หลังจากที่งงจากเหตุการณ์เมื่อกี้ทั้ง5 หนุ่มก็เดินตรงมายังโซนเกมส์เซ็นเตอร์ต่างคนต่างแยกกันไปเล่นเกมที่ตัวเองอยากเล่นส่วนไทม์ก็ไปนั่งเล่นเกมส์สตรีทไฟเตอร์คนเดียว
ขณะที่ไทม์กำลังเล่นเกมส์อย่างขมักเขม้นเขาไม่รู้ตัวเลยว่ามีใครบางคนกำลังยินแอบมองอยู่ห่างๆชุดที่ดูคุ้นตาและดูเด่นมากจนคนที่เดินผ่านไปมายังสังเกตุเห็นแต่เจ้าตัวกลับไม่รู้เรื่องเลยสักนิด
“ทำไรอ่ะ”
ยกเว้นคนนึง
“มาเดินเล่นเฉยๆน่ะ”
ติมหรี่ตามองคุณเป็ดที่อยู่ตรงหน้ากำลังพินิจพิจารณาก่อนจะถอนหายใจออกมาเล็กน้อย
“พี่คิดไงใส่ชุดนี้มาเนี่ยแล้วไอ้ละครเมื่อกี้ ถ้าห่วงก็มาหามันตรงๆ ก็ได้นี่ พี่ลูซี่”
คุณเป็ดขยับตัวออกจากหลังเครื่องเกมก่อนจะถอดหัวคุณเป็ดออกเผยให้เห็นใบหน้าสวยที่ชุ่มไปด้วยเหงื่อ
“รู้ด้วยหรอเนี่ย”
“ผมดูออกตั้งแต่แรกล่ะ”หญิงสาวไหวไหล่เล็กน้อย ไม่แปลกใจเท่าไหร่สมกับเป็นลูกชายคนเดียวของลูกตระกูลจิราภัทร์
“มันมีเหตุผลน่ะเดี๋ยวจะเล่าให้ฟัง”
ย้อนกลับไปเมื่อตอนเช้าหลังจากส่งไทม์ขึ้นรถเสร็จลูซี่ได้โทรหาพี่ชายสุดที่รักให้มาช่วย ทันทีที่ลุครู้เรื่องเขาก็ปฏิเสธเธอทันทีใครมันจะบ้าตามน้องไปล่ะ เอาเวลาไปทำอย่างอื่นดีกว่ามั้ย
และแน่นอนว่าพอลุคปฏิเสธเธอมีหรอที่ลูซี่จะยอมไม่อยู่แล้วมั้ย ลูซี่ได้ยกเรื่องคนที่ลุคชอบมาขู่ว่าจะไม่ช่วยแถมขู่ว่าจะฟ้องพ่อว่าเขาแอบโดดงานเพื่อตามสาวไปฮ่องกงทำให้ลุคไม่มีทางเลือกจึงจำใจต้องตกลง
ในตอนแรกลูซี่ก็กะจะแอบตามแบบเงียบๆธรรมดาๆ นั่นแหละ แต่ด้วยความที่ทั้งเธอและลุคต่างก็ดังและหน้าตาดีแถมค่ายที่พวกไทม์ไปบริเวณนั้นก็เป็นของตระกูลวรลักษณ์ด้วยจะให้คนที่นั่นรู้ว่าเป็นพวกเขาไม่ได้ มันเลยจบด้วยการใส่ชุดมาสคอตนี่แหละ
ตอนแรกที่บุครู้ว่าจะต้องใส่ชุดมาสคอตเขาปฏิเสธยกใหญ่และไม่ยอมใส่ด้วย
“ไม่เอา!!!แค่มาด้วยก็บุญแล้ว แล้วเรื่องอะไรกูจะต้องไปใส่ไอ้ชุดบ้านี่ด้วย!!!!”
