ตอนที่ 2 : เสียงระคายหู
หลังจากก่นด่าท้องฟ้าอยู่นานเ้าลี่ซือได้สงบสติอารมณ์ นางหันกลับไปทางลู่หานที่กำลังมองมายังตัวเองหมายจะบอกเล่าบางอย่าง หญิงสาวได้เพียงแต่เดินไม่สบอารมณ์ไปยังลู่หานพร้อมกับลากเขาเข้าไปภายในเกี้ยวกับตน
ดวงตาของจ้าวลี่ซือเบิกกว้างเมื่อเห็นประเป๋าเดินทางสามใบก่อนทั้งสองจะนั่งลงไปบนเบาะหนังอันนุ่มนิ่ม
เ้าลี่ซือะโออกไปด้วยนํ้าเสียงของเ้าเสวี่ยหรง“ออกเดินทาง”ประโยคนี้สามารถทำให้คนรับใช้หวาดกลัวได้แต่หากผู้มีประสบการได้มาฟังจะรู้สึกถึงความทระนงตนหาใช่ความโเี้
ขบวนองค์หญิงเ้าเสวี่ยหรงได้เคลื่อนตัวออก ภายใต้คํ่าคืนอันมืดมิดมีเพียงแสงจันทร์นำทาง ดวงตาเ้าลี่ซือประสานกับลู่หานในร่างชายไร้ชื่อ
ลู่หานยื่นหน้าออกมาเขาพร้อมจะลงริมฝีปากไปบนปากของอีกฝ่าย
แต่น่าเสียดาย...
เ้าลี่ซือใช้มือขวาดันหน้าของชายหนุ่มออก อีกมือถือหน้ากากสีขาวบริสุทธิ์ใส่มันลงไปบนใบหน้า
ในตอนนี้ใบหน้าเนียนขาวราวไข่ปอก จมูกโด่งคล้ายหยกสลักปากอมชมพูดั่งบุปผายามเบ่งบานและคิ้วเรียวคมซึ่งเป็มงกุฏของใบหน้าได้ถูกปกปิดเอาใว้ ถึงแม้จะสวมหน้ากากก็ไม่สามารถปกปิดความสง่าผ่านดวงตาสีน้ำตาลอันกลมโตของนางได้
ลู่หานผู้มีใบหน้าซุกซนดั่งเทพบุตรทำหน้าผิดหวังมองไปยังหน้ากากสีขาว
“คุณจะซ่อนความงามของคุณใว้ทำไม”ลู่หานยื่นมือหยาบกระด้างของเขาลูบลงไปบนหน้ากาก
“คุณยังมีเวลามาคิดเื่นี้อีกหรอ? พวกเราหลงมาที่ไหนก็ไม่รู้เนี่ย”หญิงสาวส่ายหัวคิดว่าลู่หานนั้นยังคงมีนิสัยเหมือนเดิมไม่เคยเปลี่ยน
“คุณก็คิดว่าพวกเรามาเที่ยวสิ พวกเราโชคดีแค่ไหนที่ได้มาหาประสบการในที่แบบนี้”ลู่หานมีสีหน้าตื่นเต้น เปล่งวาจาออกก่อนไตร่ตรอง
หญิงสาวยกมือตนเองขึ้นกุมขมับ“คุณคิดว่ามันดีหรอที่ฉันต้องไปแต่งงานกับฉินหวาง(อ๋อง)อะไรนั่น”จ้าวลี่ซือยิ้มเจื่อนเบือนหน้าหนี
“คุณอย่าคิดมากเลยเป็พระชายาหวางมันไม่ดีตรงไหน วันๆไม่ต้องทำอะไรกินแล้วก็นอนไม่ก็ออกไปเที่ยวเดียวผมอยู่เป็องครักษ์ปกป้องคุณเอง”ลู่หานตบลงไปบนแผงอกของตนแสดงถึงความคิดอยากจะปกป้อง
“คุณรู้มั้ยสิ่งที่ฉันเสียใจมากที่สุดในชีวิตคือการเอาคุณมาเป็แฟน…”
ลู่หานเงียบ
“พวกเราเคยเป็เพื่อนที่ดีต่อกัน แต่ฉันกลับไปทำลายความสัมพันธ์ที่ดีนั้น ฉันขอให้พวกเราเริ่มต้นใหม่ได้มั้ย ลืมเื่ที่เราเคยเป็แฟนไปให้หมดแล้วกลับมาเป็เพื่อนที่ดีเหมือเดิมจะได้มั้ย?”ดวงตาเ้าลี่ซือเผยความรู้สึกผิด
ลู่หานพลันทำสีหน้าจริงจัง“ลืมหรอ? ผมทำไม่ได้หรอก...”
