บทที่ 14
การเดินทาง
ณ.คฤหาสน์ทางตอนใต้ของเมืองวาล์ล
แสงสลัวๆทอดยาวไปสู่ทางเดินใต้ดิน สองข้างทางประดับด้วยแสงจากตะเกียงน้ำมันพลิ้วไหวตามแรงลมเปลวไฟเคลื่อนให้เห็นเงาร่างของชายวัยกลางคน และบุรุษในชุดดำที่นั่งคุกเข่าอยู่เบื้องหน้าชาย
“มีภารกิจที่ต้องมอบให้เ้าทำด้วยตัวเอง” เสียงเย็นเยียบดังจากชายวัยกลางคนในชุดคลุมกำมะหยี่สีทองทักทอด้วยด้ายโลหะบ่งบอกถึงฐานะที่สูงเหนือตำแหน่งเคาท์
ชายในชุดดำเหลือบมองไปที่ภาพวาดในมือ“แต่ว่านี้ไม่ใช่ลูกเลี้ยงของคุณหนูหรอกหรือขอรับ??”
“ข้าเองก็ไม่เข้าใจลีน่า แต่นั้นเป็คำขอร้องของนางทำให้สำเร็จและเงียบที่สุด ไม่ให้ตระกูลโบมอนสืบสาวเื่ราวมาถึงตระกูลไฟฟ์ได้ เนื่องจากเป็ความลับลูคัสเ้าจะต้องดำเนินภารกิจด้วยตัวเอง จำเอาไว้ อย่าให้เป็เื่เอิกเกริกเด็ดขาด”
บุรุษในชุดดำก้มศีรษะรับคำสั่งสายตาจับจ้องไปยังภาพของเอวาลีน โบมอนที่อยู่ในมือ
…
…
เป็ครั้งแรกที่เอวาออกจากเมืองวาล์ลสภาพแวดล้อมและสิ่งต่างๆคล้ายคลึงกับโลกของเธออยู่หลายส่วน ที่จะแตกต่างชัดที่สุด เห็นจะเป็พวกเทคโนโลยีที่เจริญก้าวหน้าด้วยเวทมนต์ส่วนถนนหนทางและการคมนาคมเท่านั้นแบ่งแยกระหว่างคนทั่วไปกับกลุ่มชนชั้นสูงได้อย่างชัดเจนการเดินทางของคนทั่วไปนั้นจะเป็คาราวานสินค้าหรือใช้ม้า แต่สำหรับชนชั้นสูงพวกเขาจะมีเรือยนตร์ที่ขับเคลื่อนด้วยพลังเวทย์หรือใช้มอนเตอร์เป็พาหนะขับขี่
แสงแดดยามเช้าสาดผ่านก้อนเมฆลงมาเบื้องหน้าประตูเมืองวาล์ล มีเสียงล้อเกวียนบดไปกับเศษดินแห้งเป็จังหวะพร้อมๆกับเสียงย้ำเท้าของม้าลากเกวียนที่ดังเอื่อยเฉื่อยอย่างไม่ได้เร่งรีบ
โดยปกติแล้วเมืองวาล์ล เป็เมืองท่าที่มีสามเส้นทาง หนึ่งคือทางน้ำ ทว่าเส้นทางตอนเหนือเป็การเดินทางทวนกระแสน้ำค่าเดินทางจึงแพงเกินกว่าที่เอวามี เส้นทางที่สองคือ เรือยนต์ที่สร้างขึ้นจากเวทมนต์เส้นทางนี้มีเฉพาะผู้สูงศักดิ์เท่านั้นที่ได้รับการต้อนรับ ส่วนเส้นทางสุดท้ายคือเส้นทางบกเป็เส้นทางที่ไม่ได้ใช้เงินมากนัก บางทีอาจใช้วิธีการทำงาน แลกกับการเดินทาง เอวากวาดสายตามองไปยังขบวนขนส่งสินค้าที่อยู่หน้าประตูเมืองเธอตัดสินใจแล้วว่าจะใช้เส้นทางบกในการเดินทางขึ้นเหนือ
เอวาสะพายห่อสัมภาระไว้ที่ด้านหลังเธอมองไปยังขบวนคาราวานขนาดกลางที่กำลังจัดแถวอย่างเป็ระเบียบ ไม่รอช้า เธอเดินเข้าไปหาชายวัยกลางคนร่างกายกำยำในมือถือบัญชีใบหน้าขมึงตึง แสดงชัดว่าเป็หัวหน้าคาราวานแห่งนี้
“ขอโทษด้วยนายท่านพอดีฉัน้าเดินทางไปตอนเหนือ ขอติดขบวนคาราวานของท่านไปจนถึงอาณาเขตเมืองโลแกนได้หรือไม่?”
ชายคนนั้นละสายตาจากสมุดบัญชีเหลือบมองไปยังร่างเล็กๆของเด็กสาว
“ไม่มีปัญหาแต่เ้ามีปัญญาจ่ายค่าเดินทางหรือเปล่า?”
