รุ่งอรุณแห่งเช้าวันใหม่มาเยือนคฤหาสน์ตระกูลเว่ยด้วยความเงียบสงบ แสงแดดอ่อนๆ สาดส่องผ่านกระดาษกรองแสงที่หน้าต่างเข้ามาเป็ลำ กระทบลงบนเปลือกตาของสตรีผู้เป็นายหญิงของบ้าน
เว่ยเสวี่ยเหลียน ลืมตาตื่นขึ้นมาอย่างเชื่องช้า ความรู้สึกแรกที่ััได้คือความว่างเปล่า... ไม่มีความเ็ประบมจากการถูกกระทำย่ำยีเหมือนทุกเช้า ไม่มีกลิ่นคาวกามที่คละคลุ้งจนน่าเวียนหัว และที่สำคัญที่สุดคือ ไม่มีร่างอัปลักษณ์ของ สุนเก่อ หรือบ่าวไพร่คนใดนอนกรนอยู่ข้างกาย
นางนอนอยู่บนเตียงเพียงลำพัง ในสภาพที่สวมชุดนอนผ้าไหมสีขาวเรียบร้อย ผ้าห่มถูกดึงขึ้นมาคลุมถึงอก ร่างกายสะอาดสะอ้านราวกับเื่ราวเมื่อคืนเป็เพียงฝันร้าย
ทว่า... ทันทีที่สมองเริ่มประมวลผล ความทรงจำที่แจ่มชัดยิ่งกว่าภาพวาดก็ไหลบ่าเข้ามาในหัวราวกับทำนบแตก
"ไปให้พ้น! ไอ้ลูกไม่รักดี! ใครใช้ให้เ้ามาเคาะประตูเวลานี้!"
เสียงตวาดของนางเองที่ดังก้องอยู่ในความทรงจำ ทำเอาเสวี่ยเหลียนสะดุ้งเฮือกจนตัวโยน นางรีบยกมือขึ้นปิดปากตัวเอง ดวงตาเบิกโพลงด้วยความตื่นตระหนกและเสียใจอย่างสุดซึ้ง
"ไม่... ไม่จริง... ข้าพูดแบบนั้นออกไปจริงๆ หรือ?"
น้ำตาแห่งความละอายไหลพรากออกมาอาบสองแก้ม นางจำได้แม่นยำถึงวินาทีนั้น... วินาทีที่นางถูกครอบงำด้วยตัณหาราคะจนหน้ามืดตามัว เพียงเพราะ เว่ยเฉิง ลูกชายหัวแก้วหัวแหวนมาเคาะประตูด้วยความเป็ห่วง นางกลับตอบแทนความกตัญญูของเขาด้วยถ้อยคำที่เชือดเฉือนหัวใจ เพียงเพื่อจะไล่เขาไปให้พ้นทาง เพื่อที่นางจะได้กลับไปเสพสมกับชายชู้ที่ฆ่าพ่อของเขาต่อ!
"ข้ามันเลว... ข้ามันไม่ใช่แม่คน... ข้ามันเป็ปีศาจ!"
เสวี่ยเหลียนร้องไห้โฮออกมาอย่างไม่อาจกั้น นางทุบกำปั้นลงบนอกตัวเองด้วยความเจ็บแค้น ความรู้สึกผิดชอบชั่วดีที่หายไปเมื่อคืน บัดนี้กลับมาเล่นงานนางอย่างหนักหน่วงในยามที่มีสติครบถ้วน นางมองดูมือของตัวเอง... มือที่เคยโอบกอดลูกชาย บัดนี้กลับเปรอะเปื้อนไปด้วยคราบสกปรกที่มองไม่เห็น คราบของตัณหาที่ทำให้นางเห็นผู้ชายดีกว่าลูกในไส้
นางนั่งร้องไห้อยู่ครู่ใหญ่จนตาบวมช้ำ ก่อนจะสูดลมหายใจเข้าลึก พยายามรวบรวมเศษเสี้ยวของความเป็แม่ที่เหลืออยู่ขึ้นมาประกอบใหม่
"ไม่ได้... ข้าจะอ่อนแอไม่ได้ ข้าต้องชดเชยให้เขา... ข้าต้องทำให้เขารู้ว่าแม่รักเขามากแค่ไหน"
นางรีบลุกจากเตียง เรียกสาวใช้เข้ามาปรนนิบัติแต่งตัว วันนี้เสวี่ยเหลียนเลือกสวมชุดสีขาวที่มีลวดลายปักดอกบัวสีเงินดูอ่อนโยนและสง่างาม นางบรรจงทาแป้งเพื่อปกปิดรอยคล้ำใต้ตาและร่องรอยความอิดโรยจากศึกกาม พยายามปั้นหน้ายิ้มแย้มที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพื่อกลบเกลื่อนความเน่าเฟะที่ซ่อนอยู่ภายใน
...