หญิงสาวถอนหายใจ ภายในหัวของนางคิดถึงวันเวลาก่อนความสัมพันธ์อันซับซ้อน พวกเขาเคยเป็มิตรสหายที่หากมีปัญหาใดก็ช่วยเหลือเกื้อกูลกันเสมอเพียงแต่ความผิดพลาดอันใหญ่หลวงของพวกเขาคือการเพิ่มระดับความสัมพันธ์เป็แฟน
“ถึงผมจะลืมไม่ได้แต่พวกเราเริ่มต้นกันใหม่ได้นะ”ชายหนุ่มแย้มยิ้มออกมา
เ้าลี่ซือทัดผมของตนใว้ข้างหู อมยิ้มพยักหน้า
“แล้วคุณจะทำยังไงเื่การแต่งงาน?”ลู่หานถามขึ้น
“ฉันได้เตรียมแผนปล่อยข่าวลือ”ภายใต้หน้ากากสีขาวปรากฎร่องรอยความตื่นเต้นของหญิงสาว
ลู่หานทำหน้าตาสงใสแต่ว่าไม่ได้ถามอะไรต่อ
วันเวลาหลั่งไหลไปดั่งสายน้ำ ไม่ถึงห้าวันทั่วทั้งเมืองหลวงได้รับข่าวเื่องค์หญิงจากแดนไกลหน้าตาอัปลักษณ์ยิ่งกว่าเดรฉาณทำให้คู่หมั้นคนก่อนลาโลกไปเนื่องจากรูปโฉมที่ไม่น่าอภิรมย์...
วันที่ 05 เดือน 02 รัชศกซิงอานที่ 6 แห่งอาณาจักรหลี่ ปกครองโดยหลี่เหรินจงได้มาถึง
วันนี้เป็วันที่ทุกคนได้รอคอย อาณาจักรหลิวที่ปกครองใต้หล้าอยู่เหนือทุกอาณาจักรโดยรอบ ได้ส่งองค์หญิงจ้าวเสวี่ยหรงสุดที่รักของจักพรรดิหลิวหมินมาอภิเสกสมรสกับฉินหวาง(อ๋อง)แห่งอาณาจักรหลี่
เหลียงอวี้หลงแท้จริงแล้วมีหญิงงามที่เขารักสุดหัวใจอยู่เคียงข้างกายเพียงแต่ยังไม่ได้จัดพิธีสมรสเป็ภรรยาเอกอย่างถูกต้อง
วันที่เหลียงอวี้หลง้ากราบทูลเื่นี้แก่หวงตี้(ฮ่องเต้) เขากลับประทานสมรสพระราชทานจ้าวเสวี่ยหรงเป็หวางเฟย(พระชายาอ๋อง)ให้แก่เหลียงอวี้หลง
หัวใจของเซี่ยจิงลี่แตกสลายเมื่อได้ยินราชองค์การของหวงตี้(ฮ่องเต้) นางไม่สามารถเป็ภรรยาเอกได้ ส่วนตัวนางรับไม่ได้หากนางต้องเป็ภรรยาน้อย แต่จะให้นางทำเยี่ยงไรในเมื่อนางปักใจกับฉินหวางผู้นี้ไปแล้ว
ข่าวลือเกี่ยวกับรูปร่างหน้าตาของจ้าวเสวี่ยหรงไม่ได้ทำให้สถานการณ์ดีขึ้น เหลียงอวี้หลงและเซี่ยจิงลี่จงเกลียดจงชังจ้าวเสวี่ยหรงสำหรับการแทรกกลางครั้งนี้ แม้นางไม่ได้ตั้งใจก็ตาม
ใบหน้าของฉินหวางไร้เดียงสาเปล่งประกายความอบอุ่น คางโค้งงอเล็กน้อยจมูกโด่งนูนดวงตาสีนํ้าตาลมองออกอย่างอ่อนโยน เรือนผมสีดำดกเป็ประกาย คิ้วคมดุจดั่งกระบี่ ชายผู้นี้เป็ชายในฝันของหญิงสาวหลายๆคน แต่ในตอนนี้เขาได้อภิเษกสมรสกับหญิงสาวผู้มีข่าวลือว่าอัปลักษณ์กระทั่งสังหารคนด้วยใบหน้าของนางเช่นนี้แล้วทำให้หญิงสาวภายในอาณาจักรหลี่ค่อนข้างไม่พอใจรวมถึงเซี่ยจิงลี่
เซี่ยจิงลี่คิดเสมอมาว่าเ้าเสวี่ยหรงไม่คู่ควรกับบุรุษที่นางใฝ่ฝันเอาใว้ ไม่คู่ควรกับผู้ชายที่ดีอ่อนโยนเช่นนี้ นอกจากนั้นนางยังคิดว่าเ้าเสวี่ยหรงมีดีเพียงแค่ฐานะ หากไม่ได้มีฐานะองค์หญิงของอาณาจักรหลิวล่ะก็นางก็ไม่มีอะไรสู้ตนเองได้
ภายในความคิดเซี่ยจิงลี่ตัดสินไปแล้วว่าองค์หญิงผู้นี้จำต้องไร้ความสามารถแน่นอน จะสู้ตนได้อย่างไร...
