ประตูห้องสอบสวนปิดลงช้าๆ
เสียงกลอนเหล็กเลื่อนเข้าที่ดังจากด้านนอกขณะเดียวกันเสียงเคาะใต้พื้นก็ดังขึ้นเป็จังหวะเดียวกับที่หลิงเทียนจำได้
ก๊อก
ก๊อกก๊อก
เกล็ดัใต้เสื้อร้อนขึ้นเพียงชั่วครู่ก่อนเย็นลงเหมือนถ่านไฟถูกน้ำราด
หลิงเทียนเปิดคัมภีร์ดาบพิสูจน์เหตุหน้ากระดาษยังมีสามหัวข้อที่เขาเขียนไว้
สิ่งที่รู้
สิ่งที่คาด
สิ่งที่ยังไม่รู้
หมึกใต้คำว่า“ยังไม่รู้” แผ่เป็วงเล็กๆแต่ไม่ได้ก่อรูปเป็ถ้อยคำใหม่
คัมภีร์ไม่ได้บอกว่าเสียงนั้นคืออะไร
มันเพียงเตือนว่าเขายังมีข้อมูลไม่พอ
มู่ชิงหลัวคุกเข่าอยู่ข้างชายชรานางตรวจชีพจรแล้ววางนิ้วลงบนลำคอของเขา
“ยังหายใจอยู่ แต่ชีพจรอ่อนลง”
เซี่ยอู๋เหินกำมือพี่ชายแน่นจนข้อนิ้วซีด
“ต้องพาเขาไปห้องยา”
“ถ้าออกไปตอนนี้ ทหารจะจับเรา” เขากล่าว
หลิงเทียนมองประตูด้านหลังเสียงฝีเท้ากำลังใกล้เข้ามา
“ถ้าอยู่ต่อ เขาจะตาย”
เซี่ยอู๋เหินเงยหน้าดวงตาเต็มไปด้วยความโกรธและความกลัวที่พยายามกดไว้
“แล้วเ้าจะให้ทำอย่างไร?”
หลิงเทียนเปิดคัมภีร์อีกครั้งเขียนลงไปเพียงสามคำ
ช่วยคนเจ็บก่อน
หมึกซึมเข้ากระดาษช้าๆไม่มีแสงไม่มีเสียงตอบรับ
แต่คราวนี้ตัวอักษรที่เขาเขียนไม่เลือนหาย
“ข้าจะเปิดทาง”หลิงเทียนกล่าว“เ้าพาพี่ชายไปกับมู่ชิงหลัว”
เซี่ยอู๋เหินมองเขา“แล้วเ้า?”
“ข้าจะตามทีหลัง”
“พี่ข้ารอมาเกือบสิบสองปีแล้ว” เซี่ยอู๋เหินกล่าวเสียงต่ำ“ข้าจะไม่ปล่อยให้เขาตายต่อหน้าข้าอีก”
ประตูเปิดออกก่อนที่หลิงเทียนจะตอบ
เหอจิ้งยืนอยู่ปลายโถงเขาถือแฟ้มเอกสารเปียกชื้นไว้ในมือน้ำหยดจากมุมกระดาษลงพื้นหิน
“พวกเ้าจะพาคนออกไปที่ใด?”