ณ ห้องโถงรับประทานอาหาร
บรรยากาศบนโต๊ะอาหารเช้านี้ดูเงียบเชียบผิดปกติ เว่ยเฉิง นั่งก้มหน้ามองชามข้าวต้มของตนเอง เขี่ยตะเกียบไปมาอย่างคนไม่มีกะจิตกะใจจะกิน ท่าทางที่ดูหงอยเหงาและซึมเศร้าของลูกชายทำเอาหัวใจของเสวี่ยเหลียนกระตุกวูบด้วยความเ็ป
"เฉิงเอ๋อร์..." นางเอ่ยเรียกด้วยน้ำเสียงที่ดัดให้หวานหยดและเต็มไปด้วยความเอาใจใส่ "ทำไมไม่ทานข้าวล่ะลูก? อาหารไม่อร่อยหรือ? หรืออยากทานอะไรเป็พิเศษ บอกแม่ได้นะ แม่จะสั่งให้พ่อครัวทำมาให้เดี๋ยวนี้"
เว่ยเฉิงเงยหน้าขึ้นมองมารดา แววตาของเด็กหนุ่มเต็มไปด้วยความสับสนและความน้อยใจที่ปิดไม่มิด "ข้า... ข้าไม่หิวขอรับท่านแม่"
"ไม่หิวได้อย่างไร เ้ากำลังโตนะ" เสวี่ยเหลียนรีบคีบเนื้อปลากะพงนึ่งซีอิ๊วชิ้นที่สวยที่สุดใส่ลงในชามของเขา "ทานเสียหน่อยนะลูก ดูสิ... แม่แกะก้างออกให้หมดแล้ว ทานเยอะๆ จะได้แข็งแรงเหมือนท่านพ่อไง"
นางพยายามเอาอกเอาใจเขาจนเกินพอดี ทั้งตักน้ำแกงให้ เช็ดปากให้ และชวนคุยเื่สัพเพเหระด้วยรอยยิ้มที่ดูประดิษฐ์ประดอย ทว่ายิ่งนางพยายามทำดีชดเชยมากเท่าไหร่ บรรยากาศกลับยิ่งดูอึดอัดและปลอมเปลือกมากขึ้นเท่านั้น
เว่ยเฉิงวางตะเกียบลง เขาจ้องมองหน้ามารดาด้วยสายตาที่จริงจังเกินวัย
"ท่านแม่..." เขาเอ่ยขึ้นเสียงเบา "เมื่อคืน... ท่านแม่โกรธข้ามากหรือขอรับ? ที่ข้าไปเคาะประตู..."
มือของเสวี่ยเหลียนชะงักค้างกลางอากาศ รอยยิ้มบนใบหน้าแข็งทื่อ นางหลบสายตาลูกชาย แสร้งทำเป็รินน้ำชาเพื่อกลบเกลื่อนอาการมือสั่น
"โกรธ? เปล่าจ้ะ... แม่จะโกรธลูกทำไม?" นางหัวเราะแห้งๆ "แม่แค่... แม่แค่ฝันร้ายมากๆ แล้วตอนที่เ้ามาเรียก แม่ยังตื่นไม่เต็มตา แม่เลยเผลอละเมอพูดจาไม่ดีออกไป... แม่ไม่ได้ตั้งใจไล่เ้านะเฉิงเอ๋อร์"
"จริงหรือขอรับ?" เว่ยเฉิงถามย้ำ แววตายังคงเคลือบแคลง "แต่เสียงท่านแม่ตอนนั้น... ฟังดูน่ากลัวมาก แถมข้ายังได้ยินเสียง..."
