เมื่อยามสารทฤดูมาเยือน เทศกาลกลางฤดูใบไม้ร่วงที่ผู้คนเฝ้ารอก็ได้มาถึง รุ่งเช้าของวันนี้อากาศแจ่มใสกว่าทุกวันจึงพบเป็ผู้คนจำนวนมากกำลังสัญจรบนท้องถนนด้วยใบหน้าแช่มชื่น บุตรหลานห่างไกลบ้านเกิดต่างออกเดินทางั้แ่รุ่งสาง เพื่อกลับไปพบปะสังสรรค์กับครอบครัวในเทศกาลไหว้พระจันทร์ ในขณะที่มุมหนึ่งของสถานที่แห่งนี้กลับเต็มไปด้วยความมืดมิดไร้แสงจากดวงตะวัน
ภายในพื้นที่ปิดทึบไม่มีแม้แต่อากาศบริสุทธิ์ มีเพียงกลิ่นสาบสกปรกทั่วทั้งบริเวณ ไปจนถึงเสียงครวญครางด้วยความเ็ปรอบทิศ ที่แห่งนี้เป็ดั่งขุมนรกของนักโทษที่รอวันสิ้นชีพ กรงเหล็กหนาจำนวนมากถูกแรงเขย่าจากนักโทษด้านในจนสั่นคลอน ทว่ามิอาจทำลายปราการแกร่งนี้ลงได้ มีเพียงห้องขังด้านในริมสุดที่ทำตัวราวกับไม่รู้ร้อนรู้หนาวต่อสิ่งใด
ร่างผอมแห้งจนหนังติดกระดูกของหนิงฟางหรง กำลังนั่งบนพื้นโดยที่ดวงตาหม่นเหม่อลอยไร้ทิศทาง กระทั่งาแทั่วทั้งร่างกายยังไม่อาจดึงความสนใจจากเ้าของร่างได้ นางจำไม่ได้ว่าวันเวลาผ่านไปนานเท่าใด หรืออาจเรียกได้ว่าไม่สนใจจดจำเสียมากกว่า แต่มีสิ่งหนึ่งที่สามารถจดจำได้อย่างแม่นยำ คือสิ่งเลวร้ายที่ได้เกิดขึ้นต่อครอบครัวอันเป็ที่รัก
บิดาถูกสังหารไปต่อหน้าด้วยการถูกใส่ความ มารดาและน้องชายกลายเป็ผู้สาบสูญ สุดท้ายน้องสาวของนางถึงขั้นจบชีวิตตนเองด้วยการแขวนคอ บัดนี้ทุกสิ่งไม่มีสิ่งใดหลงเหลือให้ต้องอดทนเพื่อปกป้องอีกต่อไป มีเพียงชีวิตของตนเองที่ไม่ว่าจะเป็เช่นใดก็ไม่สำคัญ
ดวงตาหม่นแปรเปลี่ยนเป็อาฆาตแค้นในบัดดล เมื่อนึกถึงสิ่งที่เกิดขึ้นตลอดสิบปีที่ผ่านมา มือที่เหลือเพียงหนังหุ้มกระดูกทั้งยังมีแต่รอยแผลกำแน่นจนเล็บยาวจิกเข้าไปในเนื้อ นางไม่รับรู้ถึงความเ็ปใดทางร่างกายอีกต่อไป ในเมื่อความเ็ปที่ทรมานที่สุดมันเกิดขึ้นในจิตใจที่ไม่มีวันยอมปล่อยวาง
ความมืดมิดถูกแทนที่ด้วยแสงสว่างรำไรจากคบเพลิง ในที่สุดก็ครอบคลุมทั้งบริเวณห้องขังที่นางถูกจองจำอยู่ สายตาอาฆาตเลื่อนขึ้นจ้องมองไปยังผู้มาใหม่จึงเห็นว่าเป็ทหารผู้หนึ่ง เพียงเขาสบตาเข้ากับสตรีในห้องขังก็มีอาการตื่นตระหนกอย่างไม่อาจห้าม ั้แ่เฝ้าคุกแห่งนี้มาครึ่งค่อนชีวิต เห็นนักโทษมาก็ตั้งมาก ทว่ายังไม่เคยเจอใครมีสายตาที่ให้ความรู้สึกเย็นะเืเช่นนี้มาก่อน นี่ถึงเรียกว่าสายตาแห่งความอาฆาตที่แท้จริงใช่หรือไม่
