะดังเมื่อไร ทางออกมีหน้าตาแบบใดและไม่ได้ยืนยันว่าการทำตามทุกข้อจะพาใครออกไปได้
ชายในเสื้อแจ็กเก็ตหันมาทางกลุ่ม “ก่อนเดินขอให้ทุกคนบอกว่าผ่านดันเจี้ยนมากี่ครั้งกับมีไอเทมอะไร เราจะได้จัดตำแหน่ง..”
“เสียเวลา” ชายเสื้อเชิ้ตแทรกเขาชี้ไปทางด้านซ้ายซึ่งโคมกระดาษเรียงต่อกันเป็แนว “ภารกิจก็แค่หาทางออกเองตรอกมีสองทาง แบ่งกันเดิน เดี๋ยวก็เจอ”
“กฎเพิ่งเตือนว่าทางออกมีทางเดียว”เด็กสาวสวมแว่นพูด
“ยิ่งมีทางเดียวก็ยิ่งหาไม่ยาก”
ชายเสื้อเชิ้ตเก็บโทรศัพท์ที่ดับสนิทเข้ากระเป๋าแล้วออกเดินโดยไม่รอให้ใครอนุญาตรองเท้าหนังเหยียบผ่านร่องน้ำดำจนของเหลวกระเด็นขึ้นติดปลายขากางเกง
เขาเดินเร็วขึ้นหลังพ้นกลุ่มได้ห้าก้าวก่อนเปลี่ยนเป็วิ่งเหยาะ คล้ายกลัวว่าจะมีคนคว้าตัวกลับ
ชายหมวกแก๊ปลังเลอยู่ครู่หนึ่งก่อนตามไปสองก้าว“เฮ้ รอด้วยสิ อย่างน้อยอย่าไปคนเดียว”
“กลับมา” ชายเสื้อแจ็กเก็ตสั่ง“เรายังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าทางนั้นจะพากลับมาที่เดิมหรือเปล่า”
คนด้านหน้าไม่หยุด เขายกมือโบกโดยไม่หันกลับ“ถ้ากลัวก็ยืนรอให้ฆ้องตีไปเถอะ”
เสิ่นโม่จิ่นปล่อยให้เขาเดิน
การห้ามคนซึ่งเชื่อว่าตัวเองฉลาดนั้นอันตรายทั้งต้องเสียแรงมากกว่าการรอดูผล และเธอไม่ได้เข้ามาที่นี่เพื่อเป็พี่เลี้ยงของใคร
หน้าต่างอีกบานเปิดขึ้นซ้อนทางซ้ายของระบบภารกิจขอบสีฟ้าสว่างกว่าบานแรก ก่อนข้อความหนึ่งจะเลื่อนผ่านกลางจอ
เปิดการถ่ายทอดสดดันเจี้ยน
จำนวนผู้ชมกำลังเชื่อมต่อ
ตัวเลขพุ่งจากหลักหน่วยเป็หลักร้อยภายในไม่กี่วินาทีแล้วข้อความจากคนดูจึงเริ่มไหลขึ้นทีละบรรทัด
ผู้เล่นทุกคนมองเห็นมันแต่ไม่มีภาพถ่ายทอดสดหรือมุมกล้องให้เลือกมีเพียงชื่อบัญชีกับสิ่งที่คนภายนอกพิมพ์เข้ามา
(กองเวรเฝ้าดันเจี้ยน):หนึ่งดาวเปิดใหม่หรือเปิดซ้ำ ทำไมชื่อไม่คุ้นเลย
(คนดูทางผ่าน): เห็นแค่สิบคนอีกแล้วระบบไม่ให้รายชื่อผู้เล่น รอตอนตายถึงค่อยประกาศชื่อทุกที
(แม่ไม่ให้ดูผี): เด็กคนนั้นอายุเท่าไรทำไมตัวเล็กขนาดนั้น
(คนเฝ้าสถิติ): น่าจะสิบสามแล้วดันเจี้ยนส่วนใหญ่เริ่มดึงคนั้แ่อายุสิบสามขึ้นไป ต่ำกว่านั้นแทบไม่เคยเห็น
ผู้หญิงที่มากับเด็กอ่านถึงบรรทัดนั้นแล้วกอดไหล่เขาแน่นกว่าเดิมเธอไม่ได้ตอบคนดู เพียงขยับพาเด็กเข้ามาอยู่กลางกลุ่มห่างจากกำแพงทั้งสองด้านมากที่สุดเท่าที่ทางแคบจะให้ได้
