เจ็บเหลือเกิน...
ความเ็ปที่แล่นพล่านไปทั้งหน้าอกมันส่งผลให้ฉันเผลอกลั้นหายใจอย่างอัตโนมัติครั้นเมื่อค่อยๆ ลืมตาขึ้น... ความหวังที่เคยก่อเกิดในหัวใจกลับต้องสลายลงไปอย่างน่าใจหาย
“คุณแวมพ์”ฉันเรียกผู้ชายตรงหน้าที่กำลังมองกลับมาด้วยสายตาเรียบนิ่ง ไม่มีพี่เป็กซ์...แสดงว่าก่อนที่ฉันจะหมดสติไป คงเป็แค่ภาพหลอนที่สมองของฉันมันสร้างขึ้นมาเองจริงๆ
ทำไมกัน...ทำไมถึงไม่ใช่
“ฉันเจอเธอสลบอยู่ที่หน้าบ้าน...ร่างกายยังไม่หายดีแล้วทำแบบนี้ทำไม” คนตรงหน้าเอ่ยด้วยน้ำเสียงดุๆเขาช่วยประคองให้ฉันลุกขึ้นนั่งแล้วเอนหลังพิงหัวเตียง
เสื้อผ้า...ฉันคิดพร้อมกับยกมือขึ้นจับชุดที่ตัวเองสวมใส่อยู่ มันไม่ใช่ชุดของฉัน
“ชุดของเฌอรีนน่ะเธอเป็คนเปลี่ยนชุดให้ ไม่ใช่ฉันหรอก”คุณแวมพ์เอ่ยขึ้นก่อนเหมือนรู้ว่าฉันกำลังคิดอะไรอยู่อันที่จริงฉันก็แค่ใน่ะ... ต่อให้คุณแวมพ์จะเป็คนเปลี่ยนให้ฉันก็รู้ว่าเขาไม่ได้มีเจตนาไม่ดีเพราะเขาไม่ใช่คนแบบนั้น
“คนที่ชื่อเฌอรีนเธอเป็ใครหรอคะ” ฉันถามอย่างนึกสงสัยเพราะเคยได้ยินว่าคุณพ่อกับคุณแม่ของคุณแวมพ์ไปทำงานอยู่ที่ต่างประเทศและเขาก็อยู่ที่นี่แค่คนเดียว หรือว่า...
“เป็เพื่อน...เพื่อนสมัยเด็กน่ะ” เขาตอบหลังจากที่เลิ่กคิ้วขึ้นเล็กน้อยเหมือนไม่เห็นเป็เื่สำคัญนั่นจึงทำให้ฉันเลิกสนใจแล้วกลับมาโฟกัสที่ปัญหาของตัวเองแทน
“ลินมาที่นี่เพราะลินมีเื่ที่อยากจะถามคุณแวมพ์น่ะค่ะ”ฉันเอ่ยขึ้นพร้อมกับสบตาคนตัวโตอย่างจริงจังและฉันก็เห็นว่าเขาหลบสายตาฉัน
“ถ้าเป็เื่ไอ้เป็กซ์...ฉันก็คงไม่มีอะไรต้องบอกเธอแล้ว ฉันรู้เท่าที่เธอรู้” คนตัวโตพูดออกมาแต่เขาไม่ยอมสบตากับฉันเลยสักนิด นั่นยิ่งทำให้ฉันรู้สึกว่าเขากำลังปิดบังอะไรอยู่
“แต่พี่บัลลังก์บอกว่าคุณแวมพ์เป็คนไปช่วยลิน”ฉันแย้งและเขาก็ถอนหายใจออกมา ฉันรู้สึกเหมือนตัวเองเป็พวกดื้อด้านแต่ถ้าคุณเป็ฉันคุณก็ต้องทำแบบนี้
“ใช่...ฉันเป็คนไปช่วยเธอเอง และตรงนั้นก็มีแค่เธอ”คุณแวมพ์เน้นอย่างชัดถ้อยชัดคำตอนท้ายประโยค สายตาคู่คมมองมาที่ฉันนิ่งๆเหมือนเป็การยืนยันคำพูดของตัวเอง
