ตอนที่ 64 ทัณฑ์ทรมานหลิงฉือ
สงครามดวลปืนระหว่างสองฝ่ายทวีความรุนแรงมากขึ้นเรื่อย ๆ และจำนวนคนตายก็เพิ่มมากขึ้นเช่นกัน กลุ่มของบาวดี้มีกันอยู่ทั้งหมด 6 คน ตายไปแล้วสาม เหลือเพียงแค่ตัวบาวดี้เองกับลูกน้องอีกสองคนเท่านั้นที่ยังคงมีชีวิตอยู่ ชายตัวอ้วนที่ยืนอยู่ด้านข้างเขาในเวลานี้กำลังหยิบปืนกลขึ้นมาและเตรียมจะพุ่งตัวออกไปอย่างรวดเร็ว บาวดี้หันกลับไปกระชากคอเสื้อของเขากลับมาอย่างแรง‘ตูม! ปัง ปัง--’กระสุนปืนสองสามนัดพุ่งเฉียดผ่านใบหน้าของพวกเขาห่างไปเพียงเส้นยาแดงผ่าแปดเท่านั้นและมันเกือบจะพรากลมหายใจของคนทั้งคู่ไปแล้วจริง ๆ “แกโง่รึไง! ใครใช้ให้ทะเล่อทะล่าออกไปแบบนั้นฮะ!?”“...”“พี่บาวดี้ เพื่อนพี่คนนั้นไม่ได้เล่นแง่กับเราใช่ไหม ทำไมจนป่านนี้แล้วยังไม่เห็นแม้แต่เงาเลยล่ะ?” ชายอีกคนที่อยู่ด้านข้างโผล่หัวออกไปยิงกระสุนใส่ศัตรูสองนัดแล้วรีบดึงตัวเข้ามาหลบอย่างรวดเร็วก่อนจะตะโกนถามบาวดี้อีกครั้ง“พวกเราเสียพี่น้องไปสามคนแล้ว ขืนเป็นแบบนี้ต่อไปเราคงได้ตายอยู่ที่นี่กันหมดแน่”“ฉันจะไปรู้ได้ไงเล่า!” บาวดี้เองก็แอบรู้สึกกลัวอยู่ภายในใจลึก ๆ เช่นกัน เขากลัวว่าเฉินอันหลานจะไม่มาแล้วสุดท้ายพวกเขาทั้งสามคนจะต้องเอาชีวิตมาทิ้งไว้ที่นี่ เป็นชั่วระยะเวลาหนึ่งที่ความกลัวเคลื่อนเข้าเกาะกุมจิตใจของทุกคนคนของหรงอันชิ่งเองก็ลดลงไปไม่น้อย แต่จำนวนที่เหลือก็ยังคงมากกว่ากลุ่มของบาวดี้อยู่ดี ยิ่งไปกว่านั้นอาวุธของพวกเขายังมีเหลือเฟือและกระสุนก็สามารถยิงได้เรื่อย ๆ เหมือนเทน้ำ กลุ่มของบาวดี้หลบซ่อนอยู่ด้านหลังตู้คอนเทนเนอร์ใบหนึ่ง เสียงปืนด้านหลังที่กำบังยังคงดังขึ้นอย่างต่อเนื่อง เสียงเหล่านั้นดังมากขึ้นทุกขณะและวิถีกระสุนก็เข้าใกล้พวกเขามากขึ้นเรื่อย ๆ เช่นกัน ชัดเจนว่าพวกมันคงหาที่ซ่อนของพวกเขาเจอแล้ว“พี่บาวดี้ เอาไงกันดีครับ?”“รอ!”