"พอเถอะ!" เสวี่ยเหลียนรีบตัดบทก่อนที่ลูกชายจะพูดในสิ่งที่นางไม่อยากได้ยินออกมา "แม่บอกว่าไม่มีอะไรก็คือไม่มีอะไร! รีบทานข้าวเถอะ เดี๋ยวจะไปเรียนสาย"
นางก้มหน้าก้มตาทานข้าวของตัวเอง เพื่อหลีกเลี่ยงการสบตากับลูกชายที่เหมือนจะมองทะลุเข้าไปเห็นความสกปรกในใจนาง ความรู้สึกผิดตีตื้นขึ้นมาจุกอยู่ที่คอหอยจนนางแทบกลืนอาหารไม่ลง ทุกคำพูดโกหกที่พ่นออกไป เปรียบเสมือนการตอกตะปูปิดตายโลงศพแห่งความสัมพันธ์แม่ลูกให้แ่ายิ่งขึ้น
...
หลังจากมื้อเช้าที่แสนทรมานจบลง เสวี่ยเหลียนรีบปลีกตัวหนีมายังห้องทำงานส่วนตัวทันที
ภายในห้องที่เงียบสงบและเต็มไปด้วยกลิ่นกระดาษเก่า นางหวังว่ากองสมุดบัญชีและงานบริหารกิจการเกลือจะช่วยดึงสติของนางให้กลับมาจดจ่ออยู่กับโลกแห่งความเป็จริงได้ นางนั่งลงที่โต๊ะทำงานตัวใหญ่ พยายามเพ่งสมาธิไปที่ตัวเลขกำไรขาดทุน แต่ทว่า... ภาพเหตุการณ์เมื่อคืนกลับซ้อนทับขึ้นมาบนหน้ากระดาษ
โต๊ะทำงานตัวนี้... คือที่ที่นางเคยถูกสุนเก่อจับกดและกระแทกกระทั้นจนตัวลอย เก้าอี้ตัวนี้... คือที่ที่นางเคยนั่งช่วยตัวเองจนเสร็จสม ทุกมุมของห้องนี้เต็มไปด้วยร่องรอยของกามราคะที่นางแปดเปื้อนไว้
"ไม่ได้... ข้าต้องทำงาน..."
นางพึมพำกับตัวเอง หยิบลูกคิดขึ้นมาดีดเสียงดัง เปรี๊ยะ! เปรี๊ยะ! เพื่อไล่ความคิดฟุ้งซ่าน
แอ๊ด...
เสียงบานประตูไม้ถูกผลักเปิดออกอย่างเชื่องช้า ทำลายความเงียบสงบลง เสวี่ยเหลียนเงยหน้าขึ้นมองด้วยความหงุดหงิดที่ถูกรบกวน แต่ทันทีที่เห็นร่างของผู้มาเยือน เืในกายของนางก็เย็นเฉียบ
สุนเก่อ ยืนอยู่ที่หน้าประตู ใบหน้าอัปลักษณ์ของมันประดับด้วยรอยยิ้มเย้ยหยันที่นางเกลียดและกลัวที่สุด มันสวมชุดพ่อบ้านสีเข้มที่ดูเรียบร้อย แต่แววตาที่มองมาที่นางนั้นกลับเหมือนกำลังเปลื้องผ้านางออกทีละชิ้น
"ฮูหยิน... ขยันแต่เช้าเลยนะ" สุนเก่อเอ่ยทักทายพลางก้าวเข้ามาในห้อง
"หยุดอยู่ตรงนั้น!" เสี่ยวชิง สาวใช้คนสนิทที่ยืนฝนหมึกอยู่อีกมุมห้อง รีบก้าวออกมาขวางทางตามสัญชาตญาณ "พ่อบ้านสุน! นี่เป็เวลาทำงานของฮูหยิน ห้ามใครรบกวน! ท่านออกไปก่อนเถอะ!"