ฉินหวาง(อ๋อง)องค์ชายราชวงค์หลี่ เหลียงอวี้หลง ได้อภิเษกกับองค์หญิงราชวงค์หลิว เ้าเสวี่ยหรง เ้าเสวี่ยหรงได้รับการแต่งตั้งเป็หวางเฟย(พระชายาอ๋อง)
ในวันเดียวกันเซี่ยจิงลี่บุตตรีเสนาบดีฝ่ายตรวดสอบเซี่ยเย่เผิงได้รับการแต่งตั้งเป็พระสนมหรูเหริน
เสลี่ยงบัวสีขาวบริสุทธิ์เคลื่อนตัวผ่านประตูวัง องค์หญิงจ้าวเสวี่ยหรงสวมใส่ชุดสีแดงสด ประดับประดาไปด้วยลวดลายดอกไม้ดิ้นทองเผยถึงฐานะอันสูงส่งไร้ใครเทียม เครื่องหัวถูกจัดแจงใว้อย่างสวยงามแต่สิ่งที่เตะตาผู้คนหาใช่ของตกแต่งแต่เป็หน้ากากสีขาวปากอมชมพูปัดแก้มเล็กน้อย
“หรือว่าข่าวลือจะเป็เื่จริง”เสียงซุบซิบของชายคนหนึ่งดังขึ้น
“ข่าวอะไรกันรึ?”
“ก็ข่าวที่องค์หญิงรูปโฉมอปลักษณ์จนคู่หมั้นคนก่อนตายไปเพราะเห็นใบหน้าของนาง”ชายวัยกลางคนพูดอย่างสนุกปาก
“หาาาาา”เสียงผู้คนเล่าต่อกันไปถึงหน้าตาขององค์หญิง
จนกระทั่งตอนนี้ก็ไม่มีผู้ใดทราบว่ารูปลักษณ์ของนางเป็เช่นไร
การแต่งกายของฉินหวังก็ดูสง่างามไม่แพ้กันถึงแม้จะไม่มีลวดลายที่ถูกปักโดยดิ้นทองดั่งองค์หญิง
“วาง”เสียงขันทีผู้ดำเนินงานดังขึ้น
เสลี่ยงถูกวางลงช้าๆ ฉินหวางเดินตรงมายังองค์หญิงเพื่อประคองนางเดินขึ้นไปบนบันใด
สีหน้าฉินหวางภายนอกแม้ดูเ็าเรียบเฉยแต่ภายในแตกต่างกันเหมือนคนละขั่ว
“เข้าท้องพระโรง”ขันทีผู้ดำเนินงานะโสุดเสียง หากเขาะโดังอีกนิดลำคอเขาได้แตกอย่างแน่นอน
ฉินหวางและองค์หญิงประคับประคองกันเข้าไปยังท้องพระโรง
“ด้วยฤกษ์งามยามดีบ่าวสาวเริ่มพิธี”
“หนึ่ง คำนับฟ้าดิน”บ่าวสาวทั้งสองคนหันออกไปยังทางออกท้องพระโรงและคำนับ
“สอง คำนับบิดามารดา”องค์รัชทายาทและองค์หญิงหันไปยังบัลลังัและคำนับหวงตี้(ฮ่องเต้)หวงโฮ่ว(ฮองเฮา)
“สาม คำนับซึ่งกันและกัน”ทั้งสองหันมามองซึ่งกันและกันก่อนที่จะคำนับ
ั์ตาจ้าวลี่ซือเผยความคะนึงหวนนึกถึงความหลังเมื่อนางได้สมรสกับชายผู้เปรียบดั่งครึ่งหนึ่งของชีวิต
‘นางทรยศเขาหรือไม่?’