“แต่ไอ้พวกนั้นมันกำลังตรงมาทางเรานะครับ”บาวดี้เองก็กังวลเช่นกัน หลังจากพยายามติดต่อกลับไปหาเฉินอันหลานอยู่หลายครั้งก็ยังไม่มีใครรับสายเขา บาวดี้โกรธหัวฟัดหัวเหวี่ยงจนยอมเขวี้ยงโทรศัพท์ที่อยู่ในมือทิ้งและหันไปหยิบปืนเตรียมสู้ตายอย่างสุดกำลัง แต่แล้วในตอนนั้นเองห่ากระสุนจากด้านหลังตู้คอนเทนเนอร์ที่พวกเขาอยู่ก็เงียบหายไปเสียเฉย ๆ แถมเสียงยังเบามากอีกด้วย บาวดี้ค่อย ๆ โผล่หน้าออกไปมองด้านนอกอย่างระมัดระวังและพบแค่ว่ากลุ่มคนที่เคยไล่ล่าพวกเขาเมื่อครู่ล่าถอยกลับไปแล้ว เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างกะทันหันนี้สร้างความงุนงงให้กับกลุ่มของบาวดี้อย่างมากเลยทีเดียวชายตัวอ้วนกำลังจะยื่นคอออกมาดูเหตุการณ์บ้างแต่กลับถูกบาวดี้กระชากให้นั่งลงดังเดิม“อยากตายรึไง!”“ผมดูบ้างไม่ได้เหรอว่าข้างนอกเกิดอะไรขึ้น?”“ดูกับผีสิ! ดูไปแล้วแกจะเข้าใจอะไรขึ้นมา!?”ชายตัวอ้วนถูกบาวดี้ด่าจนหูลู่หางตก เขาก้มหน้าลงโดยไม่พูดอะไรอีกลูกน้องอีกคนเองก็ยื่นหน้าออกไปสำรวจสถานการณ์ด้านนอกเช่นกันก่อนเขาจะหันกลับมาถามบาวดี้“พี่บาวดี้ สถานการณ์ตอนนี้เป็นยังไงบ้าง เพื่อนคนนั้นของพี่มาแล้วใช่ไหม?”“ฉันจะไปรู้ได้ยังไงเล่า?”บาวดี้ที่ได้ยินดังนั้นก็อดเป็นกังวลกับสถานการณ์ตรงหน้าไม่ได้เช่นกัน ถ้าหากคนที่มาช่วยดึงดูดความสนใจพวกลูกน้องของหรงอันชิ่งไปคือเฉินอันหลานจริง ๆ ล่ะก็...เขาคงจะเอาแต่มุดหัวอยู่ในกระดองต่อไปไม่ได้แน่ หลังจากครุ่นคิดอยู่พักหนึ่งบาวดี้ก็ออกคำสั่งให้ลูกน้องหาทางเบี่ยงเบนความสนใจของพวกการ์ดเฝ้าสินค้าที่เหลืออยู่ไม่กี่คนให้หันเหไปทางอื่น แล้วให้ชายตัวอ้วนใช้จังหวะช่วงชุลมุนนั้นขับรถบรรทุกสินค้าหลบหนีออกไปเมื่อลูกน้องตัวอ้วนเหยียบคันเร่งถอยรถออกจากท่าเรือไปแล้ว บาวดี้ก็เอี้ยวตัวไปหยิบปืนพกสองกระบอกที่อยู่ในกระเป๋าเป้สะพายหลังออกมาเหน็บไว้ที่เอวของตัวเองจากนั้นก็คว้าปืนกลมาถือไว้ โยนกระเป๋าเป้ทิ้งแล้วรีบออกวิ่งไปหาเฉินอันหลานในทันทีคนที่มาช่วยดึงความสนใจจากลูกน้องของหรงอันชิ่งก็คือเฉินอันหลานนั่นเอง แต่คนที่หันหลังวิ่งกลับมาในตอนนี้ก็คือเฉินอันหลานอีกเช่นกัน ก่อนหน้าที่จะออกมาดึงความสนใจจากคนกลุ่มนี้เขาได้ใช้ตู้คอนเทนเนอร์เป็นที่กำบังและจัดการวางปืนที่เขานำมาด้วยไว้บนนั้น