ทหารนำทางผู้นั้นค่อยๆ เคลื่อนกายไปด้านข้างก่อนหมุนตัวออกไปอย่างรวดเร็ว เผยให้เห็นเบื้องหน้าปรากฏเป็ชายสวมชุดคลุมสีดำผู้หนึ่งแทน เขาก้าวเข้ามาใกล้อย่างเชื่องช้า ใบหน้าเศร้าหมองอีกทั้งดวงตายังคลอไปด้วยหยาดน้ำ มองสตรีตรงหน้าที่กำลังจ้องเขาอยู่เช่นกัน นางลุกขึ้นทุลักทุเลจนเสียงโซ่ตรวนกระทบกันเกิดเป็เสียงดัง บัดนี้ไร้เสียงโหยหวนจากนักโทษคนอื่นอย่างที่ควรจะเป็ เสียงเคลื่อนกายของนางจึงฟังแล้วเด่นชัดมากขึ้น
ชายหนุ่มชุดคลุมสีดำมองร่างที่ยืนราวไร้ิญญาเบื้องหน้าด้วยแววตากังวล เสียงทุ้มนุ่มลึกเอื้อนเอ่ยออกมาอย่างยากลำบากเหลือแสน “หรงเอ๋อร์...เ้าไม่ยินดีที่จะให้ข้าช่วยออกจากที่นี่จริงๆ หรือ” เขาเว้น่ราวกับรอคำตอบจากอีกฝ่าย ทว่าสิ่งที่ได้รับมีเพียงความเงียบ “ข้าอยู่ไม่ได้หากไม่มีเ้า ไม่สามารถข่มตานอนได้เพราะคิดถึงเพียงแต่เ้าหรงเอ๋อร์”
เมื่อได้ฟังเช่นนั้นสตรีในห้องขังจึงขยับกายไปใกล้เขามากขึ้น มือเหี่ยวแห้งยกขึ้นเกาะกรงที่คั่นกลางระหว่างคนทั้งสองเอาไว้ ดวงตาไร้แสงเ็าราวกับมีระลอกคลื่นบางอย่างปะทุออกมารุนแรง นางจ้องมองอีกฝ่ายนิ่งก่อนยิ้มหยันออกมาคราหนึ่ง
“เ้าลืมข้าไปแล้วหรือ ข้าที่เป็รักแรก ข้าที่คอยอยู่เคียงข้าง เ้าลืมสัญญาว่าเราจะอยู่ด้วยกันตลอดไปแล้วหรือหรงเอ๋อร์” เสียงสั่นเทาของชายหนุ่มเอื้อนเอ่ยในขณะที่ดวงตาไม่ได้เลื่อนไปจากหญิงสาว หากผู้คนภายนอกมาได้ยินประโยคเหล่านี้คงรู้สึกสงสารเขาจับใจ ทว่าสำหรับหนิงฟางหรงไร้ซึ่งความรู้สึกเ่าั้ไปนานแล้ว ที่หลงเหลืออยู่ยามนี้มีเพียงความว่างเปล่าสลับกับความแค้นเท่านั้น
“หุบปากเสียที” เสียงตะเบ็งจากลำคอโพล่งขึ้นอย่างเดือดดาล ชายหนุ่มที่ไม่ยอมแพ้กลับค่อยๆ ก้าวเข้ามาใกล้อย่างเชื่องช้า เขาหลับตาลงปรับลมหายใจให้คงที่ มือทั้งสองยกขึ้นหมุนแหวนทั้งสามวงที่นิ้วมือซ้ายก่อนที่จะลืมตา
“หรงเอ๋อร์ เ้าคงจำแหวนเหล่านี้ได้ใช่หรือไม่” เมื่อเขาเปิดเปลือกตาอีกครั้งจึงถามคำถามต่อสตรีตรงหน้า ทว่าในสายตาของชายหนุ่มกลับแปรเปลี่ยนต่างไปจากเดิมโดยสิ้นเชิง ใบหน้าเศร้าหมองในคราแรกกลับกลายเป็ยกยิ้มอย่างมีความสุข กระทั่งน้ำเสียงสั่นเครือยังเปลี่ยนเป็เรียบเรื่อย
เมื่อนางเห็นดังนั้นจึงหัวเราะออกมาเสียงดังราวคนบ้าคลั่ง แววตามีความเกลียดชังอย่างถึงที่สุดจ้องมองชายในชุดคลุมสีดำราวกับจะกินเืกินเนื้ออีกฝ่าย ริมฝีปากแตกระแหงจนเห็นเป็เืซึมเริ่มขยับ ก่อนที่จะตะเบ็งกรีดร้องเสียงดังใส่หน้าบุรุษในชุดคลุม ไม่เพียงเท่านั้นนางยังเขย่ากรงรุนแรงพร้อมทั้งตั้งใจะโกรีดร้องใส่เขาอีกหลายครา น้ำเสียงนั้นแหบแห้งโหยหวนฟังแล้วน่าขนลุกขนพอง ทว่าชายหนุ่มกลับนิ่งเฉยพร้อมยิ้มบางราวกับเป็เื่สนุก