‘นางทำผิดต่อสามีที่จากไปแล้วหรือไม่?’
‘นางจะสามารถกลับบ้านได้หรือไม่?’
‘เหตุใด์จึงส่งนางมายังที่แห่งนี้?’
คำถามพวกนี้ล่องลอยไปมาภายในความคิดหญิงสาว นางรู้สึกสูญเสียการควบคุมไป
“เสร็จสิ้นการคำนับ เหล่าขุนนางแสดงความยินดี”เสียงโห่ร้องของขุนนางดังขึ้น เสียงกึ่งก้องนี้ดึงเ้าลี่ซือกลัมมาจากการเหม่อลอยเมื่อครู่
“เสร็จสิ้นพิธีการ ทั้งหมดคำนับ”ขุนนางและแขกทั้งหลายคำนับให้แก่ฉินหวางและพระชายาอย่างนอบน้อม
“พิธีเสร็จสิ้นแล้ว เป็สิริมงคลอย่างยิ่ง”ขันทีผู้ดำเนินพิธีพูดดังขึ้น
“พวกกระหม่อมยินดีเหนือประมาณ ขอให้พระองค์ทรงพระเจริญหมื่นปี หมื่นๆปี”
“ราชวงค์หลี่เจริญรุ่งเรืองนับพันปีหมื่นปีชั่วกัปชั่วกัลป์ด้วยเทอญ”
“รุ่งเรืองพันปีหมื่นปีชั่วกัปชั่วกัลป์เทอญ”
“รุ่งเรืองพันปีหมื่นปีชั่วกัปชั่วกัลป์เทอญ”เสียงขุนนางทั้งหลายกึ้งก้องออกไปหลายลี้ ผู้คนที่อาศัยอยู่ใกล้พระราชวังล้วนแต่ได้ยินถึงความยินดีนี้..
เวลาผ่านไปไม่นานยามโหย่วมาเยือน (17.00 - 18.59 น.)
จวนฉินหวัง ณ ตำหนักบูรพา
หนึ่งชายหนึ่งหญิงเดินเข้าไปพร้อมปิดประตูอย่างเหนื่อยล้า
อาหารหวานคาวทั้งหลายถูกจัดเตรียมเอาใว้บนโต๊ะกลางห้องนอนรวมทั้งเหล้าศักดิ์สิทธิ์
เหลียงอวี้หลงเดินไปยังจอกเหล้าเขาหยิบมันขึ้นมาเทลงไปยังแก้วเหล้ามงคลพร้อมยื่นมาทางเ้าลี่ซือ
ดวงตากลมโตของเ้าลี่ซือมองไปยังแก้วเหล้า นางไม่ได้ยิบมันแต่อย่างใด เพียงเดินไปยกกระดาษใบหนึ่งขึ้นมาเท่านั้น
“เรามาทำสัญญาตกลงผลประโยชน์กัน!”เ้าลี่ซือวางกระดาษลงไปบนโต๊ะเงยหน้าขึ้นมองเหลียงอวี้หลง
ฉิงหวางยืนทำสีหน้าแข็งกร้าวแต่ภายในใจรู้สึกงุนงงอยู่ไม่น้อย
‘สัญญาข้อที่หนึ่ง ฉิงหวางไม่มีอำนาจแตะต้องตัวองค์หญิงเ้าเสวี่ยหรง
สัญญาข้อที่สอง ฉิงหวางไม่มีอำนาจสั่งให้เ้าเสวี่ยหรงทำตามสิ่งที่พระองค์้าได้!