จากนั้นจึงพันปลายลวดโลหะขนาดเล็กด้านหนึ่งไว้กับไกปืน ส่วนปลายอีกด้านหนึ่งเขาดึงมันลงมาที่ใต้ตู้คอนเทนเนอร์และพันมันไว้กับอุปกรณ์ตรวจจับสัญญาณรูปแบบหนึ่ง ถ้ามีคนเดินผ่านเข้ามาอุปกรณ์ตัวนี้จะสามารถตรวจจับไอร้อนจากร่างกายมนุษย์แล้วทำปฏิกิริยาความร้อนกับวัสดุพิเศษที่อยู่ด้านใน ส่งผลให้เส้นลวดโลหะมีน้ำหนักมากขึ้นจนสามารถกดไกปืนที่ปลายอีกด้านให้ลั่นออกมาได้ หลังจากที่คนของหรงอันชิ่งก้าวเข้าไปในบริเวณตรวจจับความร้อนดังกล่าวแล้ว ปืนที่เฉินอันหลานวางไว้ก็จะถูกลั่นไกโดยอัตโนมัติ คนของหรงอันชิ่งตกอยู่ในภาวะชุลมุนทันที พวกเขาถูกดึงความสนใจโดยปืนที่อยู่ด้านบนตู้คอนเทนเนอร์จนพากันยกปืนขึ้นยิงสวนขึ้นด้านบนกันจ้าละหวั่น เฉินอันหลานอาศัยโอกาสในช่วงที่เกิดความวุ่นวายขึ้นเพื่อวิ่งกลับไปตามหาหรงอันชิ่ง รถออฟโรดสีดำคันหนึ่งจอดนิ่งอยู่ที่ท่าเรือ ด้านข้างรถคันนั้นมีหรงอันชิ่งและคนที่ร่วมมือกับเขายืนอยู่ด้วยกันผู้ร่วมขบวนการของเขาดูร้อนรนกระวนกระวายเสียยิ่งกว่าหรงอันชิ่งเสียอีกเมื่อมีใครคนหนึ่งโผล่พรวดออกมาอย่างกะทันหัน เขารีบเปิดประตูรถและยัดตัวเองเข้าไปด้านในเพื่อที่จะหลบหนี แต่ไม่ว่าเขาจะเร็วแค่ไหนก็ไม่อาจรอดพ้นสายตาของเฉินอันหลานไปได้ โอเมก้าหนุ่มมองตามคนที่รีบขึ้นรถหนีและพบว่าใบหน้านั้นเหมือนกับผู้ชายในรูปที่เจียงหยางส่งให้เขาแทบทุกกระเบียดนิ้วหลังจากเซี่ยรุ่ยคางเข้าไปในรถแล้ว คนของหรงอันชิ่งก็ยังไม่หยุดรัวกระสุนใส่คนแปลกหน้า เฉินอันหลานพุ่งตัวฝ่าห่ากระสุนปืนเข้าไป เมื่อถึงตัวหรงอันชิ่งเขาก็จัดการกดอีกฝ่ายลงกับกระโปรงรถและยกปืนในมือขึ้นมาจ่อขมับของอีกฝ่าย ‘ตูม!’เหตุที่เฉินอันหลานสามารถเข้าถึงตัวหัวหน้าได้อย่างง่ายดายขนาดนี้ ส่วนหนึ่งต้องยกความดีความชอบให้กับชายที่สวมผ้าคลุมปกปิดใบหน้าคนนั้นที่ช่วยคุ้มกันให้ เขาจัดการยิงสกัดและสังหารคนของฝั่งนั้นไปจำนวนมากเป็นเวลาเดียวกับที่เฉินอันหลานจับตัวหรงอันชิ่งได้พอดีเฉินอันหลานกดหรงอันชิ่งเอาไว้ก่อนจะปรายตามองไปทางชายแปลกคนนั้นเล็กน้อยชายแปลกหน้าเองก็มองมาทางเขาเช่นกัน