บทที่ 3 สลับตัวตน
ลู่เซี่ยไม่คาดคิดว่าแม่ของเธอจะใจร้ายได้ขนาดนี้!
สิ่งที่ใจร้ายยิ่งกว่าคือ แม่ของเธอกล้าที่จะพูดสาเหตุที่ทำเช่นนี้ออกมาตรง ๆ!
โดยขอให้ลู่เซี่ยยอมยกงานที่ได้ให้แก่พี่สาวของเธอ ทั้งยังพูดออกมาอย่างหน้าไม่อาย “ยังไงเธอก็ต้องลงไปเป็คนรุ่นใหม่ในชนบทอยู่แล้ว ก็ยกงานนั้นให้คนในครอบครัวซะเถอะ”
หลังจากได้ยินคำพูดเ่าั้ หัวใจของลู่เซี่ยไม่เพียงแต่จะเ็าลง แต่ทั้งร่างกายยังสั่นสะท้านด้วยความโกรธ เธอพยายามควบคุมอารมณ์ที่อยากจะลงไม้ลงมือผลักแม่ของเธอออกจากห้อง
แต่ไม่ว่าจะอย่างไรลู่เซี่ยก็ระงับความโกรธนี้เอาไว้ไม่ได้ เธอรับไม่ได้ที่คนในครอบครัวปฏิบัติเช่นนี้กับเธอ ยิ่งคิดก็ยิ่งโกรธ จนกระทั่งคืนนั้นก็กลั้นใจที่จะมีชีวิตต่อไปไม่ได้ เธอจึงตัดสินใจจากไป…
ส่วนลู่เซี่ยในตอนนี้ก็ข้ามภพมาใน่เวลานี้เอง
ชื่อจริงของเธอก็คือ ‘ลู่เซี่ย’ เช่นกัน ในศตวรรษที่ 21 เธอเป็เพียงพนักงานธรรมดาที่เพิ่งเรียนจบมาได้หนึ่งปี
เมื่อคืนหลังจากเลิกงานแล้วกลับมาถึงบ้าน เ้านายก็ส่งข้อความมาในกลุ่มเพื่อให้เธอแก้ไขโครงการ ซึ่งโครงการนี้เธอแก้ไขไปแล้วหลายสิบฉบับ แต่ก็ยังไม่ได้รับการอนุมัติเสียที
สุดท้ายเวลาก็ล่วงเลยมาถึงเที่ยงคืน ลู่เซี่ยรู้สึกเจ็บแปลบที่หน้าอก สายตาพร่ามัว เมื่อรู้สึกตัวอีกทีเธอก็กลายมาเป็ลู่เซี่ยในยุค 70 เสียแล้ว
ลู่เซี่ยได้รับความทรงจำจากเ้าของร่างเดิม เมื่อลืมตาขึ้นมาก็คิดว่าตัวเองกำลังฝันอยู่ แต่เพราะยังรู้สึกเหนื่อยเกินไป เธอจึงหลับลงไปอีกครั้ง
ไม่คาดคิดว่าหลังจากที่หลับไปแล้ว เธอจะฝันอีกครั้ง...
ในความฝัน ลู่เซี่ยในศตวรรษที่ 21 ตื่นขึ้นมา เดิมทีเธอรู้สึกประหลาดใจและไม่คุ้นเคย จากนั้นก็หวนรำลึกความทรงจำอยู่ครู่หนึ่ง และพยายามปรับตัวให้เข้ากับชีวิตของลู่เซี่ยในยุค 70 อย่างระมัดระวัง และใช้ชีวิตแทนเธอต่อไป...
หลังจากที่ลู่เซี่ยตื่นขึ้นมา และตระหนักได้ว่าเธอเองได้ข้ามภพมาแล้ว เธอจึงเข้าใจเอาเองว่า เ้าของร่างเดิมก็น่าจะข้ามภพไปเป็เธอเช่นกัน...