สาวใช้ผู้ภักดีพยายามทำหน้าที่ปกป้องนายหญิงอย่างสุดความสามารถ นางรู้ดีว่าระยะหลังมานี้พ่อบ้านผู้นี้มีท่าทีคุกคามแปลกๆ และนางก็ไม่อยากให้เกิดเื่ไม่ดีไม่งามขึ้นในห้องทำงานที่มิดชิดเช่นนี้
"ฮูหยินเ้าคะ..." เสี่ยวชิงหันมามองเสวี่ยเหลียน หวังให้นายหญิงออกปากไล่คนไร้มารยาทผู้นี้ออกไป
เสวี่ยเหลียนจ้องมองสุนเก่อ มือที่จับพู่กันบีบแน่นจนข้อนิ้วซีดขาว
ในวินาทีแรก... ความรู้สึกโกรธและขยะแขยงพุ่งขึ้นมาในใจ นางอยากจะะโไล่มันออกไป อยากจะสั่งให้คนมาลากตัวมันไปโบย อยากจะแสดงอำนาจของนายหญิงตระกูลเว่ยให้มันเกรงกลัว
แต่ทว่า... เมื่อสบตากับดวงตาเรียวรีคู่นั้น...
ความทรงจำของความสุขสมเมื่อคืนก็วาบเข้ามาในหัว... รสััที่รุนแรง ความเ็ปที่แสนหวาน และความรู้สึกอิ่มเอมยามที่ถูกเติมเต็มจนล้นปรี่... ร่างกายของนางเริ่มร้อนผ่าวขึ้นมาอย่างประหลาด หัวใจที่เคยเต้นด้วยความกลัวกลับเริ่มเต้นแรงด้วยความ "คาดหวัง"
สัญชาตญาณของการเป็ "ทาส" ที่ถูกปลูกฝังมาตลอดหลายสัปดาห์เริ่มทำงานหนักกว่าความรู้สึกผิดชอบชั่วดี เพียงแค่เห็นหน้ามัน ขาของนางก็เริ่มอ่อนแรง ร่องสวาทเริ่มขมิบตัวรอรับการมาเยือน
นางกลัว... แต่นางก็ปฏิเสธไม่ได้ว่านาง้า
"เสี่ยวชิง..." เสวี่ยเหลียนเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงที่แ่เบาและสั่นเครือ "เ้า... เ้าออกไปก่อน"
"ฮะ? แต่ว่าฮูหยินเ้าคะ..." สาวใช้เบิกตากว้าง
"ข้าบอกให้ออกไป!" เสวี่ยเหลียนตวาดเสียงดังขึ้น แววตาแข็งกร้าวขึ้นมาวูบหนึ่งเพื่อกลบเกลื่อนความอ่อนแอ "ข้ามีเื่... บัญชีลับ... ต้องหารือกับพ่อบ้านสุนเป็การส่วนตัว"
"ตะ... แต่..."
"ออกไป! แล้วปิดประตูให้สนิท! ห้ามใครเข้ามาจนกว่าข้าจะเรียก!"
คำสั่งเด็ดขาดนั้นทำเอาเสี่ยวชิงหน้าเสีย นางจำต้องก้มหัวทำความเคารพแล้วเดินถอยหลังออกจากห้องไปอย่างไม่เต็มใจ สายตาของสาวใช้เต็มไปด้วยความสงสัยและเป็ห่วง แต่ก็ไม่อาจขัดคำสั่งนายหญิงได้
ปัง...
