ตอนที่ 3 ไปหาเพื่อนข้า
“ผะผะผมไม่รู้”
“หึ..” นักเวทผู้แค่นเสียงออกมาจากลำคอ ก่อนจะหันไปร่ายคาถาบางอย่างแล้วอยู่ดีๆ ก็มีลูกไฟสีเขียวพุ่งลงมาจากท้องฟ้ากระแทกพื้นะเิใส่ทหารที่กำลังวิ่งขึ้นมา ดังตู้มต้าม
“รีบหนีไปซะ ที่นี่มันอันตรายเกินกว่าพวกสอดรู้สอดเห็นอยากเ้าจะมาสังเกตุการณ์”
วรารินรู้ว่าเขาต้องหนี แต่เขาเองไม่รู้ว่าจะต้องหนีไปที่ไหน เพราะด้านหลังนั้นเป็หน้าผาสูงมีเบื้องล่างเป็ทะเลคลั่ง คลื่นลมรุนแรงพุ่งเข้าปะทะโขดหินเสียงดังลั่นราวลมหายใจของปีศาจ ส่วนเบื้องหน้าก็เต็มไปด้วยทหารหน้าตาโเี้บ้าเืไม่กลัวตายฝูงผีดิบและสัตว์ร้ายจำนวนมาก ที่วิ่งขึ้นมาหวังจะฆ่าทุกสิ่งที่ขวางหน้า
…จะให้หนีไปไหนกัน เราคงต้องตายที่นี่แหละ...วรารินคิดในใจ..
“ถ้าเ้าไม่หนี งั้นก็ไปพบกับเพื่อนข้าหน่อยก็แล้วกัน” นักเวทย์หลังค่อมกล่าว
“ปะระมะวะยะอู” นักเวทเฒ่าผู้นั้นหันคฆามาทางเขาแล้วกล่าวภาษาอาคม เกิดเป็แสงสว่างจ้าขึ้นจนแสบตา พร้อมกับกระแสลมวูบหนึ่งพัดผลักวรารินให้ปลิวลอยตกทะเลไป
“เฮ้ยเดี๋ยว..นี่มันฆ่ากันชัดๆ เลยนี่” วรารินะโออกมา แต่ก็สายไปแล้ว ตอนนี้ร่างของเขาถูกผลักออกไปพ้นเขตหน้าผาแล้ว
…นี่เรากำลังจะตายอีกรอบใช่มั๊ย... เขาคิดในใจขณะที่ร่างกำลังล่องลอยและจะร่วงลงจากหน้าผา..ตกลงไปในสภาพคลื่นทะเลแบบนี้ไม่จมน้ำตายก็ต้องถูกอัดกระแทกแขนหักขาหักจนตาย...
....คราวนี้ละจะได้ตายสมใจมึงแล้วไงไอ้วราริน...เสียงในหัวของเขาดังก้องขึ้น .....
ใช้..จริงอยู่..ที่เขาฆ่าตัวตายไปแล้วรอบหนึ่ง แต่ตอนนั้นเพราะความเมาและความโง่เขลาชั่วขณะ ทำให้สมองคิดอะไรได้แค่สั้นๆ แต่ตอนนี้หายเมาแล้ว ความรักตัวกลัวตายก็กลับคืนมาเป็สัญชาตญาณการเอาตัวรอดอีกครั้ง
…ไม่เรายังไม่อยาก เรายังไม่อยากตาย...
“ช่วยด้วย ช่วยด้วย” เขาร้องแหกปากออกมาอย่างแรง หวังใครใครสักคนมาช่วยดึงมือขึ้นไป แต่ก็ไร้ประโยชน์ มีเพียงเขาเท่านั้นที่ได้ยินเสียงของตัวเอง
“อ้า..” เขาร้องะโลั่นพยายามแหวกว่ายตะเกียกตะกายมวลอากาศเพื่อดึงร่างตัวเองให้กลับเข้าไปบนยอดหน้าผา ก่อนถูกผลักออกไปไกลลิบและกำลังจะร่วงลงสู่พื้นทะเลที่เต็มไปด้วยคลื่นลมที่บ้าคลั่ง
ทันใดนั้น ! วรารินก็มองเห็นร่างของตัวเองเปล่งแสงสีขาวสว่างจ้าขึ้น ภาพของคนรอบข้างค่อยๆ เลือนหายไปกลายเป็แสงจ้าแสบตา
“ฟึบ!” เขารู้สึกเหมือนถูกฝ่ามือั์ขนาดเท่าหน้าผาตบเข้าเต็มๆ ทำให้ร่างพุ่งลอยไปไกลอีกครั้งเหมือนกับตอนที่ถูกพายุดูด
“ม่าย…ตุบ..อ๊าก..” ราวิญญาจะหลุดออกจากร่าง รอบตัวของเขาสว่างวาบไปด้วยแสงสีขาวและสีเหลืองสลับกันมันทำให้เขาเวียนหัวอีกครั้ง เหมือนตอนที่มาโลกแห่งนี้แต่ก็ไม่รุนแรงเท่า
.