“ลุคช่วยน้องหน่อย”
ลูซี่ใช้วิชาอ้อนให้คนพี่ตายใจและแน่นอนว่าได้ผล
“แค่ครั้งนี้ครั้งเดียวนะ”
“อือ”
หลังจากตกลงกันเสร็จทั้งสองคนก็ใส่ชุดมาสคอตคอยดูไทม์ห่างๆตอนแรก็กะจะแค่มาดูนั่นแหละ แต่พวกเขาดันเห็นคุณลุงที่ใส่ชุดมาสคอตเหมือนกันกำลังลำบากเลยอาสามาเล่นไวโอลินหาเงินให้
ตอนแรกก็แค่กะจะช่วยแล้วจากไปแต่เผอิญว่าพวกไทม์มาพอดีแถมยังมาหยุดยืนดูพวกเธอด้วยทำให้อดีนาลีนความคิดถึงมันพุ่งพร่านเผลอทำเรื่องหน้าอายจนทำให้ลุกต้องออกมาลากตัวเธอกลับไป
“ก็ตามนี้แหละ”
ติมที่ได้ยินก็ได้แต่ทำหน้าอึ้งไม่รู้จะชมหรือว่าอะไรดี แค่ความคิดถึงและความเป็นห่วงมันส่งผลให้จากคนนิ่งๆดูสุขุมกลายเป็นคนบ้าในชั่วข้ามคืนได้ด้วยหรอ
แต่ก็นะความรักอ่ะเนาะ อะไรก็เกิดขี้นได้ถ้ามีความรักสักอย่าง
“แล้วพี่จะทำไงต่อจะบอกมันมั้ย”
“ไม่ล่ะเดี๋ยวน้องตกใจ เอาเป็นว่าระหว่างนี้พี่ขอฝากเราดูแลไปก่อนล่ะกันมีอะไรก็โทรบอกพี่นะ” ลูซี่พูดพลางหันไปหยิบหัวเป็ดมาใส่พร้อมกับใส่นกหวีดบีบเสียง
“ฝากด้วยนะ”พูดจบเธอก็ลุกเดินออกไปจนลับสายตา และเป็นจังหวะเดียวกันที่ไทม์เดินมาพอดี
“นั่นมันคุณเป็ดหนิมึงคุยอะไรกับเขาหรอ”
“ป่าวเขามาขอลายเซ็นเฉยๆ”
“ห๊ะ? ขอลายเซ็นทำไมอ่ะ”ไทม์พูดพลางเอียงหัวด้วยความสงสัย ท่าทางนั่นมันทำให้ไทม์ดูน่ารักมากไม่แปลกใจที่พี่ลูซี่จะหลงไทม์ขนาดนี้
“มึงนี่ก็เชื่อด้วยเนาะกูพูดเล่นมั้ยล่ะ” ติมพูดพลางยกมือขยี้หัวก่อนจะเดินนำกลับไปรวมตัวกับเพื่อนๆ“อ่าวหรอ”
“นี่หิวข้าวอ่ะ ไปหาไรกินกันมั้ย” บาจาพูดพลางเอามือลูบท้องที่กำลังร้องโครกคราก“แล้วจะกินไรล่ะ”
“ไม่รู้อ่ะไปเดินดูกันก่อนล่ะกัน”
ทั้ง5 หนุ่มเดินสำรวจร้านอาหารเพื่อหาร้านที่จะนั่งทานกันแต่ด้วยวันนี้เป็นวันศุกร์และตอนนี้ก็เย็นแล้วทำให้ผู้คนในร้านอาหารเยอะแทบทุกร้าน