สัญญาข้อที่สาม ฉิงหวางไม่มีอำนาจก้าวก่ายคนขององค์หญิงเ้าเสวี่ยหรง’
“หากท่านทำผิดกฎข้าจะนำเื่นี้กราบทูลแก่หวงตี้ ในการแลกเปลี่ยนข้าให้ท่านตั้งกฎได้สามข้อเช่นกัน”เ้าลี่ซือเขียนสัญญาพร้อมกันแต้มลายนิ้วมือไปบนกระดาษ
“ความคิดดี“สามคำนี้หลุดออกมาจากปากหวังอวี้หลงผู้เย่อหยิ่ง
กฏทั้งสามข้อของฉินหวางมีดังนี้
‘กฎข้อที่หนึ่ง เหลียงอวี้หลงสามารถแต่งตั้งใครก็ได้กี่คนก็ได้เป็ภรรยา
กฎข้อที่สอง องค์หญิงเ้าเสวี่ยหรงต้องปติบัตรหน้าที่ของภรรยาอย่างสุดความสามารถ
กฎข้อที่สาม องค์หญิงต้องสำรวมห้ามทำให้องค์ชายต้องสูญเสียศักดิ์ศรีและอำนาจเด็ดขาด หากทำให้ฉินหวังสูญเสียอำนาจแม้เล็กน้อยต้องถูกโบยสิบไม้หรือมากกว่า’
“ในเมื่อทำสัญญาเสร็จแล้วท่านไปเถอะเหล้าจอกนี้ไม่ต้องดื่ม ข้าไม่ถือ!”จ้าวลี่ซือโบกมือคล้ายไม่ใส่ใจ
หน้าเ็าของฉิงหวังกลายเป็บึ้งตึง“นี่เ้าดูถูกข้างั้นรึ”
“ท่านเก็บเอาเหล้าศักดิ์สิทธิ์จอกแรกเอาใว้ดื่มกับคนที่ท่านรักเสียเถิด”เ้าลี่ซือเทเหล้าในจอกลงไปบนพื้นพร้อมปัดมือไล่ให้เหลียงอวี้หลงออกไป
เหลียงอวี้หลงรู้สึกโกรธอยู่ภายในใจ เขาเป็ถึงฉิงหวางไม่เคยมีผู้ใดกระทำกับเขาเช่นนี้
“ท่านไม่เข้าใจรึ? ปัดมือเช่นนี้หมายความว่าออกไป!”องค์หญิงพูดด้วยนํ้าเสียงเรียบเฉยพร้อมปัดมืออีกครั้ง
ไฟโทสะภายในจิตใจของเหลียงอวี้หลงสุมกันจนกลายเป็ทะเลเพลิง เขายื่นมือออกไปหวังกระชากหน้ากากสีขาวออกดูใบหน้าภายใต้หน้ากาก
ทว่า…
ฝ่ามือขาวเนียนไร้มลทินกระแทกลงไปบนใบหน้าเทพบุตรจนเสียงดังออกไปนอกเรือน
“ช่วยไม่ได้ ฉันเขียนเอาใว้ในสัญญาแล้วว่าห้ามแตะต้องตัวฉัน”เ้าลี่ซือถอดหน้ากากออกมองไปยังฉินหวางนอนไร้สติอยู่บนพื้น
ด้วยความหวังดีหญิงสาวจึงเดินไปยังปลายเท้าชายหนุ่ม นางก้มลงไปยกเขาพร้อมกับลากฉินหวางไปยังเตียง
ตึง!
เสียงบางสิ่งค่อนข้างแข็งกระแทกไปยังขาโต๊ะอย่างจังจนเกิดเสียงขึ้น
จ้าวลี่ซือใช้ฝ่ามือทั้งสองข้างปิดปากตนเองเมื่อเห็นหัวของฉินหวางกระทบจนเกิดเสียง แววตานางคล้ายขอโทษ..
‘สมองเขาจะกระทบกระเทือนรึเปล่า ปกติก็บ้าๆอยู่แล้ว’จ้าวลี่ซือกล่าวเบาๆในใจ
เสียงลาก กระแทก หอบ แม้กระทั่งหัวเราะคิกคักเล็ดลอดออกไปจากพนังไม้บางๆ
จังหวะเดียวกับที่เ้าลี่ซือลากฉินหวางอยู่นั้น ปรากฎสาวใช้ขันทีมากหน้าหลายตาแนบหูของตนลงไปบนพนังไม้
สาวใช้แนบหูเพื่อสอดแนมหรือขันทีที่้าฟังเสียง พวกเขามั้งหมดหวังลึกๆว่าจะได้เป็สักขีพยานความเร่าร้อนของผู้สูงศักดิ์ทั้งสองคน
เมื่อคนด้านนอกได้ยินเสียงที่จ้าวลี่ซือก่อ พวกเขายิ่งยินดีคิดว่าตนคิดถูกอย่างมากที่มาแอบฟัง ภายในใจพวกเขารู้สึกมีความอยากอันแรงกล้าผุดขึ้นหลายครั้ง
สิ่งที่พวกเขาไม่รู้คือเสียงนั้นหาใช่สิ่งที่จินตนาการไม่...
ยามซวี (19.00 - 20.59 น.)