เอวาที่ถูกขับไล่ออกจากตระกูลโบมอนแม้แต่เศษเหรียญทองก็ไม่มีติดตัว เธอส่ายหน้าเล็กน้อย “ฉันไม่มีเงิน แต่ฉันช่วยท่านคุ้มกันได้หรือจะใช้แรงงานก็ไม่เกี่ยง”
“ใช้แรงงานเรอะ? เด็กสาวตัวเล็กๆอย่างเ้า อย่าได้ไปพูดคำนี้ที่ใด โลกภายนอกนั้นป่าเถื่อนมากกว่าที่เ้าคิดเอาไว้ใครจะรู้ว่าพวกมันจะใช้แรงงานเด็กสาวอย่างเ้าที่ใด ร้ายที่สุดก็เป็การใช้แรงงานบนเตียง...ไปเถอะกลับไป หากเ้าเป็เด็กหนีออกจากบ้าน ก็จงกลับไปยังบ้านของเ้า เด็กอย่างเ้ายังไม่โตพอที่จะผจญภัยกับโลกภายนอก”
ได้ยินแบบนั้นเอวาประเมินนิสัยของชายตรงหน้าได้ทันที เธอรีบตีหน้าเศร้าเล่าความเท็จออกไป “นายท่าน ท่านพ่อของข้าประจำการอยู่ทางตอนเหนือในบ้านตอนนี้แม่เลี้ยงเป็ใหญ่ นางมักจะรังแกฉันตลอดเช้าเย็น ฉันไม่อาจกลับไปสถานที่ที่เหมือนนรกได้ โปรดให้ฉันติดขบวนไปด้วย ฉันสัญญาว่าจะไม่ทำตัวเป็ภาระของนายท่านอย่างแน่นอน”
เสียงะโจากด้านหลังดังขึ้น “หัวหน้าถึงนางจะผอมแห้งไม่มีแรงสู้โจรแต่นางสามารถช่วยเราเฝ้าเวรยามได้ และการช่วยเหลือเด็กสาวตัวเล็กๆจากแม่เลี้ยงใจร้ายก็ได้บุญไม่น้อยนะ”
ได้ฟังแบบนั้นแล้วหัวหน้าคาราวานครุ่นคิดก่อนจะพูดออกไป “หากเกิดเื่เมื่อใดเ้าจะต้องรับผิดชอบตัวเอง ไม่มีใครยื่นมือช่วยเหลือ เข้าใจหรือไม่?”
เอวายิ้มบางๆก่อนจะประสานมือขอบคุณ “ตกลง ตกลง ฉันจะไม่สร้างปัญหาอย่างแน่นอน”
“เช่นนั้นก็ขึ้นเกวียนคันสุดท้ายได้”
ความหมายของคาราวาขบวนสุดท้ายคือสิ่งใดเอวาเข้าใจ เพราะสำหรับขบวนขนส่งสินค้าทั่วไปแล้ว พวกเขามักจะเก็บของมีค่าไว้ด้านหน้าขบวนหากเกิดข้อผิดพลาดหรือตกอยู่ในสถานการณ์ที่หัวหน้าคาราวานไม่สามารถควบคุมได้พวกเขาจะปลดพันธนาการและทิ้งขบวนท้ายเพื่อความรวดเร็วในการเคลื่อนที่ และที่สำคัญพวกเขาเลือกที่จะรักษาขบวนหลักที่มีค่ามากที่สุดเอาไว้เป็อันดับแรกเสมอ
แต่ถึงอย่างนั้นเอวาก็ไม่ได้สนใจเธอเข้าใจดี สิ่งหนึ่งที่เหมือนกัน ไม่ว่าจะเป็โลกใบไหน คือถ้าเราไม่มีประโยชน์ก็ย่อมไม่ได้รับผลประโยชน์จากผู้อื่นด้วยเช่นกัน
หลังจากที่เอวาออกจากเมืองวาล์ลมาได้เจ็ดวันระยะทางร่วมกว่าสองร้อยกิโลเมตร อากาศค่อยๆหนาวขึ้น เป็สัญญาณของการเข้าใกล้ดินแดนตอนเหนือที่ปกคลุมพื้นที่ส่วนใหญ่ด้วยหิมะสายลมแรงพัดโถมเป็จังหวะ หูค่อยอื้ออึงม้าแปดตัวอันเป็พาหนะแสดงท่าทีเหนื่อยล้าอย่างเห็นได้ชัด
คาราวานกำลังเดินทางขึ้นเขาสูงใช้เวลาร่วมสองวันก็จะสามารถผ่านเขตแดนของเมืองวาล์ล เข้าสู่ชายแดนทางตอนเหนือของเมืองโลแกนและนี่เป็ค่ำคืนสุดท้ายที่เธอจะอยู่ร่วมขบวนสินค้า เพราะในวันพรุ่ง เอวาจะต้องแยกตัวออกกลางทางเพื่อไปยังเส้นทางของดินแดนแห่งผู้วายชนม์
