ตอนที่ 2 เข้ากระโจม
ทันทีที่เข้ามาในกระโจมหลิวเฟยก็รีบมากระซิบข้างหูผมทันที
“ท่านกำลังตกอยู่ในอันตราย” เสียงกล่าวแห่งความห่วงใยพร้อมกับลมหายใจที่อบอุ่น ดังแว่วที่หูของผมตอนนี้
“อันตรายอะไรเหรอ?”
ผมส่งน้ำเสียงบางเบากล่าวถามด้วยความสงสัย
นางหันมองซ้ายมองขวาเมื่อตรวจดูจนแน่ใจแล้วว่าไม่มีใครอยู่ในห้องจึงเดินไปปิดประตูกระโจมให้สนิทก่อนจะเริ่มกล่าวต่อ
“องค์ชายสิบที่ขึ้นมาเป็ฮ่องเต้พระองค์สั่งฆ่าท่าน..” นางกล่าวด้วยน้ำเสียงเคร่งเครียด
“ทันทีที่ราชโองการมาถึง ท่านจะถูกจับถอดยศ และปะาชีวิต” ...เควสใหม่เหรอ..ผมคิด...
นางถอดถุงมือออกจากนั้นก็ยื่นมือนิ่มๆ ทั้งสองมาจับให้ความอบอุ่นแก่มืออันหยาบกร้านของผมไว้ตลอดเวลาขณะที่พูด ช่างเป็หญิงงามที่ดีพร้อมเหลือเกิน ผมไม่แปลกใจเลยที่นางจะเป็สหน่มเอกคนโปรดของฮ่องเต้คนเก่า
“ท่านจะถูกจับไปโกนหัวทรมานให้ติดเชื้อในคุกจนตาย ฮือๆๆ..” พอเล่ามาถึงตอนนี้นางก็เริ่มปล่อยโฮร้องไห้ออกมา
“หลิวเฟย..” ผมเรียกนางด้วยน้ำเสียงอบอุ่น ก่อนจะยื่นท่อนแขนไปโอบกอดร่างของนางมาแนบชิดอกไว้ จนไหล่ซ้ายได้รับความชื้นเย็นจากน้ำตาที่นองอยู่สองแก้มอันนุ่มเนียนข้างนั้น
“เหตุใดเ้าต้องยอมลำบากทำเพื่อขุนพลตกอับอย่างข้ามากมายเช่นนี้..เ้ายอมละทิ้งความสุขสบายในวัง เสี่ยงตายมาแจ้งข่าวนี้กับข้าเพื่ออะไรกัน?”
สิ้นสุดเสียงถามนางยิ่งร้องไห้สะอึกสะอื้นใหญ่ จนร่างนุ่มนิ่มใต้ผ้าแพรไหมเรียบลื่นสีชมพูผืนนั้นสั่นกระตุกเป็ระยะตามจังหวะหายใจของนาง
“ท่านคือผู้มีพระคุณช่วยชีวิตหลิวเฟยไว้..หลิวเฟยไม่มีวันลืม..หลิวเฟยรักท่าน หลิวเฟยยอมตายเพื่อท่าน ถ้าท่านไม่เชื่อหลิวเฟย หลิวเฟยจะตายให้ท่านดูเดี๋ยวนี้” ทันทีที่พูดเสร็จนางก็ผละตัวลุกขึ้นยื่นมือไปคว้าดึงเอาปิ่นปักผมสีเงินอันแหลมคมขนาดเท่าตะเกียบบนหัวลงมาหมายแทงเข้าที่คอหอยขาวๆ ของตัวเองให้ตายดับไป
เสียงสะอื้นของนางทำให้ผมถึงกับสะอึก ตัวเย็นแข็งทื่อพูดอะไรไม่ออก จนเกือบช่วยชีวิตนางไว้ไม่ทัน เพราะหากผมตกอยู่ในห้วงแห่งความลังเลแม้อีกเพียงแค่เสี้ยวลมหายใจเดียว คงได้เห็นเืสดๆ สีแดงพุ่งออกมาจากลำคอขาวระหงที่อยู่ตรงหน้าเป็แน่
“ข้าเชื่อเ้า..” ประโยคสั้นๆ แต่เปี่ยมไปด้วยน้ำเสียงและแววตาที่หนักแน่น
ผมจ้องมองแววตาหม่นเศร้านั้นไม่กระพริบ เงาสะท้อนของมันเต็มไปด้วยประกายแห่งความผิดหวังที่ผมคิดสงสัยในคำพูดของนาง