ข้อความชุดแรกไหลผ่านอย่างรวดเร็วบ้างถามว่าผู้เล่นมีแรงค์อะไร บ้างพนันว่าคนแรกจะตายก่อนฆ้องครั้งไหน
แต่เมื่อจำนวนผู้ชมเพิ่มขึ้นอีกระลอกประโยคซึ่งกล่าวถึงเสิ่นโม่จิ่นก็ปรากฏติดกันหลายบรรทัด
(คนกินแตงหน้าแถว): อ้าวนั่นผู้หญิงที่ผลักเพื่อนตัวเองนี่
(ไข่เน่าพร้อมส่ง): รอบนี้ขอให้กำแพงกินมัน
(สายด่าไม่พัก): ใช่ นั่นเสิ่นโม่จิ่นขอให้มันไม่รอด
(จำหน้าได้แค่ตอนสด):ก่อนสตรีมเปิดฉันยังนึกหน้ามันไม่ออกเลยพอเห็นอีกทีจำเื่ดันเจี้ยนก่อนขึ้นมาหมด
(คนดูผีมือใหม่): เฮ้ย ข้างบนต้องฆ่ากันสิถึงจะมัน
(ผู้เล่นเก่าแรงค์ E): มันอ่านกฎจริงจังเกินไปหรือเปล่า
ข้อความพวกนั้นทำให้เสิ่นโม่จิ่นรู้ว่าคนซึ่งเคยดูดันเจี้ยนก่อนกำลังจำใบหน้าเธอได้อีกครั้ง
“มึงก็ว่างกันเนอะ”
คนซึ่งยืนใกล้ที่สุดคือเด็กสาวสวมแว่นเธอหันขวับมามองทันทีดวงตาหลังเลนส์กว้างขึ้นเล็กน้อยคล้ายไม่แน่ใจว่าได้ยินคำหยาบจากคนหน้าตายตรงหน้าจริงหรือไม่
ผู้หญิงผมสั้นเองก็เหลือบมาส่วนชายเสื้อแจ็กเก็ตมองสลับระหว่างชื่อเสิ่นโม่จิ่นบนคอมเมนต์กับใบหน้าของเ้าตัวแต่ยังไม่มีใครทันถามว่าเื่ผลักเพื่อนหมายถึงอะไร
กึก...
อิฐก้อนหนึ่งบนกำแพงฝั่งขวาเคลื่อนออกมาครึ่งนิ้ว
เสียงพูดทั้งหมดหยุดลงคนที่อยู่ใกล้ผนังรีบขยับเข้ากลางทางชายหมวกแก๊ปซึ่งกำลังจะตามคนเสื้อเชิ้ตชะงักเท้าแล้วหันกลับมาทันที
กึก...ครืด...
ก้อนที่สองขยับตามก่อนแนวอิฐสูงเหนือศีรษะจะเสียดสีกันต่อเป็ทอดยาว เสียงนั้นแล่นจากขวาไปซ้ายผ่านด้านหลังกลุ่ม แล้ววกกลับไปยังทิศซึ่งชายเสื้อเชิ้ตกำลังเดิน
เสิ่นโม่จิ่นเงยหน้ามองตำแหน่งของโคมกระดาษเหนือคนคนนั้น
เมื่อครู่มันแขวนอยู่ทางซ้ายของตรอก
แต่..ตอนนี้โคมดวงเดิมอยู่ทางขวาทั้งที่ไม่มีใครเห็นมันเคลื่อนที่เลย
ชายเสื้อเชิ้ตหยุดเดินเขามองกำแพงสองฝั่งสลับกันก่อนหันกลับมาทางกลุ่มด้วยสีหน้าซึ่งเริ่มไม่มั่นใจเหมือนตอนออกไป
ระหว่างเขากับผู้เล่นที่เหลือยังห่างกันไม่ถึงยี่สิบก้าวแต่ก้อนอิฐตรงพื้นกลับเพิ่มขึ้นทีละแถว ทำให้ระยะนั้นยืดยาวออกต่อหน้าต่อตา
เสิ่นโม่จิ่นไม่เรียกเขาเธอเลื่อนมือเข้าไปในปากย่าม จับด้ามไม้เรียวไว้โดยยังไม่ดึงออกมาแล้วจดจำจุดซึ่งโคมสลับด้านกับรอยน้ำดำตรงพื้น
'เริ่มแล้วสินะ'