“ห้องยา”มู่ชิงหลัวตอบ“เขากำลังจะตาย”
เหอจิ้งมองหลอดเืในมือนางสีหน้าของเขาเปลี่ยนเพียงเล็กน้อยแต่ปลายนิ้วกลับบีบแฟ้มแน่นจนกระดาษด้านในยับ
“พยานต้องอยู่ในศาล”
“พยานที่ตายแล้วจะตอบคำถามท่านไม่ได้”
“ข้ารับผิดชอบเอง”
“ท่านไม่มีความรู้พอจะรับผิดชอบ”
มู่ชิงหลัวก้าวมาบังชายชราไว้นางไม่ได้ยกเสียงแต่ท่าทางของนางชัดเจนว่าไม่ยอมถอย
เหอจิ้งมองนางอยู่ครู่หนึ่งก่อนเหลือบไปยังแขนเสื้อของตน
หลิงเทียนเห็นิัใต้แขนเสื้อที่ถลกขึ้นเล็กน้อย
ตรงข้อมือของเหอจิ้งมีรอยสักสามวงสีดำ
รอยนั้นถูกพันด้วยผ้าบางๆแต่ยังเห็นเส้นวงด้านในขาดหายไป
ตราสามวง
เหอจิ้งดึงแขนเสื้อลงทันที
หลิงเทียนไม่ได้พูดถึงตราเขาเพียงเปิดคัมภีร์แล้วเขียนว่า
สิ่งที่เห็น—ตราสามวงอยู่บนร่างเหอจิ้ง
สิ่งที่ยังไม่รู้—เขาเป็ผู้ถือคำสั่งหรือผู้ถูกคำสั่ง
เหอจิ้งมองหน้ากระดาษจากระยะไกล
สีหน้าของเขาแข็งขึ้น
“เก็บคัมภีร์เสีย”
“ถ้าท่านไม่้าให้ข้าจดก็อธิบายตราบนแขนของท่าน”
เหอจิ้งชักดาบออกครึ่งหนึ่ง
ปลายดาบสั่นเล็กน้อย
“ออกจากศาลไป”
คำสั่งนั้นฟังเหมือนการไล่มากกว่าการจับกุม
มู่ชิงหลัวโปรยผงยาลงบนพื้นกลิ่นฉุนของรากไม้ไหม้ลอยขึ้นเต็มโถงทหารที่กำลังเข้ามาต้องยกแขนเสื้อปิดหน้า
“ตอนนี้”นางกล่าว
เซี่ยอู๋เหินแบกชายชราขึ้นหลังหลิงเทียนวิ่งนำไปยังหน้าต่างด้านข้างมู่ชิงหลัวตามติดและหันกลับไปปิดประตูห้องยาให้แน่นก่อนออก
ทั้งสามปีนผ่านหน้าต่างลงสู่หลังคาเรือนด้านข้าง
เสียงทหารดังอยู่ด้านหลังแต่ไม่มีหน้าไม้ถูกยิงออกมา
เหอจิ้งไม่ได้อนุญาตให้พวกเขาหนี
แต่ก็ไม่ได้สั่งให้ทหารฆ่า
พวกเขาลงจากหลังคาสู่ตรอกแคบด้านหลังร้านเครื่องเขียน
ชายชรายังคงหมดสติอยู่บนหลังเซี่ยอู๋เหินมู่ชิงหลัวตรวจชีพจรระหว่างเดินนางต้องหยุดสองครั้งเพื่อกดเข็มที่ปักอยู่ใต้คางของเขา
“เขาจะอยู่ได้อีกนานเท่าไร?” เซี่ยอู๋เหินถาม
“ถ้าไม่ถูกกระแทกมากกว่านี้อาจถึงร้านยา”
“อาจ?”
“ข้าไม่พูดรับรองในสิ่งที่ควบคุมไม่ได้”
เซี่ยอู๋เหินเม้มปากแล้วปรับท่าแบกพี่ชายให้มั่นคงขึ้น
“พี่รอข้ามานานเกินไปแล้ว” เขากล่าวเบาๆ“ข้าจะไม่ยอมให้เขารออีก”
หลิงเทียนได้ยินแต่ไม่ได้พูดอะไร
มู่ชิงหลัวเป็คนนำทางพวกเขาไม่มุ่งตรงไปยังถนนตะวันออกเพราะมีคนเฝ้าอยู่ที่ปากถนนนางเลือกพาไปตามตรอกหลังตลาดแทน
เมื่อออกสู่ตลาดตะวันตกกลิ่นน้ำมันทอดเนื้อย่างและสีย้อมผ้าปะปนกันจนแสบจมูกเสียงพ่อค้าเรียกลูกค้าชนกับเสียงประกาศจับที่ดังจากป้อมยาม
“ผู้ใดพบเห็นหลิงเทียน ให้แจ้งทางการทันที!”