ไม่รู้ว้่าเป็เพราะผมใช้มือกำท่อนแขนนางแน่นเกินไป หรือเป็เพราะสายตาที่หนักแน่นจริงจังที่ทำให้มือไม้ของนางผ่อนคลายอ่อนลงจนปิ่นปักผมตกลงพื้นพรมสีน้ำตาลเข้ม ผมไม่รอช้าที่จะฉุดดึงร่างอันอบอุ่นของนางเข้ามากอดแนบอกไว้อีกครั้ง
ไม่นานนักร่างสั่นสะเอื้อนที่ร้องไห้ฟูมฟายก็ค่อยๆ ผ่อนลมหายใจออกและสงบลงในที่สุด จากนั้นทั่วทั้งแผ่นหลังของผมก็ถูกความนุ่มนวลของมวลเนื้อมืออันเรียวงามทั้งสองข้างเข้าหมุนวนลูบไล้ครอบเงาััทั้งหมดบนแผ่นหลังจนทั่ว
“ท่านคงจำไม่ได้..ว่าเคยช่วยชีวิตเด็กสาวอายุสิบเจ็ดคนหนึ่งไว้จากโจรป่าเมื่อนานมาแล้ว” เสียงลมปากที่อบอุ่นแผ่กระแสเสียงเข้าสูหูผม ทำให้ความคิดที่อยู่ในห่วงสวาทกลับตื่นขึ้นมาโลดแล่นค้นหาภาพความทรงจำในอดีต
“..” จะว่าไปแล้วสมัยต้นเกมส์ผมเป็เพียงนายทหารชั้นกลาง ที่ออกตระเวนทำเควาปราบโจรป่า ช่วยเหลือชาวบ้านมากมายจนไต่ระดับขึ้นมาเป็ขุนพล นางคงจะเป็หนึ่งในเอนพีซีทั้งหลายที่ผมเคยช่วยชีวิตกระมัง
“ตอนนั้นดึกมากแล้ว ท่านจึงพาหลิวเฟยไปหลบพักอยู่ในกระท่อมของคนตัดฟืน”
ทันทีที่เสียงวาจานั้นจบลง ภาพของหญิงสาวแรกรุ่นที่เสื้อผ้าขาดรุ่งริ้งเนื้อตัวมอมแมมก็ผุดขึ้นมาในหัวผมทันที
“เป็เ้าเองเหรอคุณหนูน้อยแห่งตระกูลเฟย คนที่ข้าช่วยไว้จากพวกโจรป่าที่พยายามข่มขืนเ้าในวันนั้น”
“ใช้แล้วเป็หลิวเฟยเอง..ั้แ่ผ่านพ้นคืนนั้นมาทั้งร่างกายและหัวใจของเหลิวเฟยก็เป็ของท่านแต่เพียงผู้เดียว แม้หลิวเฟยจะต้องเข้าวังไปเป็สหน่มของห้องเต้ถังก็ตาม แต่ดวงใจของหลิวเฟยยังเป็ของท่านเสมอ”
สิ่งที่นางกำลังกล่าวทำให้ร่างกายผมเกิดความรู้สึกร้อนวูบวาบแปลกประหลาด อยู่ดีๆ หัวใจที่เคยสงบนิ่งก็เต้นสั่นรัวราวกลองศึกในสนามรบ อะไรกันนี่ หรือว่าผมจะเกิดความรักกับนางเข้าแล้ว
“จุ๊ฟ..” ผมประกบริมฝีปากจูบลงไปยังหน้าผากขาวนวลด้วยความอ่อนโยน ส่งเป็ภาษากายถ่ายทอดถึงความรักความรู้สึกดีที่ผมมีให้
มันไม่ใช่รสจูบแห่งความใคร่ แต่หากเป็รสจูบที่อบอุ่นสุดแสนหวาน เต็มไปด้วยความรู้สึกถนุถนอมห่วงใยเป็ที่สุด
ดูเหมือนหลิวเฟยจะรับรู้มันได้แทบจะทันที นางขยับตัวดึงผมเข้ามากอดให้แน่นขึ้น ก่อนจะออกแรงโน้มดึงตัวผมลงไปจูบดูดดื่มแลกรักตวัดลิ้น มือของเราส่ายกวาดลูบนัวเนียไปทั่วร่างของกันและกันทำให้เนื้อผ้าที่ห่อหุ่มร่างของเราสองคนหลุดลงไปกองกับพื้นทีละชิ้น ที่ละชิ้น..และในที่สุดร่างที่นุ่มนิ่มหอมกรุ่นนั้นก็ไร้ซึ่งเสื้อผ้าปกคลุม