“ไม่จริงอ่ะพี่เป็กซ์ต้องอยู่ตรงนั้นกับลินด้วยแน่ๆ คุณแวมพ์บอกลินมาเถอะค่ะว่าเกิดอะไรขึ้นกับพี่เป็กซ์กันแน่”ฉันเอ่ยเสียงสั่น เริ่มส่ายหน้าน้อยๆ อย่างรับไม่ได้ ทำไมทุกคนต้องปิดบังฉัน...มันต้องมีอะไรเกิดขึ้นกับพี่เป็กซ์แน่ๆ ฉันก็แค่อยากจะรู้ความจริงเท่านั้น
“เขายังมีชีวิตอยู่มั้ยแล้วทำไมทุกคนต้องปิดบังลิน” ฉันเอ่ยพร้อมกับเอื้อมไปจับแขนของคนตรงหน้าเราสบตากันและฉันก็รู้สึกเหมือนกำลังจะร้องไห้
“ไม่มีใครปิดบังอะไรเธอทุกคนรู้เท่าที่เธอรู้ พวกเราทุกคน... รู้แค่ว่าเป็กซ์หายไป” คุณแวมพ์ขมวดคิ้วมุ่นเขาคงจะรำคาญฉัน แต่แม้กระนั้นน้ำเสียงที่เอ่ยออกมาก็ยังฟังดูอ่อนโยนอยู่ดี
“ไม่จริงอ่ะคนทั้งคนจะหายไปได้ยังไง ลินไม่เชื่อ... ฮึก”
น้ำตาของฉันไหลพรากการร้องไห้หนักมันทำให้สะอื้นจนแทบหายใจไม่ทัน สมองของฉันวุ่นวายไปหมดฉันก็แค่อยากจะรู้ว่าอะไรคือสาเหตุที่ทำให้พี่เป็กซ์หายไปกันแน่เขายังอยู่หรือว่าตายไปแล้ว ถ้าเขายังอยู่แล้วทำไมเขาถึงไม่มาหาฉันถ้าเกิดเขาตายแล้วล่ะ... อย่างน้อยมันก็ต้องมีศพ
แล้วนี่อะไร...ทุกคนเอาแต่พูดว่าเขาหายไป แล้วมีใครออกตามหากันบ้างมั้ย
“มิลิน...ใจเย็นๆ ก่อน” คุณแวมพ์เอ่ยเมื่อฉันเริ่มชันเข่าขึ้นแล้วซบหน้าลงไป มือหนาๆนั่นลูบหลังฉันไปมาเหมือนว่าเขาเองก็ไม่รู้จะทำยังไง เขาคงปลอบใครไม่เก่ง
“ฮือ...ลินจะทำยังไงดี ลินทนไม่ไหว มันทรมานเหลือเกิน”ฉันเอ่ยพร่ำออกไปเพื่อหวังจะให้ความเ็ปมันถูกระบายออกไปบ้างแต่มันก็เท่านั้น... มันช่วยอะไรไม่ได้เลย กลับกันนั่นมันเหมือนยิ่งเป็การตอกย้ำเหมือนถูกมีดคมๆ กรีดลงมายังกลางหัวใจที่เต็มไปด้วยรอยแผลเหวอะหวะ
“ไม่เป็ไรนะ มานี่มา”เสียงทุ้มดังขึ้นพร้อมกับที่ร่างของฉันถูกรั้งให้ไปซบกับแผงอกอุ่นถึงแม้คุณแวมพ์จะไม่ใช่คนธรรมดา... แต่มันก็ยังอุ่นอยู่ดีคงจะดีถ้าพี่เป็กซ์แข็งแกร่งเหมือนคนๆ นี้ฉันจะได้ไม่ต้องคอยกังวลเวลาที่เกิดอะไรขึ้นกับเขา...เหมือนที่กำลังเป็อยู่ในตอนนี้
“ฮึก ฮือ... ลินเหนื่อยไปหมดแล้วบางทีตอนที่โดนยิงลินน่าจะตายๆ ไปเลย” ฉันเอ่ยไปตามที่คิดและฉันก็ไม่รู้ว่าคนตัวโตมีสีหน้ายังไงเขาเพียงแค่เงียบไป ก่อนที่ใครคนหนึ่งจะเปิดประตูห้องเข้ามา...