ผู้คนเริ่มหลีกทาง
ไม่มีใครอยากถูกพบว่าเดินร่วมกับคนที่มีค่าหัวห้าร้อยตำลึง
ชายคนหนึ่งชนไหล่หลิงเทียน
แรงชนไม่มากแต่หนักตรงจังหวะจนแผ่นโลหะในอกเสื้อกระทบกระดูก
“ขออภัย”
ชายผู้นั้นสวมเสื้อคลุมสีเทามีผ้าปิดหน้าครึ่งหนึ่งและมีผงสีขาวติดอยู่บนปลายนิ้ว
ด้านหน้าชายอีกสองคนขยับเข้าปิดทาง
หลิงเทียนมองแขนเสื้อของชายผู้นั้น
ไม่มีตรา
ไม่มีอาวุธที่เห็นชัด
แต่ผงสีขาวบนมือเป็ชนิดเดียวกับที่พบในคลอง
มู่ชิงหลัวขยับมายืนข้างเขา“ชื่ออะไร?”
ชายเสื้อเทาไม่ตอบ
“ถ้าไม่บอกชื่อ ก็อย่าเรียกคนอื่นว่าคุณชายหลิง” นางกล่าว“มันทำให้รู้สึกเหมือนกำลังฟังคำจากคนที่รู้จักมากเกินไป”
ชายผู้นั้นชะงัก
หลิงเทียนมองดวงตาของเขา
ความกลัวอยู่ตรงนั้นแต่ไม่ใช่ความกลัวว่าจะถูกจับ
เป็ความกลัวว่าจะกลับไปมือเปล่า
“เรียกข้าว่าเฉิน”ชายเสื้อเทากล่าวในที่สุด
“เฉินอะไร?” หลิงเทียนถาม
“เฉินก็พอ”
“ชื่อจริงหรือชื่อที่ใช้ในทะเบียน?”
ชายผู้นั้นไม่ตอบ
เขากลับหันไปมองเซี่ยอู๋เหินที่แบกชายชราอยู่
“วางคนเจ็บลง”
เซี่ยอู๋เหินไม่ขยับ
“เขาต้องได้รับการรักษา” เขากล่าว
“ถ้าพาไปต่อ จะมีคนเจ็บมากกว่านี้”
เฉินคว้าหญิงขายผลไม้ที่ยืนอยู่ใกล้แผงเขาไม่ได้กระชากนางแรงแต่ทำให้คนรอบข้างเห็นปลายมีดที่อยู่ใต้คาง
ตลาดเงียบลง
มู่ชิงหลัวมองมือเขา
“เ้าจะไม่ฆ่านาง”
เฉินหันมอง“เ้ารู้ได้อย่างไร?”
