เมื่อนางยอมพูดความจริง เวินฉงหลินก็พานางแยกไปอีกห้องหนึ่ง
“หากเ้าไม่พูดความจริงทั้งหมดอย่าหวังว่าเ้าจะมีชีวิตรอดออกไปจากห้องนี้ได้” เวินฉงหลินพูดพร้อมกับกำด้ามกระบี่แน่น
“มีคนบังคับให้ข้าทำเ้าค่ะ”นางบอกทั้งน้ำตา
“ใครบังคับเ้าพูดมาให้หมด"ซ่งหลานคาดคั้นเอาความจริง
“ขณะที่ข้าไปยกสรุาที่เรือนเก็บสุรามีชายชุดดำ ใช้ผ้าปิดบังใบหน้าใช้มีดจี้ที่คอข้า ชายผู้นั้นเอาผงอะไรไม่ทราบ ใส่ลงในสุรากานั้นแล้วบังคับให้ข้านำไปส่งที่ห้องรับรองใหญ่ ซึ่งมีคุณชายสูงศักดิ์ท่านหนึ่งอยู่ที่นั่นหากข้าไม่ทำเขาจะฆ่าข้าและครอบครัวเ้าค่ะ”หญิงรับใช้สะอึกสะอื้นแล้วเล่าต่อ
“ตกดึกก็ให้ข้ากับผู้หญิงอีกคนพาแม่นางน้อยผู้หนึ่งไปส่งยังห้องรับรองใหญ่อีกครั้งเ้าค่ะ”
“เ้ารู้หรือไม่ว่าสตรีที่เ้าพาไปนางเป็ใคร” ซ่งหลานถาม
“ข้าไม่รู้เ้าค่ะนางมีผ้าปิดหน้าและตอนนั้นก็มืดมากด้วย ข้ารู้เพียงว่าสตรีผู้นั้น เหมือนนางกำลังมึนเมาอะไรสักอย่างเพราะนางไม่อาจช่วยเหลือตัวเองได้ แต่ข้าก็ไม่ได้กลิ่นสุราจากตัวของนางแม้แต่น้อยเ้าค่ะ”หญิงรับใช้บอก
“แล้วหญิงรับใช้อีกคนที่ไปกับเ้าล่ะเ้ารู้จักนางไหม” ซ่งหลานถามอีก
“นางใช้ผ้าปิดหน้าเช่นกันเ้าค่ะแต่ดูจากรูปร่างและอายุข้าว่านางไม่น่าจะใช่คนในหอนี้เ้าค่ะ”
“เ้าแน่ใจหรือ” ซ่งหลานย้ำ
“แน่ใจเ้าค่ะ หญิงรับใช้ในหอนี้ข้ารู้จักทุกคนเ้าค่ะ” นางตอบอย่างมั่นใจ
“อีกอย่างก่อนออกมาจากห้องข้าได้ยินสตรีที่ไปกับข้าเรียกแม่นางน้อยผู้นั้นว่าเหลียงเฟยเฟยเ้าค่ะ”
“แม่นางที่เล่นดนตรีน่ะหรือ” ช่งหลานหันไปถามเวินฉงหลิน
“ที่โถงเมื่อครู่เ้าเห็นนางอยู่ที่นั่นด้วยหรือไม่”
“นางไม่ได้อยู่ที่นั่นเ้าค่ะ”
“ดีมาก เด็กๆนำรางวัลเข้ามาให้นาง” หญิงรับใช้ดีใจมากไม่ใช่นางดีใจเพราะได้ถุงเงินถุงใหญ่อันนั้น แต่นางดีใจที่รอดตายอย่างหวุดหวิดต่างหาก.