เสียงประตูลงกลอนดังขึ้น เป็สัญญาณว่าโลกแห่งความศีลธรรมได้ถูกปิดกั้นไว้ภายนอก เหลือเพียงโลกแห่งกามราคะภายในห้องสี่เหลี่ยม
ทันทีที่ลับหลังคนนอก สุนเก่อก็ะเิเสียงหัวเราะออกมาเบาๆ มันเดินย่างสามขุมเข้ามาหาเสวี่ยเหลียนที่นั่งตัวสั่นอยู่หลังโต๊ะทำงาน
"เก่งมากฮูหยิน..." สุนเก่อเดินอ้อมโต๊ะมายืนซ้อนหลังเก้าอี้ของนาง โน้มตัวลงมากระซิบที่ข้างหู กลิ่นลมหายใจอุ่นๆ เป่ารดต้นคอทำให้นางขนลุกซู่ "เ้ารู้งานดีจริงๆ... ไล่ก้างขวางคอออกไป เพื่อจะได้อยู่กับผัวสองต่อสอง"
"ข้า... ข้าไม่ได้..." เสวี่ยเหลียนพยายามจะปฏิเสธ แต่เสียงของนางกลับแหบพร่า
"ไม่ได้อะไร?" สุนเก่อสอดมือหยาบกร้านเข้ามาใต้รักแร้ของนาง แล้วกอบกุมหน้าอกอวบอิ่มผ่านเนื้อผ้าชุดสวย บีบขยำอย่างแรงจนนางสะดุ้ง "ไม่ได้อยากโดนข้าเย็ดงั้นรึ? ทั้งที่นมเ้าแข็งสู้มือข้าขนาดนี้เนี่ยนะ?"
เสวี่ยเหลียนหลับตาลงพริ้ม น้ำตาซึมที่หางตา นางเกลียดตัวเองที่ร่างกายทรยศซ้ำแล้วซ้ำเล่า นางเพิ่งจะร้องไห้รู้สึกผิดต่อลูกชายไปเมื่อเช้า แต่พอตกสาย นางกลับขังตัวเองไว้ในห้องกับชายชู้ และยอมให้มันลวนลามอย่างง่ายดาย
"สุนเก่อ... อย่า..." นางร้องห้ามอย่างไม่จริงจังนัก
"ปากบอกว่าอย่า... แต่ข้างล่างเ้าคงแฉะรอแล้วสินะ"
สุนเก่อหัวเราะหึๆ ก่อนจะกระชากเก้าอี้ของนางให้หมุนกลับมาเผชิญหน้า แล้วก้มลงบดขยี้ริมฝีปากของนางอย่างจาบจ้วง เสวี่ยเหลียนเผยอปากรับลิ้นของมันเข้ามาเกี่ยวพันทันที แขนเรียวโอบรอบคอของพ่อบ้านเฒ่าอย่างลืมตัว ปล่อยให้ตัณหาเข้าครอบงำสติสัมปชัญญะอีกครั้ง ทิ้งความรู้สึกผิดไว้เื้ับานประตูที่ปิดสนิท
รสจูบที่เริ่มต้นด้วยความขัดขืนแปรเปลี่ยนเป็ความดูดดื่มอย่างรวดเร็ว สุนเก่อ บดขยี้ริมฝีปากของ เว่ยเสวี่ยเหลียน อย่างหิวกระหาย ลิ้นหยาบหนาของมันกวาดต้อนความหวานล้ำในโพรงปากของนางเอกราวกับโจรปล้นสวาท เสียงดูดดึงและเสียงน้ำลายเฉอะแฉะดัง จ๊วบจ๊าบ ก้องห้องทำงานที่เคยเงียบสงัดและเต็มไปด้วยความเคร่งขรึม
มือหยาบกร้านของพ่อบ้านเฒ่าไม่อยู่สุข มันเลื่อนลงมาบีบขยำสะโพกผายของนางอย่างแรงจนเนื้อผ้าไหมยับย่น ก่อนจะสอดมือเข้าไปใต้ชายกระโปรง ลูบไล้ผ่านต้นขาขาวผ่องที่สั่นระริก ขึ้นไปัักับความเปียกชื้นที่แฉะเยิ้มรออยู่ที่กึ่งกลางกาย
"แฉะขนาดนี้... ยังจะมาทำเป็หวงตัวอีกรึฮูหยิน?"