“ปลายมีดยังไม่กดผิว และนิ้วเ้าสั่น”
เฉินก้มมองมือของตนเอง
หลิงเทียนถือโอกาสนั้นก้าวไปด้านข้างเพื่อเปิดแนวทางให้หญิงชราแต่ชายอีกคนพุ่งเข้ามาขวางพร้อมไม้พลอง
การต่อสู้เริ่มขึ้นในพื้นที่แคบ
หลิงเทียนปัดพลองด้วยสันดาบไม่ได้ฟันสวนเขาใช้แรงของอีกฝ่ายผลักกลับไปชนแผงผลไม้จนส้มกลิ้งเต็มพื้น
มู่ชิงหลัวขว้างผงยากดปราณใส่ชายที่ถือมีดเขาถอยไปไอเซี่ยอู๋เหินพาชายชราหลบหลังแผงผ้า
เฉินลากหญิงขายผลไม้ถอยเข้าไปในฝูงชน
หลิงเทียนกำลังจะตามแต่ชายถือพลองฟาดเข้าจากด้านข้าง
เขายกแขนรับแผลเดิมเปิดเืไหลลงตามข้อมือ
คัมภีร์ในอกเสื้อสั่น
หลิงเทียนรู้ว่าตนสามารถใช้วิชาสะท้อนเจตจำนงเพื่อดูความกลัวของชายผู้นั้น
แต่ยังไม่ถึงเวลา
เขาไม่รู้ว่าวิชาจะหยุดการโจมตีได้หรือไม่และไม่รู้ว่าตนจะเสียความทรงจำใดอีก
หลิงเทียนใช้เข่ากระแทกท้องอีกฝ่ายแล้วหมุนตัวหลบปลายพลอง
ชายถือมีดพุ่งใส่มู่ชิงหลัวอีกครั้ง
นางก้มตัวหลบก่อนใช้ด้ามเข็มกระแทกใต้ข้อมือเขามีดหลุดจากมือและตกลงบนพื้น
“ด้านหลัง!” มู่ชิงหลัวะโ
เฉินกำลังจะลากหญิงขายผลไม้เข้าตรอก
หลิงเทียนหันไปมอง
หญิงชราสะดุดล้มมือของนางคว้าชายเสื้อเฉินไว้โดยไม่ตั้งใจ
เฉินยกมีดขึ้น
หลิงเทียนเห็นระยะห่างระหว่างคมมีดกับลำคอนางเห็นมือของเฉินสั่นและเห็นเหงื่อเย็นที่ไหลจากขมับลงข้างแก้ม
เขายังมีเวลาหนึ่งลมหายใจ
หลิงเทียนวางดาบลง
“เฉิน”เขากล่าว“เ้ากลัวอะไร?”
“หุบปาก!”
“คนที่เ้ากลัวอยู่ในเมืองนี้หรือ?”
เฉินกำมีดแน่น
“อย่าเข้ามา”
“เ้ากลัวว่าถ้ากลับไปมือเปล่าจะมีคนถูกฆ่าแทนเ้า”
หญิงขายผลไม้ร้องไห้“ช่วยด้วย…”
ผู้คนรอบข้างถอยหนีไม่มีใครกล้าเข้าใกล้
มู่ชิงหลัวมองหลิงเทียนสีหน้าของนางเปลี่ยนทันที
“อย่าใช้วิชา”
หลิงเทียนยังมองเฉิน
“ถ้าข้าไม่ใช้ นางอาจตาย”
“ถ้าใช้ เ้าก็อาจลืมสิ่งที่ไม่ควรลืม”
เสียงของนางไม่ได้ดังแต่ความกลัวในนั้นชัดเจน
หลิงเทียนได้ยินแล้วนิ่งไปครู่หนึ่ง
เขาไม่เคยเห็นมู่ชิงหลัวกลัววิชาของเขาเท่านี้มาก่อน
เฉินกดมีดลงอีกเล็กน้อยเืซึมจากลำคอหญิงชรา
หลิงเทียนจึงยกมือขึ้น
เขาไม่ได้ใช้วิชากับเฉินโดยตรง
เขาแตะความกลัวที่ล้นออกมาจากตัวอีกฝ่ายแล้วสะท้อนมันกลับเพียงบางส่วน