เมื่ออกมาจากห้องเวินฉงหลินก็ถามโม่ลี่ฮวาทันที
“นายหญิงโม่ท่านแน่ใจหรือว่ามาหมดทุกคนแล้ว ท่านกล้าเล่นตลกกับข้ารึ ท่านเอาความกล้ามาจากไหนถึงกล้าแม้กระทั่งขัดคำสั่งของคุณชายใหญ่” คำขู่ของเวินฉงหลินได้ผลเสมอ
โม่ลี่ฮวาคุกเข่าลงด้วยความกลัว
“ข้าผิดไปแล้วคุณชายเวิน ยังมีอีกคนหนึ่งจริงเ้าค่ะ เหลียงเฟยเฟยนางป่วยมาหลายวัน ข้ากลัวว่านางจะนำเชื้อหวัดมาติดคนอื่นๆจนทำงานไม่ได้ ข้าจึงให้นางอยู่แต่ในห้องจนกว่าจะหายดีคิดว่าจะไปสอบถามนางด้วยตัวเอง ข้าคิดน้อยเกินไป ข้าจะขึ้นไปตามนางมาตอนนี้เลยเ้าค่ะ”
ในหอฮวาหลันนอกจากโม่ลี่ฮวา ก็ไม่มีใครรู้สถานะที่แท้จริงของหย่งซีเฉิน ทุกคนรู้เพียงว่าเป็คุณชายใหญ่ผู้ร่ำรวยที่มาจากตระกูลมีอำนาจมากตระกูลหนึ่งในต้าโจว แม้โม่ลี่ฮวาจะรู้สถานะของหย่งซีเฉินแต่นางก็เสแสร้งทำเป็ไม่รู้เพื่อความปลอดภัยของตัวนางเอง
โม่ลี่ฮวากำลังจะลุกขึ้นก็มีเสียงหนึ่งดังลงมาจากบันได
“ไม่ต้องนายหญิงข้ามาแล้วเ้าค่ะ ขออภัยคุณชายเวินที่ข้าเสียมารยาท” เป็เหลียงเฟยเฟยนั่นเอง
“ครั้งนี้ข้าจะไม่ถือสาแต่ถ้ามีครั้งหน้าอีก ข้าคงปล่อยผ่านไม่ได้หวังว่านายหญิงโม่จะเข้าใจ”
เวินฉงหลินหันมาพูดกับโม่ลี่ฮวาโดยไม่สนใจเหลียงเฟยเฟยสักนิด
“ท่าทางหยิ่งยโสของพวกเ้าข้าจะจดจำไว้ เมื่อไหร่ที่ข้าได้เข้าไปอยู่จวนเฉินในฐานะฮูหยิน ข้าจะคิดบัญชีทบต้นทบดอกกับพวกเ้าให้สาสม” เหลียงเฟยเฟยคิด
“แม่นางเหลียงเฟย เ้ามาก็ดีแล้วเ้าเตรียมคำตอบไว้ อีกสองวันข้าจะกลับมาอีก”เซียวซ่งหลานบอก
“เ้าค่ะคุณชายซ่งหลาน” ภายใต้พัดที่ใช้ปิดบังใบหน้า ดวงตาของเหลียงเฟยเฟยฉายแววแห่งความสมหวัง
“สารภาพแล้วสินะ”
ทั้งสองกลับถึงตำหนักหย่งเฉิน เซียวซ่งหลานก็รายงานเื่ทั้งหมดแก่หย่งซีเฉินไม่ตกหล่นแม้แต่คำเดียว
“เ้ากำลังบอกข้าว่า เป็แม่นางเหลียงเฟยเฟยงั้นหรือ”
“กระหม่อมว่าอาจใช่ขอรับ” เวินฉงหลินออกความเห็น
“แต่กระหม่อมว่ามีอะไรแปลกๆหลายอย่าง” ซ่งหลานยังไม่เชื่อคำสารภาพของหญิงรับใช้ทั้งหมด
“แปลกอย่างไรหรือท่านกุนซือ” เวินฉงหลินสงสัย
“ก็หากคนที่พาแม่นางเหลียงเฟยไป้าปิดบังผู้คนถึงกับต้องใช้ผ้าปิดบังใบหน้าของนาง เหตุใดหญิงรับใช้อีกคนยังเรียกชื่อของนางอีก ข้าว่าเื่นี้คงไม่ง่ายอย่างที่คิดแน่ท่านองครักษ์”
“ก็จริงของท่าน”เวินฉงหลินเห็นด้วย
“แล้วที่สำคัญผ้าเช็ดหน้าที่ท่านอ๋องนำกลับมานั้นปักคำว่าชิว หรือว่าจริงๆแล้วแม่นางเหลียงเฟยแซ่ชิวหรือ”
หย่งซีเฉินมองผ้าเช็ดหน้าในมือด้วยความรู้สึกที่บอกไม่ถูก
“อีกอย่างที่มาที่ไปของแม่นางเหลียง
เฟยก็คลุมเคลือไม่ชัดเจนนัก พื้นเพก่อนที่นางจะเข้ามาอยู่ในหอฮวาหลันก็สูญหายจนหมดมีเพียงนายหญิงโม่ที่เป็คนเลี้ยงดูนางขอรับ” เซียวซ่งหลานบอก
“ภายในสองวัน ก่อนที่ข้าจะไปหอฮวาหลัน เ้าสองคนไปสืบตัวตนของนางให้ชัดเจน ข้าอยากรู้ว่ามีผู้ใดสมรู้ร่วมคิดกับนางอีก นางคงไม่ได้ทำคนเดียวแน่ ก่อนที่ทุกอย่างจะกระจ่างห้ามให้เสด็จแม่รู้เป็อันขาด”หย่งซีเฉินสั่ง.
“กระหม่อมเข้าใจแล้วขอรับ” เมื่อได้รับคำสั่งจากหย่งซีเฉินทั้งสองก็รีบออกไปสืบหาความจริง