“เอาไงอ่ะคนเยอะทุกร้านเลย”
“ซื้อไปกินที่บ้านพักมั้ย”ธินหันมาเสนอความคิด “เอาดิ เห็นข้างนอกมีตลาดด้วยไปซื้อข้างนอกเถอะซื้อที่นี่คงได้กินชาติหน้าอ่ะ”
หลังจากตกลงกันเสร็จทั้ง5 คนก็เดินออกจากห้างตรงไปยังตลาดด้านนอกห้างต่างคนต่างเดินซื้อของกินใช้เวลากว่าครึ่งชั่วโมงก็ซื้อกันเสร็จ
พอมาถึงบ้านพักพวกเขาก็นั่งกินข้าวที่โต๊ะทานข้าวที่บ้านพักเขามีให้ใช้เวลาทานอาหารกว่าชั่วโมงเพราะมัวแต่คุยเล่นกันอย่างสนุกยกเว้นเพียงบูมคนเดียวที่นั่งเงียบๆ
ขณะที่ไทม์กำลังเคลีย์ขยะของตัวเองและเพื่อนๆจู่ๆ บูมก็เดินเข้ามาจากทางด้านหลังทำให้เขาถึงกับสะดุ้งเฮือก
“เฮือก!”ใบหน้าที่ดูซึมเศร้ากับปากที่กำลังเม้มแน่น ดูก็รู้ว่าอยากร้องไห้มากขนาดไหน
“มีอะไรหรอ”ไทม์เอ่ยถามอย่างใจเย็นเพื่อไม่ให้บูมรู้สึกแย่ไปกว่านี้
“ขอคุยด้วย…ได้มั้ย”
“ได้สิ”
เดินออกมายังด้านนอกของบ้านพักเพราะไม่อยากให้เพื่อนในบ้านได้ยินบรรยากาศรอบๆ เงียบสนิทมีเพียงแค่เสียงของแขกบางคนที่นั่งกินเหล้ากับเสียงนกแถวๆนั้น
เมื่อทั้งสองคนนั่งลงที่ม้านั่งบริเวณบูมก็เริ่มเปิดประเด็นทันที
“กูขอโทษ”เมื่อได้ยินประโยคนั้นไทม์ถึงกับเลิกคิ้วแต่ก็ไม่ได้ตกใจมากเพราะเขาก็พอจะเดาได้อยู่แล้วเพราะการที่บูมเรียกเขาออกมาคุยคงจะมีไม่กี่เรื่องหรอก
“กูก็ขอโทษเหมือนกันเพราะส่วนหนึ่งก็เป็นเพราะกู”
“ไม่ๆๆๆๆๆมึงไม่ผิด กูต่างหากที่ผิด” บูมส่ายหัวรัวก่อนจะพุ่งตัวมาจับแขนใบหน้าของเขาแดงก่ำดวงตาเริ่มมีน้ำเอ่อ
“กูผิดเองที่โทษมึงทั้งที่มึงไม่ได้ทำอะไรด้วยซ้ำฮึก!!! กูผิดเอง กูขอโทษ ฮือ!!!!!”
พูดจบบูมก็ปล่อยโฮออกมาก่อนจะเขาจะทรุดตัวลงกับพื้นไทม์ก้มลงก่อนจะเข้าไปกอดปลอบเพื่อนโดยที่น้ำตาของเขาก็เริ่มเอ่อเช่นกัน
“ไม่เป็นไรๆกูไม่โกรธมึงหรอก ไม่ต้องคิดมากนะ”
“ฮืออออออ!!!!!กูขอโทษ!!!!”