“เอ่อ... ขอโทษทีฉันแค่อยากเอาน้ำผลไม้มาให้น่ะ”เธอเอ่ยด้วยน้ำเสียงไม่คงที่นักเมื่อเห็นฉันและคุณแวมพ์ดวงตาคู่สวยสั่นระริกไปมาแต่ก็พยายามฉีกยิ้มส่งมาให้
ฉันมองตามร่างบางที่เดินถือถาดซึ่งมีแก้วน้ำส้มวางอยู่สองใบเข้ามาคุณแวมพ์หยิบแก้วหนึ่งแล้วส่งมาให้ฉัน
“ดื่มนี่สักหน่อยนะ จะได้สดชื่น”เขาเอ่ยเสียงนุ่มและยังคงมองฉันที่เอาแต่ถือแก้วพลางสะอึกสะอื้นไปด้วยเขาพยักหน้าน้อยๆ เป็เชิงว่าให้ฉันดื่มมัน ฉันเลยต้องทำตามอย่างเสียไม่ได้
ระหว่างนั้นบรรยากาศภายในห้องก็เงียบลงจนรู้สึกอึดอัดผู้หญิงคนนี้น่าจะคือคุณเชอรีน คนที่คุณแวมพ์บอกว่าเธอให้ฉันยืมชุดและเป็คนเปลี่ยนเสื้อผ้าให้
“ฉันโทรบอกพี่ชายเธอให้แล้ว อีกเดี๋ยวก็คงมา”คนตัวโตเอ่ยขึ้นหลังจากที่รับแก้วน้ำไปจากฉัน ฉันพยักหน้ารับเล็กน้อยคิดอยู่ว่าถ้าได้เจอพี่บัลลังก์... เขาคงต้องดุฉันจนหูชาแน่ๆ
“ขอบคุณสำหรับน้ำส้มนะคะ” ฉันเอ่ยกับคุณเชอรีนและเธอก็ยิ้มรับน้อยๆ ตอนนี้ฉันหยุดร้องไห้แล้ว... ไม่สิ แค่ไม่ถึงกับสะอึกสะอื้นดูเหมือนว่าน้ำส้มแก้วนั้นจะช่วยทำให้อารมณ์ของฉันดีขึ้นมาได้จริงๆ
“ถ้าง่วงก็นอนไปก่อนเดี๋ยวฉันจะอยู่เป็เพื่อนเอง” คุณแวมพ์เอ่ยขึ้นเหมือนจะรู้ว่าร่างกายฉัน้าแบบนั้นฉันถึงได้ขยับตัวลงนอนอย่างว่าง่ายระหว่างนั้นสายตาก็เหลือบไปเห็นคุณเชอรีนที่เดินออกไปเงียบๆพอดีแต่ฉันไม่มีอารมณ์ไปสนใจเธอนัก
“ขอแขนหน่อยได้มั้ยคะ”ฉันพูดขึ้นพร้อมกับนอนมองใบหน้าคร้ามคมที่สบตาฉันอย่างงงๆ
“แขนค่ะเป็หลักประกันว่าคุณแวมพ์จะไม่แอบหนีไปไหน” ฉันอธิบายเพิ่มคนตรงหน้าถึงได้ยอมยื่นแขนมาให้ แม้ท่าทางของเขาดูเหมือนจะขบขันก็ตามที
ที่ฉันทำแบบนี้ความจริงแล้วมันมีเหตุผล ตอนเด็กๆไม่ใช่สิ... จนถึงทุกวันนี้พวกพี่บัลลังก์มักจะชอบหลอกฉันเสมอเวลาที่ส่งเข้านอนทุกคนรู้ว่าฉันกลัวผี บ้างก็กลัวความมืดและมันจะมีวันที่ฉันเป็หนักจนนอนคนเดียวไม่ได้ฉันฟุ้งซ่านและหัวสมองมันจะคิดแต่เื่น่ากลัวตลอดเวลา จนต้องขอให้พวกพี่ๆคนใดคนหนึ่งมานอนเป็เพื่อน พวกเขามักจะพยายามกล่อมฉันให้หลับและแน่นอนเขาจะพูดว่า ‘หลับเถอะ... พี่ไม่ไปไหนหรอก’หรือ ‘นอนเถอะ... เดี๋ยวพี่จะอยู่เป็เพื่อน’สุดท้าย...พอฉันสะดุ้งตื่นขึ้นมากลางดึกทีไรพวกเขาก็มักจะหายตัวไปทุกทีจนในที่สุดฉันเลยต้องคิดวิธีนี้ออกมาใช้
“ปกติคุณแวมพ์ใจดีแบบนี้ตลอดมั้ยคะ”ฉันเอ่ยขึ้นอีกครั้ง หลังจากที่ปิดตาลงแล้วบรรยากาศในห้องมันเงียบไปได้สักพักฉันไม่ได้ลืมตามองว่าคนตัวโตกำลังทำอะไรอยู่ แต่ที่แน่ๆ คือแขนเขายังอยู่กับฉัน