ลู่เซี่ยสองคนในสองยุคที่แตกต่างได้สลับตัวตนกันแล้ว
เมื่อคิดถึงตรงนี้ ลู่เซี่ยก็รู้สึกสะท้อนใจ อันที่จริงแล้วสถานการณ์ของพวกเธอทั้งสองคนก็ไม่อาจบอกได้ว่าใครดีกว่าใคร มีแต่จะบอกได้ว่าต่างคนต่างมีปัญหาของตัวเอง
ลู่เซี่ยในศตวรรษที่ 21 เธอเป็เด็กกำพร้าไร้ญาติพี่น้อง เพิ่งจบการศึกษาระดับปริญญาตรี ยังไม่มีเงินเก็บมากนัก และยังต้องเก็บเงินเพื่อชำระคืนเงินกู้ยืมเพื่อการศึกษา เรียกได้ว่าชีวิตค่อนข้างขัดสน
ในทางกลับกัน ลู่เซี่ยในยุค 70 แม้จะมีครอบครัวที่สมบูรณ์ แต่ก็เหมือนไม่มีเช่นกัน จึงไม่ใช่เื่แปลกที่ลู่เซี่ยในความฝันยอมรับบทบาทใหม่ได้อย่างรวดเร็ว คงเพราะหมดหวังจากชีวิตเดิมแล้วจริง ๆ
ตอนนี้เธอกลายเป็ลู่เซี่ยในยุคนี้แล้ว ทั้งยังต้องรับ่ต่องานที่ยากลำบากนี้ และเธอมีความรู้สึกว่าตัวเองคงไม่ได้กลับไปในศตวรรษที่ 21 อีกแล้ว ดังนั้น เธอจึงต้องคิดหาทางออกสำหรับอนาคตเอาไว้บ้าง
คิดถึงตรงนี้ ลู่เซี่ยก็นึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ เธอจึงก้มลงมองข้อมือขวา และแน่นอนว่าเห็นรอยกำเนิดรูปใบไม้บนนั้นจริง ๆ
ในความทรงจำ เ้าของร่างเดิมไม่มีรอยกำเนิดนี้ ดังนั้นจึงเป็ไปได้ว่าเธอเป็คนนำมันมา
เธอใช้มือซ้ายััรอยกำเนิดนั้นอีกครั้ง จนในที่สุดก็เห็น ‘ช่องว่างมิติ’ ขนาดไม่ใหญ่นักปรากฏอยู่ในห้วงความคิด
ลู่เซี่ยถอนหายใจโล่งอก ยังดีที่ช่องว่างมิติติดตามมาด้วย
ถูกแล้ว! ลู่เซี่ยมีช่องว่างมิติอยู่หนึ่งช่อง เป็สิ่งที่เธอซื้อมาจากแผงลอยริมถนนใกล้มหาวิทยาลัยในปีที่จบการศึกษา
ในตอนนั้นลู่เซี่ยจ่ายเงินไปยี่สิบห้าหยวน ซึ่งถือเป็เงินจำนวนมหาศาลสำหรับคนประหยัดอย่างเธอ เงินก้อนนั้นเท่ากับค่าอาหารทั้งวันเลยทีเดียว
ลู่เซี่ยเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่าตอนนั้นเธอกำลังคิดอะไรอยู่ ทั้ง ๆ ที่มันก็แค่จี้พลาสติกรูปใบไม้เล็ก ๆ แม้ว่าจะดูดีก็ตาม แต่มันก็ไม่คุ้มกับราคานี้ แต่เธอก็ยังควักเงินซื้อมันมาโดยไม่รู้ตัว
เมื่อกลับถึงบ้านในคืนนั้น แม้จะรู้สึกเสียใจที่ซื้อมันมา แต่ก็สายไปเสียแล้ว
ลู่เซี่ยคิดเพียงว่า เมื่อซื้อมาแล้วก็ต้องใช้ให้คุ้มค่า เธอจึงหาเชือกมาผูกเพื่อจะแขวนไว้ที่คอ แต่หาเชือกที่มีความยาวพอดีไม่ได้ จึงหยิบเอาเชือกถักห้าสีที่เพื่อนร่วมห้องให้มาใน่เทศกาลไหว้บ๊ะจ่างมาผูกแทน แต่ก็ยังสั้นไป เธอจึงตัดสินใจผูกไว้ที่ข้อมือ
ใครจะไปคิดว่าหลังจากตื่นขึ้นมา จี้รูปใบไม้จะกลับกลายเป็รอยกำเนิดรูปใบไม้ปรากฏขึ้นที่ข้อมือ
ลู่เซี่ยใจนเกือบจะร้องลั่น หลังจากตั้งสติได้ก็รู้สึกตื่นเต้น เพราะเธอเคยอ่านนิยายมาบ้าง จึงรู้ว่าตัวเองอาจจะได้พบเจอกับเหตุการณ์พิสดารบางอย่างเข้าแล้ว