ภาพที่เฉินเห็นไม่ใช่ห้องใต้ดิน
เป็ภาพหญิงชราที่เขากำลังจะฆ่า
มือของเขาเปื้อนเื
ผู้คนในตลาดมองเขาเหมือนสัตว์ร้าย
และเื้ัพวกเขามีประตูเหล็กเปิดรออยู่
เฉินตัวสั่น
มีดหลุดจากมือ
มู่ชิงหลัวพุ่งเข้าไปดึงหญิงชราออกขณะหลิงเทียนคว้าข้อมือเฉินกดลงกับพื้น
“อย่าฆ่าข้า…”เฉินพูดซ้ำ“ข้ากลับไปไม่ได้แล้ว”
หลิงเทียนถอนพลังออก
ความมืดวูบผ่านสายตา
เขาพยายามนึกถึงกลิ่นดินหลังบ้านแต่ความทรงจำส่วนนั้นว่างเปล่า
จากนั้นเขาพยายามนึกถึงเสียงหัวเราะของมารดา
ว่างเปล่าเช่นกัน
ความว่างนั้นไม่ได้เป็เพียงการจำไม่ได้
มันเหมือนรู้ว่าครั้งหนึ่งเคยมีบางสิ่งอยู่ตรงนั้นแต่ไม่อาจรู้ได้อีกว่ามันเคยทำให้หัวใจอบอุ่นเพียงใด
หลิงเทียนทรุดลงข้างแผงผลไม้
มู่ชิงหลัวจับใบหน้าเขาให้หันมา
“มองข้า”
หลิงเทียนพยายามเพ่งมอง
“เ้าสูญเสียอะไร?”
“สองอย่าง”
“อะไร?”
เขาอ้าปากแต่คำตอบกลับติดอยู่ในลำคอ
“ข้าไม่รู้”
มู่ชิงหลัวกำมือแน่นจนเล็บจิกฝ่ามือ
“อย่าพูดว่าไม่สำคัญ”
หลิงเทียนมองนาง
“ท่านรู้หรือว่าข้าสูญเสียอะไร?”
“ถ้าไม่รู้ ก็แปลว่ายังสำคัญพอให้เสียใจ”
เซี่ยอู๋เหินซึ่งวางชายชราไว้หลังแผงค้าเดินเข้ามาเขาได้ยินคำพูดนั้นและมองหลิงเทียนอยู่นาน
“เ้าช่วยหญิงคนนั้น” เขากล่าว “แต่ต้องจ่ายด้วยความทรงจำของตนเอง?”
หลิงเทียนไม่ตอบ
เซี่ยอู๋เหินก้มมองชายชราที่หมดสติแล้วมองกลับมาที่เขา
“ถ้าเ้าลืมสิ่งที่เกี่ยวกับพี่ข้าข้าจะไม่ยกโทษให้”
คำพูดนั้นรุนแรงแต่เสียงของเขาสั่น
หลิงเทียนพยักหน้า“ข้าจะพยายามจำ”
“ไม่”เซี่ยอู๋เหินกล่าว“ถ้าจำไม่ได้ก็อย่าแกล้งทำเป็จำได้”
หลิงเทียนรับคำโดยไม่เถียง
เฉินยังคุกเข่าอยู่กับพื้นทหารจากศาลกำลังใกล้เข้ามา
มู่ชิงหลัวมองตราสามวงบนข้อมือเขา
“เ้ามีสารเดียวกับที่อยู่ในเืของคนหน่วยที่สาม”
เฉินรีบดึงแขนเสื้อลง
“ไม่รู้ว่าพูดถึงอะไร”
“แต่รู้ว่าข้ากำลังพูดถึงสิ่งใด”
เขาเงียบ
หลิงเทียนยกดาบขึ้นเล็กน้อย“ใครส่งเ้า?”
“คนที่ข้าไม่อาจเอ่ยชื่อ”
“ชายชุดเทา?”
เฉินมองเขาเพียงแวบเดียว
“อย่าเรียกเขาเช่นนั้น”
“เขาชื่ออะไร?”
“ข้าไม่รู้”
“แล้วเหตุใดจึงฟังคำสั่ง?”