“อือรู้แล้วๆ”
ไทม์กอดปลอบเพื่อนแน่นเพราะตัวเองก็ร้องไห้ไม่ต่างกัน
“เรากลับเป็นเพื่อนกันฮึก! เหมือนเดิมได้มั้ย”
“ได้สิกูยินดี”
“ฮือ!!!”พอได้ยินคำตอบบูมรีบก็โผเข้ากอดไทม์ทันทีจนเขาเกือบล้มลงไปนอยกับพื้น
“เคลียร์กันได้แล้วใช่มั้ย”
เสียงคุ้นหูให้สองหนุ่มหันไปมองพบว่าเป็นติมที่ยืนมองอยู่ไม่ไกล
“มึงเห็นตั้งแต่แรกเลยหรอ”
“เออ”
“กูขอโทษนะ”บูมหันไปเอ่ยขอโทษเพื่อนชายอีกคน
“เอาน่าแค่นี้เอง” ติมพูดพลางยกมือลูบหัวเพื่อนเป็นเชิงปลอบ “กูไม่ได้โกรธมึงสักหน่อยเลิกร้องไห้ได้แล้ว ขี้มูกยืดแล้วเนี่ย”
ไม่พูดเปล่าติมก็หยิบทิชชู่มาซับน้ำมูกให้เพื่อนชาย“ไปๆ ไปนอนได้แล้วพรุ่งนี้ต้องเข้าหอประชุมตั้งแต่เช้า”
ทั้งสามคนเดินจูงมือกันกลับบ้านพักมองกลายๆ ก็เหมือสามพี่น้องกำลังเดินจูงมือกัน
ไทม์เหลือบมองเพื่อนทั้งสองด้วยใบหน้าที่มีความสุขจนเอ่อล้น
มันเศร้านะเขาอุตส่าห์มีเพื่อนที่สามารถไว้ใจได้ 100%ทั้งทีแต่ต้องมาแตกหักเพราะแค่เรื่องความรักแค่เรื่องเดียวตอนแรกที่รู้ว่าจะต้องเสียเพื่อนไปเขาใจเสียมากจนกินกินไม่ได้นอนไม่หลับแอบเศร้าจนไม่รู้จะทำยังไงต่อไป แต่ก็ดีใจที่เพื่อนที่เขารักจะได้กลับมาอยู่กันสามคนอีกครั้งเขาปฏิญานตนเลยว่าจะรักษาเพื่อนพวกนี้เอาไว้ให้ดีที่สุด
ในอีกมุมมืดหนึ่งของบ้านพักเหล่ากลุ่มคนหลายคนกำลังจ้องมองทั้งสามคนอยู่ในมุมมืดหนึ่ง
“ไอ้พวกนี้ใช่มั้ย”
“ใช่ครับลูกพี่”
“ดีเตรียมตัวเอาไว้ วันพรุ่งนี้เราจะจัดการปิดบัญชีพวกมัน”
“ครับ”
“ทำไมเขาไม่ให้ไปทำที่บ้านอ่ะมาให้ทำในห้องประชุมทำไม มันคิดไม่ออก-โอ๊ย!”
“เลิกบ่นแล้วมาช่วยทำงานได้แล้วจะเอามั้ยเออ่ะ”
“เชอะ”
เสียงก่นบ่นแเละถกเถียงของสองเพื่อนใหม่ดังเป็นระยะวันนี้พวกเขาต้องเอางานมาทำในห้องประชุมที่ทางมหาลัยได้จัดเตรียมเอาไว้ทั้งที่ตอนแรกอาจารย์บอกว่าทำที่ไหนก็ได้แท้ๆแต่ไหนให้มานั่งทำในนี้เฉย
“เออแล้วเมื่อคืนพวกมึงออกไหนกันวะ เข้าบ้านซะดึกเชียว”
“อ่อออกไปเคลียร์กันเฉยๆ” บูมเล่าเรื่องเมื่อคืนให้บาจากับธินฟังคร่าวๆแต่ไม่ได้ลงรายละเอียดมาก
“อ๋อแต่ก็ดีแล้วที่ดีกัน เป็นเพื่อนกันก็ต้องรักกันไว้”