ณ ตำหนักหอมหมื่นลี้
“ฉินหวางบอกท่านว่าจะมายามโหย่วมิใช่หรือเ้าคะ?”คนผู้หนึ่งยืนหวีผมยาวสลวยให้แก่หญิงสาวผู้สูงศักดิ์
เสียงถอนหายใจดังออกมาจากลำคอ หยาดนํ้าตาโรยรินดั่งสายฝน ใบหน้าโศกเศร้าดั่งบุปผาโรยรา ไม่มีคำใดบรรยายหน้าตาอันเศร้าหมองของหญิงสาวได้ดีกว่านี้
“พระสนมเ้าคะ พระสนมเ้าคะ พระสนมเ้าคะ”เสียงะโของสาวใช้ดังขึ้นไม่ขาดสาย
“มีนางรับใช้กว่าสิบคนที่ได้ยินฉินหวางและองค์หญิงร่วมรักกันเ้าค่ะ”สาวใช้พูดออกมาขณะที่ตนยังหอบหายใจ
เซี่ยจิงลี่ได้ยินเช่นนั้น นางได้หยิบแก้วเหล้าศักดิ์สิทธิ์ขึ้นมา บีบมันแตกออกภายในฝ่ามืออ่อนนุ่มทำให้เศษแก้วทิ่มแทงเข้าไปในมือ
นางมองลงไปพึมพัมกับตนเองว่า“เศษแก้วนี้เป็ดั่งมีดที่ทิ่มแทงหัวใจของข้า เหตุใดท่านจึงทำกับข้าเช่นนี้”
สาวรับใช้ได้เพียงแต่มองอย่างห่วงใย ไม่อาจปลอบนางแต่อย่างใดเพราะพวกนางรู้จักนายของตนเป็อย่างดีว่าการปลอบนางคือการตอกย้ำ พวกนางจึงทำได้เพียงยืนอยู่ข้างๆเท่านั้น
แสงตะวันสับเปลี่ยนกับแสงจันทราในยามคํ่าคืน
เสียงโอดโอยถูกเปล่งออกมา
เหลียงอวี้หลงยกมือลูบลงไปบนใบหน้าที่ถูกตบ ไม่ทันได้ลูบเสร็จเขาได้เหลือบไปมององค์หญิงจ้าวเสวี่ยหรงกับชายหนุ่มแปลกหน้าบนโต๊ะอาหารภายในห้อง
กลิ่นโจ๊กหมูลอยโชยมาเข้าจมูกฉินหวัง เขาคุ้นกับกลิ่นนี้ มันคล้ายกับโจ๊กที่ท่านแม่ของเขาทำให้กินเสมอเมื่อเขาป่วย
ท่านแม่ของเหลียงอวี้หลงเคยเปล่งวาจาเอาใว้ว่า“หากเ้าพบเจอใครที่ทำโจ๊กหมูได้อร่อยกว่าแม่ของเ้าจงคิดเสียว่าคนผู้นั้นถูกชะตาฟ้าลิขิตมาให้ประสบภพเจอ ฉะนั้นจงจำเอาใว้อย่าปล่อยมือนางเด็ดขาด!”ถึงแม้เขาจะไม่เข้าใจว่าแม่ของตนจะสื่ออะไรแต่เขาก็ไม่เคยลืมประโยคนี้
อคติบังตา เขาจึงคิดว่าโจ๊กบนโต๊ะคือสิ่งที่มารดาของเขาตั้งใจนำมาให้ ไม่ถามไถ่เหลียงอวี้หลงจ้องไปยังโจ๊ก ชายหนุ่มเดินตรงไปพร้อมปัดถ้วยในมือจ้าวลี่ซือออก
เสียงกรีดร้องด้วยความเ็ปดังขึ้นมาหลักจากนั้นไม่กี่ลมหายใจ
โจ๊กหมูร้อนๆภายในถ้วยหกลงไปบนแขนเรียวเล็กของหญิงสาว ด้วยความเ็ปนางได้กระเด้งตัวขึ้นขว้าผ้าเช็ดหน้าของตนปัดโจ๊กร้อนฉ่าออกจากแขน
ลู่หานด้านข้างเห็นเช่นนั้นจึงวิ่งออกไปหวังนำนํ้าสะอาดมาล้าง
ฉินหวังแม้รู้สึกว่าที่ตนทำนั้นผิดอยู่หลายส่วนก็ไม่อาจพูดออกไปว่าตนนั้นรู้สึกผิด เขาคิดว่าหากทำเช่นนั้นแล้วศักดิ์ศรีของตนเล่าจะคงเหลืออยู่อีกหรือ
- จบตอน -