.
.
ไม่รู้ว่านานเท่าใดในความหลับไหลก่อนที่ความรู้สึกปวดตุบๆ จากแผลที่มือทั้งสองข้างจะปลุกเขาให้ลืมตาตื่นขึ้น
....เรายังไม่ตาย แล้วที่นี่มันที่ไหนกัน...เขาคิดในใจพลางมองไปรอบด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความหวาดกลัว ก่อนจะก้มลงมาจัดการกับแผลที่มือของตัวเอง
…ต้องห้ามเื..ต้องห้ามเืพวกนี้ก่อน....
เขาก้มลงไปใช้นิ้วโป้ถอดเสื้อยืดสีดำออกเผยให้เห็นมัดกล้ามท้องซิ๊กแพคนูนงามน่านอนหนุ่น ก่อนจะใช้ฟันกัดออกแรงฉีกเสื้อยืดสีดำออกเป็ริ้วผ้าเล็กๆ และเริ่มใช้มันพันแผลที่มือด้วยความทุลักทุเล
“อ๊าก..ซี๊ด” เขาขบฟันกัดริ้วผ้าดึงขึ้นกระชับบีบแผลแน่น ความเจ็บกระแสหนึ่งวิ่งพล่านจากฝ่ามือแผ่ไปทุกอณูเนื้อขาวเนียนจนใจสั่นไหว ท้องเขาเกร็งจนเห็นเส้นเืปูดโปนขึ้นมา แววตาแดงก่ำเอ่อล้นไปด้วยหยาดน้ำตาแห่งความเ็ป
ชายหนุ่มกล้ามแน่นที่ใส่เพียงกางเกงขายาวผ้าร่มสีดำก้มหน้าหายใจหอบแรง เสาหินสีเทาทรงดาบขนาดเท่าเสาของป้ายโฆษณาขนาดใหญ่บนทางด่วนตั้งเรียงกันเป็วงกลมโดยมีตัวเขาเป็จุดศูนย์กลาง รัศมีขอบเขตกว้างราวห้าร้อยเมตร แต่ละก้อนมีอักษรแปลกประหลาดสีแดงสลักไว้ทุกก้อน มันดูลึกลับเต็มไปด้วยกลิ่นอายแห่งความตายและอาถรรณ์ร้ายของพวกภูติผีปีศาจ กระโหลกของสัตว์แปลกๆ ถูกร้อยกันเป็พวงใหญ่ห้อยกระจายเรียงรายอยู่ทั่ว ถัดจากเสาพวกนั้นคือพื้นที่ทุ่งหญ้าโล่งกว้างเขียวขจีคล้ายสนามกอฟ
กลิ่นฉุนแรงของเนื้อเน่าคลุ้งตามกระแสลมมากับกลิ่นคาวเื มันทำให้วรารินแทบจะอ๊วกออกมาในตอนแรก เขานึกถึงกลิ่นโรงฆ่าสัตว์ที่อยู่แถวบ้านขึ้นมาทันที แต่กลิ่นตอนนี้ชัดเจนและแรงยิ่งกว่า
รอบๆ ตัวเขาเต็มไปด้วยกองกระดูงของสัตว์น้อยใหญ่จำนวนมาก และที่ทำให้ขนหัวลุกไปกว่านั้นยังมีโครงกระดูกคนอีกด้วย บางโครงยังมีเศษเนื้อแดงๆ ติดอยู่และบางโครงเศษเนื้อเน่าก็แห้งจนติดเป็แผ่นหนังสีดำ สีแดงที่อยู่บนเสาหินเป็เืสดๆ จากศพหัวขาดที่นอนตายอยู่เกลื่อนเสาพวกนั้น
“เชี่ยอะไรวะเนี้ย” เขาอุทานออกอย่างคนไร้สติ ยกมือขึ้นมาปิดปากที่อ้าค้างให้กับสิ่งที่เห็น หัวใจหล่นวูบลง เหงื่อกาฬไหลแตกพราก ร่างกายเย็นเยือกไปทั่วทั้งตัว