เฉินก้มมองมือของตน
“เพราะชื่อของข้าอยู่ในมือเขา”
หลิงเทียนนึกถึงชายชุดเทาที่พบในคลองคนส่งของที่ไม่กล้าบอกชื่อและตราไม้ซึ่งเคยเป็ของหน่วยที่สาม
เฉินอาจเป็ลูกน้อง
อาจเป็ผู้ถูกช่วย
หรืออาจเป็เพียงคนอีกคนที่ถูกดึงเข้ามาในบัญชีซึ่งไม่มีผู้ใดมีสิทธิ์อ่าน
“ฆ่าข้าเสีย”เฉินกล่าว
หลิงเทียนลดดาบลง
“ข้าจะไม่ฆ่าเ้า”
“ถ้าข้าไม่ตาย ข้าจะถูกใช้ต่อ”
“เช่นนั้นจงมีชีวิต แล้วบอกสิ่งที่รู้เมื่อพร้อม”
เฉินหัวเราะเบาๆ
“คนที่ถูกลบชื่อ ไม่มีสิทธิ์เลือกว่าจะพร้อมเมื่อใด”
เขาหันไปทางตรอกที่ทหารกำลังเข้ามา
“แต่ถ้าได้พบชายชุดเทาอีกครั้ง…บอกเขาว่าเฉินยังไม่ลืมคืนที่เขาเผาทะเบียน”
หลิงเทียนชะงัก
“ทะเบียนของใคร?”
เฉินไม่ตอบ
ทหารฝ่าฝูงชนเข้ามาถึงตัวเขาถูกจับกุมและพาตัวออกไปทันที
ก่อนถูกลากพ้นตลาดเฉินหันกลับมามองหลิงเทียน
เขาขยับริมฝีปากช้าๆ
“อย่าให้พวกเขาเห็นชื่อบนแผ่นโลหะ”
หลิงเทียนไม่แน่ใจว่าเขาพูดถึงชื่อใด
หรือชื่อของใคร
เหอจิ้งยืนอยู่ที่ปลายตลาดเขาถือแฟ้มเอกสารไว้แนบอกแน่นรอยตราสามวงใต้แขนเสื้อถูกปิดมิดแล้ว
เขาสบตากับหลิงเทียนเพียงครู่เดียว
ไม่มีคำสั่งไล่จับ
ไม่มีการช่วยเหลือ
มีเพียงสายตาของคนที่เห็นบางสิ่งกำลังหลุดออกจากมือและไม่รู้ว่าจะยื้อไว้หรือปล่อยให้มันตกลงไป
มู่ชิงหลัวพยุงหลิงเทียน
“ไป ร้านยาของข้าอยู่ไม่ไกล”
“ท่านต้องรักษาพี่ชายของเซี่ยอู๋เหิน”
“และต้องรักษาเ้า”
“ข้าไม่เป็ไร”
นางหยุดเดินหันมามองเขา
“ถ้าพูดอีกครั้ง ข้าจะมัดเ้าไว้กับเสา”
หลิงเทียนจึงเงียบ
เขาเดินตามนางไปพร้อมกับเซี่ยอู๋เหินที่แบกชายชราอยู่ด้านหลัง
ในมือของหลิงเทียนคัมภีร์ดาบพิสูจน์เหตุยังเปิดค้างอยู่
คำว่าราคาจางลงจนเกือบอ่านไม่ออก
ใต้คำนั้นมีหมึกใหม่ปรากฏขึ้นทีละเส้น
สิ่งที่ถูกช่วยไว้อาจไม่รู้ว่าถูกช่วย
หลิงเทียนหยุดมองประโยคนี้
เขาไม่รู้ว่าคัมภีร์กำลังหมายถึงหญิงขายผลไม้ชายเสื้อเทาชายชราหรือแม้แต่ตัวเขาเอง
และถ้าชายชุดเทาเผาทะเบียนของหน่วยที่สามจริง—
เขาเผาชื่อของคนตาย
หรือเผาชื่อของคนที่ยังมีชีวิตอยู่?