“มึงพูดเหมือนคนแก่เลย”
“ไอ้สัสนี่”บาจายกมือฟาดติมด้วยความหมั่นไส้ก่อนพวกเขาจะพาหัวเราะกันด้วยสนุก
“นี่พวกนายพวกนายทำหัวข้ออะไรหรอ” เพื่อนสาวในสาขาของพวกไทม์คนหนึ่งหันมาถามพวกเขา “ui engine game อ่ะ”
“โหยากเลยน่ะนั่น”
“ก็มันคิดไม่ออกนี่นา”
หลังจากนั่งทำงานกันไป3 ชั่วโมงอาจารย์ก็ได้ปล่อยพวกเขาให้สามารถเอางานออกไปทำที่บ้านพักหรือข้างนอกได้ทั้ง 5 เลยเลือกไปนั่งทำที่คาเฟ่ใกล้ๆ ชายหาดประจำจังหวัด
นั่งทำกันไปตอนนี้ก็ได้งานกว่า70% ถ้าเทียบกับกลุ่มอื่นๆ กลุ่มของพวกไทม์พวกเขาถือว่าทำงานกันเร็วมากอาจจะเพราะในกลุ่มทุกคนสามารถทำงานได้และเก่งกันทุกคนทำให้งานมันเดินเร็วจนใกล้จะเสร็จ
“นี่ก็ครึ่งนึงแล้วไปเดินเที่ยวกันมั้ย” คนพูดเจ้าเก่าเจ้าเดิมหันไปเชิญชวนเพื่อนอีก 4 คน
“เอางั้นก็ได้ยังเหลืออีกตั้งหลายวันค่อยๆ ทำก็ได้”
เมื่อตกลงกันเสร็จทั้งห้าคนก็เดินลงขายหาดหน้าคาเฟ่ที่พวกเขามานั่งเล่นเพื่อพักผ่อน“ทะเล~~~~~”
บาจาวิ่งตรงลงทะเลไม่รอเพื่อนก่อนที่ติมจะเดินตามลงไป“แล้วพวกมึงจะลงมั้ย” ธินหันไปถามไทม์กับบูมที่นั่งลงตรงม้าหิน
“ไม่ล่ะเดี๋ยวพวกกูเฝ้าของเอง มึงไปเถอะ”
“เคงั้นฝากของด้วยล่ะกัน”
ธินวางของก่อนจะเดินลงชายหาดไปไทม์หยิบโน๊ตบุ๊คขึ้นมาเปิดเข้างานที่ค้างไว้ก่อนจะลงมือทำต่อ
“จะทำต่ออ่อ”
“อือไม่อยากค้างไว้น่ะ ไหนๆ มันจะเสร็จแล้วก็ทำให้เสร็จไปเลย”
“เดี๋ยวกูช่วย”บูมหยิบโน๊ตบุ๊คของตัวเองขึ้นมาช่วยไทม์ทำ
เสียงโหวกเหวกเรียกเพื่อนทั้งสองจากชายหาดทำให้ไทม์กับบูมหันไปมองก่อนจะโบกมือให้เพื่อน
“มึงขอบคุณนะ” บูมเอ่ยขึ้นทำให้ไทม์หันไปมองเพื่อนพลางเลิกคิ้วสงสัย “เรื่องไรอ่ะ”
“เมื่อวานไงทั้งที่กูทำผิดกับมึงขนาดนั้นแท้ๆ แต่มึงก็ไม่โกรธกูเลยสักนิด”
“เพราะกูไม่อยากเสียมึงไปเหมือนเพื่อนสมัยมัธยมไงแล้วอีกอย่าง ตั้งแต่เปิดเทอมมาก็มีแค่มึงกับติมเท่านั้นที่เข้ามาคุยกับกูก่อนกูไม่ยอมเสียเพื่อนไปเพราะเรื่องแค่นี้หรอก”
พอบูมได้ยินประโยคของเพื่อนก็เบะปากกลั้นน้ำตาไม่ให้เอ่อออกมาไทม์ที่เห็นว่าเพื่อนจะร้องไห้จึงรีบหันไปลูบปลอบ