ทว่าคนคนนั้นกลับไม่มีทีท่าว่าจะเข้ามาใกล้กันแต่อย่างใด“แกเป็นใคร?!” หรงอันชิ่งถูกกดลงกับกระโปรงรถอย่างแรง ซีกหน้าข้างหนึ่งของเขาบุบเบี้ยวจากแรงกดและใบหน้านั้นกำลังแสยะปากกว้างคล้ายยิ้มคล้ายไม่ยิ้มด้วยความเจ็บปวดประโยคคำถามของหรงอันชิ่งดึงสติของเฉินอันหลานให้กลับสู่โลกแห่งความเป็นจริง เขาเหลือบตามองผู้ชายคนนั้นอีกเล็กน้อยก่อนจะหันกลับมากระชากเส้นผมของหรงอันชิ่งขึ้นและกระแทกมันลงกับกระโปรงรถอีกครั้งอย่างรุนแรง หรงอันชิ่งที่ถูกจับกระแทกอีกครั้งเกิดอาการมึนงงจนสายตาพร่าเลือนไปชั่วขณะมือข้างหนึ่งยังคงกดหัวหรงอันชิ่งเอาไว้ ส่วนมืออีกข้างยกปืนพกขึ้นมาและเล็งไปไปทางคนขับที่นั่งอยู่ในรถกับผู้ชายอีกคน เฉินอันหลานสั่งให้เขาลงมา คนขับรถคนนั้นตัวสั่นระริกยกมือขึ้นเตรียมเปิดประตูออกมา ทว่าคนด้านหลังไม่ยอมให้เขาทำแบบนั้น เซี่ยรุ่ยคางยกปืนขึ้นจ่อท้ายทอยของคนขับไว้แล้วข่มขู่ให้เขารีบออกรถ คนขับรถพยายามบอกว่าหรงอันชิ่งอยู่ในกำมือของอีกฝ่าย เขาออกรถไม่ได้ เซี่ยรุ่ยคางไม่สนใจ เขายิงเข้าที่หัวไหล่ซ้ายของคนขับไปนัดหนึ่ง เสียงร้องด้วยความเจ็บปวดถูกเปล่งออกมา คนขับรถที่ไม่กล้าขัดคำสั่งของเซี่ยรุ่ยคางอีกจึงได้จัดการเหยียบคันเร่งและออกรถอย่างรวดเร็วเฉินอันหลานรีบกระชากตัวหรงอันชิ่งออกมาจากหน้ารถส่งผลให้เขารอดพ้นจากความตายไปได้อย่างหวุดหวิด โอเมก้าหนุ่มโยนร่างที่เขาพึ่งช่วยไว้เมื่อครู่ลงบนพื้น จ้องมองไปทางชายแก่ผมขาวอายุครึ่งร้อยคนนี้ด้วยสายตาที่ไร้ซึ่งความปรานีใด ๆ เขายกปืนขึ้นชี้ไปทางคนบนพื้นพลางเอ่ยถาม“เหลียงลั่วหยิน จำชื่อนี้ได้ไหม?”หรงอันชิ่งที่ถูกเซี่ยรุ่ยคางทอดทิ้งแถมสินค้าก็ถูกขโมยไปอีก บัดนี้สีหน้าเขาจึงดูย่ำแย่อย่างถึงที่สุด เมื่อได้ยินเฉินอันหลานเอ่ยถามเขาก็โงหัวขึ้นมาเล็กน้อย แม้ชายคนนี้จะมีเส้นผมขาวโพลนไปแทบจะทั้งศีรษะแล้วก็ตาม ทว่าใบหน้าของเขายังคงได้รับการบำรุงเป็นอย่างดี ดวงตาคู่นั้นทั้งเฉียบคมและดูเฉลียวฉลาดไม่น้อย“ใครคือเหลียงลั่วหยิน ฉันไม่เคยได้ยินชื่อนี้มาก่อน”“ไต้จิน หวังหมิน”“ไต้...”“จำได้แล้ว?”