หนิงฟางหรงเกลียดความเสแสร้งเ่าั้เข้าไส้ ความคิดถึงหรือ... คำสัญญาหรือ... นางฟังแล้วแทบจะอาเจียนออกมาเป็เื หากไม่หลงเชื่อถ้อยคำที่มีแต่ลมจากคนผู้นี้ ชีวิตที่พังพินาศย่อยยับคงไม่เกิดขึ้นใช่หรือไม่
ั์ตาสีน้ำตาลอ่อนของเขาปรายตามองเหยียดผู้ที่อยู่อีกฝั่งของกรงขังอย่างถึงที่สุด ทว่ามุมปากกลับโค้งขึ้นราวพญามัจจุราช มือข้างหนึ่งยังคงหมุนวนแหวนทั้งสามวงสลับไปมาอย่างติดเป็นิสัย สายตาของเขาละจากใบหน้าที่ตนคิดว่าชวนสยองมามองที่แหวนของตน เพียงปลดบางอย่างออกลักษณะที่แท้จริงก็ปรากฏขึ้น กลายเป็อาวุธแหลมคมคล้ายมีดสั้นที่มีความยาวเพียงหนึ่งชุ่น [1] เท่านั้น
ชายหนุ่มเดินอ้อมไปอีกฝั่งที่มีประตู ก่อนจะนำกุญแจที่ได้มาจากทหารไขเข้าไป ยามนี้ทุกห้องขังเงียบสงัด นักโทษคนอื่นๆ ต่างไม่กล้าแม้แต่ขยับกาย บางคนถึงขั้นกลั้นหายใจเสียด้วยซ้ำเมื่อนึกถึงสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้น
หญิงสาวเห็นดังนั้นก็รวบรวมแรงที่มีอยู่น้อยนิดพุ่งพรวดเข้าไปหาเขาทันที ทว่าความยาวของโซ่ที่พันธนาการข้อเท้าเอาไว้ กลับไปไม่ถึงบริเวณทางเข้าอีกฝั่ง เสียงกระทบดังของโลหะเหล็กกล้าชั้นดีบริเวณข้อมือและข้อเท้าดังสนั่น รู้ดีว่าไม่มีทางจะหลุดออกไปได้ แต่นางก็พยายามดิ้นรนสุดแรงด้วยความคับแค้น “ปล่อยข้า” เสียงะโดังลั่นด้วยโทสะ นางรู้ว่าวันนี้คือวันสุดท้ายของชีวิต หากแต่สามารถทำให้อีกฝ่ายเ็ปได้บ้าง นางก็พร้อมที่จะแลก
“ไม่เอาสิ อย่าดื้อนักเลย คนชั้นต่ำเช่นเ้าจะดิ้นรนไปเพื่ออะไร” น้ำเสียงทุ้มราบเรียบเอ่ยก่อนจะหัวเราะออกมาเล็กน้อย เขาเดินเข้ามาใกล้หญิงสาว จากนั้นมือข้างขวาจึงเลื่อนขึ้นไปแตะเส้นผมที่เคยหวงนักหวงหนาของนาง ทว่าบัดนี้กลับถูกเผาไหม้จนขาดแหว่งหงิกงอจนไม่เหลือเค้าเดิม ในขณะเดียวกันนางก็ยกมือที่หนักอึ้งไปด้วยโซ่ปัดัันั้นออกอย่างรวดเร็ว ทั้งยังส่งสายตาพยาบาทเยือกเย็นกลับไป
“เ้ามันชั่วช้า ต่ำทราม ต่ำยิ่งกว่าข้าที่เป็คนชั้นต่ำเสียอีก” หนิงฟางหรงเอ่ยเสียงหนักพลางกัดฟันแน่นด้วยความคับแค้น
“ข้าเป็เช่นนั้นแล้วอย่างไร ในเมื่อข้าไม่เคยถูกจับได้” นอกจากไม่สลดในคำพูดของนางแล้ว เขายังทำลอยหน้าลอยตายั่วยวนโทสะก่อนจะโน้มศีรษะเข้ามาใกล้หญิงสาวมากขึ้น พลางเอ่ยเสียงกระซิบเยือกเย็น “ในเมื่อเ้ากลายเป็สุนัขที่เลี้ยงไม่เชื่อง เช่นนั้นไม่อยากลองอ้อนวอนคนชั่วช้าอย่างข้าราวสุนัขบ้างหรือ”
[1] ชุ่นคือหน่วยวัด 1 ชุ่น เท่ากับ 1 นิ้ว
********************
มาแล้วค่าาาาา ฝากกดใจ กดติดตามด้วยน้าาาา