“อย่าร้องไห้ดิเดี๋ยวกูร้องด้วยหรอก”
ทั้งสองหนุ่มกลั้นตาไปหัวเราะไปแม้จะเป็นโมเมนท์ที่แอบเศร้าแต่มันก็ตลกตรงที่ผู้ชายสองคนนั่งกลั้นน้ำตานั่งขอโทษในเรื่องที่ผิดพลาดแค่เล็กน้อย
ไทม์ไม่ได้โกรธเพื่อนคนนี้เลยสักนิดเขาแค่อยากอยู่กับเพื่อน เพื่อนที่เขารัก บูมก็เหมือนกันเขารักไทม์นะแต่ด้วยความชอบติมที่มันบังตาจนไม่ได้คิดให้ถี่ถ้วนจนทำให้ต้องทะเลาะกับเพื่อนเขาไม่อยากจะเสียเพื่อนไปจึงตัดสินใจที่จะยอมถอยจากความชอบติมและขอโทษเพื่อนกลับมาเป็นเพื่อนไทม์อีกครั้ง
หลังจากที่หายเศร้าขณะที่สองหนุ่มกำลังช่วยกันขมักขะเม้นทำงานส่วนที่เหลือให้จนเสร็จจู่ๆก็มีเงาบางอย่างมาพาดตรงบริเวณที่พวกนั่ง
ไทม์กับบูมหันหลังไปมองก่อนจะพบกับชายฉกรรจ์สี่ถึงห้าคนที่ยืนอยู่ด้านหลังก่อนที่ภาพทุกอย่างจะตัดไป
อีกด้านหนึ่งสามหนุ่มที่อยู่บนชายหาดกำลังเล่นน้ำและถ่ายรูปกันอย่างสนุกสนาน
“เหวอ!!!!”เสียงโครมดังลั่นเพราะบาจาดันทรงตัวไม่อยู่ก่อนจะล้มลงน้ำทำให้เขาเปียกไปทั้งตัว
“ฮ่าๆๆๆสมน้ำหน้า”
“ไอ้สาส!!!”บาจาลุกขึ้นมาก่อนจะพุ่งใส่ธินจนกลายเป็นว่าตอนนี้เปียกทั้งคู่
“ปล่อยกู!!”
สองหนุ่มเล่นกันอย่างสนุกโดยมีติมคอยยืนดูและกำทรายใต้น้ำขึ้นมาปาใส่เพื่อนด้วยความหมั่นไส้
“แย้กกกก!!!”
“โอ๊ย”
ขณะที่กำลังสนุกติมก็เหลือบหันไปทางด้านบนชายหาดแต่ก็ต้องชะงักเมื่อเห็นว่าเพื่อนทั้งสองไม่อยู่ตรงนั้นแล้ว
“ไอ้พวกนั้นไปไหนวะ”บาจากับธินหันไปมองด้านบนชายหาดตามติมพลางกวาดสายตาสำรวจ เหมือนว่าบริเวณรอบๆไทม์กับบูมจะไม่อยู่ด้วย
“เดี๋ยวกูไปดูไปก่อนนะ”
ติมเดินขึ้นจากชายหาดตามด้วยบาจาและธินพอมาถึงเขาสำรวจข้าวของรวมถึงกวาดสายตามองหาเพื่อนแต่กลับไปพบร่องรอยข้าวของทุกอย่างวางไว้ปกติมีเพียงโน๊ตบุ๊คฃสองเครื่องที่เปิดงานค้างเอาไว้
“มันไปซื้อขนมป่าว”
“ไปซื้อขนมยังไม่เอาโทรศัพท์กับกระเป๋าตังค์ไป”ติมพูดพลางเช็คกระเป๋าเงินของเพื่อนที่ภายในเงินของพวกเขายังอยู่ครบถ้วน
“เดี๋ยวกูไปเดินหาก่อนฝากพวกมึงเฝ้าของด้วยเผื่อพวกนั้นมา”ติมพูดจบก่อนจะเดินไปทิ้งไว้ให้เพื่อนใหม่ทั้งสองยืนงง
ขอแค่อย่างเดียวอย่าเป็นอย่างที่เขาคิดก็พอ