หรงอันชิ่งเลิกคิ้วสูงพร้อมกับจ้องมองเฉินอันหลานด้วยสายตาเฉียบแหลมคู่นั้น “ที่แท้แกก็หมายถึงเด็กที่โดนข่มขืนแล้วฆ่าทิ้งไว้ท้ายซอยคนนั้นนี่เอง...ถ้าแกพูดชื่อไต้จินกับหวังหมินออกมาได้ก็แสดงว่าแกรู้ตัวฆาตกรแล้วสินะ สองคนนั้นเป็นฆาตกรแกก็ไปฆ่ามันสองคนสิ จะมาหาฉันทำไม?”เฉินอันหลานคุกเข่าลงกับพื้นแล้วใช้ปืนจ่อขมับหรงอันชิ่ง คนบนพื้นหันหัวไปอีกทางแต่ไม่ได้มีท่าทีต่อต้าน เขาแค่มองไปที่ชายสวมผ้าคลุมหน้าที่ยืนอยู่ไม่ไกลนักครู่หนึ่ง ดวงตาคู่นั้นจะหรี่แคบลงก่อนจะหันกลับมาให้ความสนใจกับเฉินอันหลานอีกครั้งด้วยท่าทางราวกับไม่ใส่ใจกับเรื่องที่อีกฝ่ายว่าเท่าใดนัก“สองคนนั้นตายแล้ว”“ตายแล้วก็ดี พวกมันตายความแค้นของแกก็จบแล้ว ทีนี้ปล่อยฉันได้หรือยัง?”“พวกมันเป็นคนของแก ยังจะกล้าพูดว่าเรื่องของพวกมันไม่เกี่ยวกับแกอีกงั้นเหรอ?”“แล้วมันเกี่ยวอะไรกับฉันล่ะ? พวกมันข่มขืนและฆ่าคนแต่ไม่เกี่ยวกับฉันสักหน่อย”นัยน์ตาฉายประกายเย็นเยียบออกมา เฉินอันหลานไม่อยากพูดคุยอะไรสาระกับหรงอันชิ่งอีกแล้ว ปากกระบอกปืนที่จ่อขมับอีกฝ่ายอยู่ค่อย ๆ เลื่อนออกอย่างช้า ๆ หรงอันชิ่งยิ้มให้เฉินอันหลานโดยไร้ซึ่งความหวาดกลัวใด ๆ มิหนำซ้ำรอยยิ้มนั้นยังเต็มไปด้วยท่าทีเย้ยหยันคล้ายไม่รู้สึกผิดแม้แต่น้อย เฉินอันหลานเลื่อนปลายกระบอกปืนลงต่ำแล้วลั่นไกโดยไม่พูดไม่จา หรงอันชิ่งส่งเสียงดังลั่นด้วยความเจ็บปวด หยาดเลือดปริมาณมากไหลรินออกมาจากปากแผลบนต้นขาของเขาอย่างฉับพลัน“ไม่เกี่ยวใช่ไหม?” เฉินอันหลานถามหรงอันชิ่งเจ็บปวดจนเหงื่อไหลท่วมตัวแต่ก็ขบกรามแน่นแล้วแสยะยิ้มเยาะเย้ยให้เฉินอันหลาน เฉินอันหลานไม่พูดอะไรให้มากความ เลื่อนปืนไปที่ต้นขาอีกข้างแล้วยิงทันที หรงอันชิ่งร้องตะโกนอย่างเจ็บปวด เขานอนหอบหายใจอย่างหนักและกุมต้นขาที่บาดเจ็บอยู่บนพื้น“แกรู้ไหมว่าบนตัวของลั่วหยินมีกี่แผล?”“ฉันไม่รู้ห่าอะไรทั้งนั้นแหละ!”