เงาดำทะมึนของอสูรร้ายตัวใหญ่กำลังละเลงเืของศพพวกนั้นอยู่มันเหมือนั์ที่เขาเห็นตอนอยู่บนหน้าผาแต่มีขนาดเล็กกว่า แต่ก็ใหญ่มากพอที่จะสามารถสังเกตุเห็นอย่างชัดเจนจากระยะห้าร้อยเมตร ในมือของมันถือเคียวั์แบบเดียวกับที่ชาวนาใช้เกี่ยวข้าว ร่างกายสวมทับด้วยหนังเสือ บนหัวสวมหมวกที่ทำมาจากหัวกะโหลกของมนุษย์และสัตว์มีเขา
“..นี่มันตัวอะไร” เขาหวาดกลัว สับสน ไม่รู้จะเริ่มต้นทำอะไรก่อนหลัง ได้แต่นั่งสั่นและปล่อยให้น้ำตาไหลออกมาอย่างเงียบๆ น้ำมูกน้ำตาไหลออกมาอาบเนื้อแก้มอันขาวเนียนหยดย้อยผ่านปลายคางลงไปยังร่องกล้ามอกผสมกับคราบฝุ่นดินแห้งกระที่ติดรั้งอยู่เป็สาย
อสูรร้ายคล้ายรับรู้ว่าเขาอยู่ตรงนั้น มันเริ่มเดินตรงเข้ามาอย่างเชื่องช้าท่าทางไม่รีบร้อน
….มึงจะมัวมานั่งร้องไห้แบบนี้ไม่ได้นะวราริน...เสียงตัวเขาเองในความคิดดังขึ้น...ลุกขึ้นสิวะ! ลุกขึ้นไอ้ขี้แพ้..มึงเคยคิดโง่ๆ ฆ่าตัวเองมาแล้วครั้งหนึ่ง...แค่นี้มึงกลัวเหรอ?...หรือมึงอยากจะโง่ฆ่าตัวตายรอบสองเหรอไอ้เวร...
“โธ่เว้ย..แม่ง..เหี้ย..”เขาะโออกมาดังลั่น ริมฝีปากสั่นระริกเปรอะฟองน้ำลายสีขาวและน้ำมูกจนเป็เมือกหยดย้อย
“เหี้ย...” เขาเกรงตัวออกแรงยกร่างที่สั่นเทายืนขึ้น เร่งฝีเท้าก้าววิ่งไปยังทิศทางตรงข้ามกับอสูรร้ายตัวนั้น
กึ่งเดินกึ่งวิ่งไปอย่างทุลักทุเล พยายามพาตัวเองให้ออกจากสถานที่แห่งนี้ให้เร็วที่สุด บนเส้นทางนรกที่ไกลประมาณสุดฝั่งประตูสนามฟุตอล
เส้นทางที่วิ่งไปไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ มันเต็มไปด้วยซากศพและเศษกระดูกมากมายทำให้หน้าแข่งและเท้าของเขาเตะเข้าไปกับเศษกระดูกหลายทีและต้องร้องโอ๊ยไปหลายครั้ง
“โอ๊ย!”เขาสะดุดของแข็งบางอย่างที่ขวางอยู่บนพื้น ล้มลงเอาเนื้อกายขาวเนียนคลุกไปกับเศษฝุ่นดินดำและกองเืที่เปรอะอยู่ทั่ว
“ซี๊ด..” เขาลูบมือลงมาสำรวจหน้าแข่งตัวเองอย่างระมัดระวัง ไม่ให้กระทบแผลที่อยู่บนมือ
…ดาบเหรอ..เสียงแห่งความคิดของเขาดังก้องขึ้นเมื่อเห็นด้ามดาบสีทองวางขวางอยู่
วรารินแทบไม่เสียเวลาคิดที่จะดึงดาบเล่มนั้นออกมาจากโครงกระดูก ดาบนั้นยาวเกือบสี่ฟุตเนื้อดาบตรงเรียวมีคมสองด้านเหมือนดาบของทหารจีนสมัยฮั่น มันดูสวยงามมั่นคงหนักแน่นแต่เบาหวิวราวดาบไม้ที่เขาเคยใช้ฝึกซ้อมก่อนเข้าฉาก