“เปล่าหรอก ฉันไม่ใช่คนใจดี แต่เธอดูน่าสงสาร”เ้าของแขนตอบกลับมา และฉันคิดว่าเขาคงยังไม่รู้แน่ๆว่าความจริงแล้วตัวเองเป็คนยังไง
จากภายนอก... สำหรับฉันแล้วคุณแวมพ์ดูน่ากลัวและดุดันแต่ก็ยังเทียบชั้นไม่ได้กับคุณโคลด์ รายนั้นน่ะแค่ตวัดสายตาคมกริบมาฉันก็เกร็งจนแทบจะแข็งเป็หินแล้ว
แต่ที่ฉันมั่นใจคือ... คุณแวมพ์มักจะสังเกตเห็นสิ่งผิดปกติก่อนใครเขามักจะรับรู้ได้อย่างรวดเร็วว่าคนอื่นกำลังรู้สึกไม่ดีหรือมีปัญหา และเขาก็จะไม่ปล่อยให้มันผ่านไปเฉยๆโดยที่ไม่ยื่นมือเข้าให้ความช่วยเหลือ
“ไม่หรอกค่ะ จริงๆแล้วคุณแวมพ์เป็คนใจดี”ฉันพูดพลางลืมตาขึ้นมองอีกครั้ง และฉันก็เห็นว่าคนใจดีกำลังอมยิ้มมุมปากน้อยๆส่งมาให้
อย่างน้อยถ้าฉันโชคดี...ก็ขอให้ตื่นมาแล้วยังมีแขนของคนๆ นี้อยู่ด้วย ไม่อย่างนั้นฉันคงทนไม่ไหวแน่
[Cheefong’s part]
ฉันพูดออกไปแล้ว...
และร่างสูงตรงหน้าก็นิ่งเงียบฉันไม่รู้ว่าเขากำลังทำสีหน้าแบบไหน แต่ตอนนี้ฉันััร่างกายเขาได้ เขามีไออุ่นและมีเสียงหัวใจเต้น
เพียงไม่นาน... มือหนาก็วางลงบนไหล่ของฉัน เป็กซ์เพียงแค่แตะมันขณะที่ฉันยังสวมกอดร่างของเขาเอาไว้แน่นฉันรู้ว่าเขากำลังจะบอกอะไร แววตาและท่าทางของคนตรงหน้าต่างกับเมื่อเช้านี้ลิบลับเขาดูมีเขาความหวังและเหมือนมีภาระหน้าที่ๆ ต้องรับผิดชอบและฉันจะทำทุกอย่างเพื่อให้เขา... ไม่กล้าพูดมันออกมา
“ร้องไห้ทำไม” เป็กซ์ถามและผละตัวออกจากฉันมือของเขายกขึ้นเพื่อจะเกลี่ยน้ำตาที่แก้มให้แต่มันก็ดันทะลุผ่านไป
เราัักันไม่ได้อีกครั้ง...
“เพราะสีหน้าของนายบอกว่านายจะไปจากฉัน”ฉันเอ่ยพร้อมกับปาดน้ำตาตัวเองเบาๆก่อนจะเงยหน้าขึ้นสบกับสายตาคู่คมของเขาตรงหน้า
“เปล่านี่ เธอคิดมากไปรึเปล่า”เป็กซ์เอ่ยหลังจากที่ฉันแอบเห็นว่าเขาลอบถอนหายใจเบาๆแววตาของเขาดูสับสนไปหมด แต่ฉันไม่สนใจ...ไม่ว่าจะต้องใช้วิธีไหนฉันก็ต้องรั้งเขาเอาไว้ให้ได้
ความทรงจำที่หายไปของเขายังไงมันก็แค่ความทรงจำอยู่วันยังค่ำฉันที่อยู่ตรงนี้ต่างหากคือของจริง ฉัน... คือปัจจุบันของเขา
“งั้นหรอ แต่ดีแล้วแหละอย่างน้อย...ฉันก็ได้บอกความในใจกับนายไป” ฉันเอ่ยด้วยท่าทีเคอะเขินและแววตาของเป็กซ์ก็สั่นระริกทันทีถึงแม้วันนี้เขาจะยังไม่รู้สึกแบบเดียวกัน แต่ฉันมั่นใจ...ว่าอย่างน้อยสักเศษเสี้ยวในหัวใจเขาต้องมีความรู้สึกดีๆ ให้ฉันบ้าง