“งั้นฉันจะบอกให้”เฉินอันหลานดึงมีดที่เสียบอยู่บริเวณข้อเท้าออกมาแล้วเฉือนลงไปบนหลังมือข้างที่กุมต้นขาของหรงอันชิ่งในทันที หรงอันชิ่งหดมือกลับตามสัญชาตญาณ แต่เฉินอันหลานไม่หยุดแค่นั้น เขายังทำแบบเดียวกันนี้ที่ใบหน้าของหรงอันชิ่งอีกหลายแผล อีกฝ่ายร้องโหยหวนคร่ำครวญอย่างน่าเวทนาแต่กลับไม่มีทีท่าว่าจะเอ่ยร้องขอความเห็นใจแต่อย่างใด เฉินอันหลานใช้มีดกรีดเสื้อผ้าที่เขาสวมใส่อยู่ให้หลุดลุ่ยออกแล้วลงมือเฉือนลงไปบนร่างกายท่อนบนที่เปลือยเปล่านั้นอย่างช้า ๆ ผ่านไปไม่นานหรงอันชิ่งก็กลายเป็นมนุษย์เลือดท่วมนอนมองมีดที่เฉินอันหลานใช้จัดการกับตัวเองอยู่ที่พื้นชายแปลกหน้าสวมผ้าปิดปากที่ยืนห่างออกไปไม่ไกลทำแค่มองภาพเหตุการณ์อยู่เงียบ ๆ เท่านั้นและไม่มีทีท่าจะเข้ามาห้ามปรามเลยแม้แต่น้อย“แก...แกเป็นใคร?”“แกไม่จำเป็นต้องรู้หรอกว่าฉันเป็นใคร ตราบเท่าที่แกยังคงจำชื่อของเหลียงลั่วหยินได้ ถ้าแกยังไม่ตายก็จำใส่สมองว่าแกเคยฆ่าเด็กคนหนึ่งยังไง”“ถ้าแกทำได้ แกก็ฆ่าฉันเลยสิ”เฉินอันหลานแสยะยิ้มอย่างเย็นชา เขายกมีดขึ้นมาและปักมันลงไปบนไหล่ซ้ายของอีกฝ่ายอย่างแรง หรงอันชิ่งกรีดร้องออกมาอีกครั้งอย่างเสียไม่ได้ เขาพยายามตะโกนเรียกลูกน้องที่กระจัดกระจายอยู่ให้กลับมากลุ่มคนสองสามคนรีบวิ่งมายังที่เกิดเหตุ เมื่อได้เห็นสถานการณ์ที่น่าหวาดหวั่นตรงหน้าทุกคนในที่นั้นต่างนิ่งอึ้งตกตะลึงโดยทั่วกัน หนึ่งในนั้นพยายามจะเข้าไปช่วยเหลือผู้เป็นหัวหน้า ทว่ากลับถูกเพื่อนที่อยู่ด้านข้างรั้งตัวไว้และชี้ให้เห็นว่ายังมีพวกของเฉินอันหลานยืนคุมเชิงอยู่อีกฝั่งเวลาผ่านไปครู่ใหญ่ก็ยังไม่มีใครกล้าเข้าไปใกล้เฉินอันหลานเลยสักคน“ฆ่าฉันสิ แกฆ่าฉันเลย”“ความตายมันง่ายเกินไปสำหรับคนอย่างแก ฉันต้องการให้แกได้ใช้ชีวิตภายใต้ความหวาดกลัวในทุก ๆ วัน” เฉินอันหลานดึงมีดที่ปักอยู่บนไหล่ของหรงอันชิ่งออกมาอย่างไม่ลังเล เลือดสดสีแดงเข้มพุ่งกระฉูดออกมาจากบาดแผล เสียงร้องอย่างน่าเวทนาของหรงอันชิ่งทำให้คนที่พบเห็นรู้สึกเย็นวาบไปทั่วทั้งตัวใบหน้าส่วนหนึ่งของเฉินอันหลานในยามนี้เปรอะเปื้อนไปด้วยหยาดเลือด ชายหนุ่มไม่ได้ใส่ใจที่จะเช็ดมันออกจากหน้าตัวเองเลยสักนิด ทว่าเขากลับยกมีดเปื้อนเลือดเล่มนั้นขึ้นมาปาดป้ายลงบนร่างกายของหรงอันชิ่งอย่างช้า ๆ“หลังจากนี้ฉันจะไปเยี่ยมแกบ่อย ๆ แกจะใช้เงินจ้างใครมาคุ้มกันก็ได้ ถ้าคิดว่าทำได้น่ะนะ”หรงอันชิ่งนอนชักกระตุกอยู่ที่พื้นด้วยร่างอาบเลือด แววตาตาที่เคยเฉียบคมและหยิ่งผยองในตอนแรก บัดนี้ไม่หลงเหลืออยู่อีกแล้ว กลับแปรเปลี่ยนเป็นแววตาแห่งความหวาดกลัวอย่างไร้ที่สิ้นสุดเข้ามาแทนที่เฉินอันหลานเก็บมีดลง ลุกขึ้นยืนและก้าวข้ามร่างของหรงอันชิ่งตรงไปยังทางออกของท่าเรือลูกน้องของหรงอันชิ่งอยากจะไล่ตามไปแต่สายตาที่ถูกส่งมาจากชายที่ยืนอยู่ฝั่งตรงข้ามนั้นสร้างความหวาดหวั่นให้พวกเขาเป็นอย่างมาก ท้ายที่สุดคนเหล่านี้จึงได้แต่ถอดใจและหันกลับไปดูอาการของเจ้านายของตนอย่างเร่งรีบและไม่มีใครกล้าเข้าไปหาเรื่องเฉินอันหลานอีก-----------------หลิงฉือ1 凌迟 การแล่เนื้อเถือหนัง คือ ใช้มีดเฉือนเนื้อของนักโทษออกทีละชิ้นทีละชิ้น ให้นักโทษเจ็บปวดทรมานและตายไปแบบช้าๆ เรียกได้ว่าเป็นวิธีการประหารที่โหดเหี้ยมไร้มนุษยธรรมที่สุดวิธีหนึ่ง โทษนี้มีมาตั้งแต่ยุคห้าราชวงศ์ (อู่ไต้ 五代 ค.ศ. 906-970)และใช้ต่อเนื่องมาจนถึงสมัยราชวงศ์ชิง โดยแต่ละสมัยจะมีการกำหนดจำนวนครั้งและลำดับอวัยวะในร่างกายที่เฉือนแตกต่างกันออกไป เช่นในสมัยซ่งจะตัดแขนขาและกรีดคอนักโทษก่อน เพื่อไม่ให้หนีและไม่ให้ส่งเสียงร้อง โดยมากจะใช้วิธีการที่เรียกว่า เชียปาตาว 切八刀 คือการเฉือนแปดขั้นตอน เริ่มจากหน้าอก กล้ามเนื้อแขนส่วนบน ต้นขา ท่อนแขน ข้อศอก น่อง เข่า สุดท้ายคือตัดหัว ในยุคหลังๆความโหดยิ่งทวีคูณมากขึ้น อย่างในสมัยราชวงศ์หมิงกำหนดว่านักโทษจะต้องถูกเฉือนร่างพันครั้งขึ้นไป หากไม่ครบตามที่กำหนด เพชฌฆาตเองก็จะต้องถูกลงโทษ โดยมีบันทึกไว้ว่าขันทีหลิวจิ่น (刘谨 ) ได้รับโทษด้วยข้อหาก่อกบฏและถูกเฉือนร่างถึง 3357 ครั้งเป็นเวลาต่อเนื่องถึงสามวันจึงสิ้นลมหายใจ อีกคนคือขุนนางชื่อเจิ้งม่าน (郑鄤) ถูกกล่าวหาว่ามีสัมพันธ์กับแม่เลี้ยงและน้องสาวตัวเองซึ่งถือเป็นโทษร้ายแรง และได้รับโทษหลิงฉือโดยถูกเฉือนร่างถึง 3600 ครั้งที่มา : https://www.facebook.com/strangestorieschina/posts/399812930442780/