สุนเก่อถอนริมฝีปากออก กระซิบเย้าแหย่ชิดใบหูแดงก่ำ มันไม่รอให้นางแก้ตัว พ่อบ้านอัปลักษณ์หันไปมองโต๊ะทำงานตัวใหญ่ที่เต็มไปด้วยสมุดบัญชี พู่กัน และลูกคิด
"โต๊ะนี่เกะกะจริง..."
โครม! เพล้ง!
สุนเก่อใช้ท่อนแขนกวาดข้าวของทุกอย่างบนโต๊ะให้ร่วงหล่นลงพื้นในคราวเดียว กองสมุดบัญชีสำคัญปลิวว่อน พู่กันราคาแพงกลิ้งตกลงไปเปื้อนฝุ่น แท่นฝนหมึกหยกเนื้อดีตกกระแทกพื้นจนน้ำหมึกสีดำกระเซ็นเปรอะเปื้อนพรมเปอร์เซียล้ำค่า เกิดเป็รอยด่างดวงสกปรกเหมือนกับชีวิตของเ้าของห้องในยามนี้
"ว้าย! สุนเก่อ! นั่นมันบัญชี..." เสวี่ยเหลียนหวีดร้องด้วยความใ เสียดายงานที่ทำค้างไว้
"ช่างหัวบัญชีมันสิ!" สุนเก่อตวาดกลับ มันรวบเอวบางของนางแล้วยกตัวลอยขึ้นอย่างง่ายดายราวกับนางเป็เพียงตุ๊กตาผ้า "ตอนนี้บัญชีเดียวที่เ้าต้องสนใจ คือบัญชีสวาทที่เ้าต้องจ่ายให้ข้า!"
มันจับร่างของเสวี่ยเหลียนวางกระแทกลงบนพื้นโต๊ะไม้สักที่เย็นเฉียบ แผ่นหลังบางแนบชิดกับความแข็งกระด้างของไม้ สุนเก่อไม่รอช้า มันแทรกตัวเข้ามาหว่างขาของนางทันที มือหนาฉีกทึ้งกระโปรงตัวสวยของนางให้เปิดอ้าออกจนเห็นร่องสวาทที่บวมเป่งและฉ่ำน้ำ
"อ้ากว้างๆ! ให้สมกับที่ข้าอยาก!"
สุนเก่อจับขาเรียวทั้งสองข้างของนางพาดบ่า แล้วงัดเอาท่อนเอ็นขนาดมหึมาที่แข็งขึงจนเส้นเืปูดโปนออกมาจ่อที่ปากทางรัก หัวบานใหญ่สีคล้ำมีน้ำเมือกไหลเยิ้ม มันถูไสหัวหยักไปกับกลีบกุหลาบงามสองสามทีเพื่อหยั่งเชิง
"สุนเก่อ... อื้อออ... ตรงนี้ไม่ได้... มัน... อ๊าาา!"
คำปฏิเสธกลายเป็เสียงครางหลง เมื่อสุนเก่อกระแทกสวนพรวดเดียวเข้ามาจนมิดด้าม ความใหญ่โตคับแน่นที่คุ้นเคยทะลวงผ่านปากทางที่คับแคบ เข้าไปเติมเต็มทุกตารางนิ้วในช่องคลอดของนางจนจุกแน่น
"แน่น! แน่นฉิบหาย!" สุนเก่อคำรามลั่น มันโน้มตัวลงมาทาบทับ ใช้มือยันพื้นโต๊ะไว้ข้างหนึ่ง ส่วนอีกมือบีบคอของนางเบาๆ เพื่อบังคับให้เงยหน้าขึ้นรับจูบ
บทเพลงรักอันป่าเถื่อนเริ่มต้นขึ้นบนโต๊ะทำงานของผู้บริหารตระกูลเว่ย สุนเก่อโหมสะโพกกระหน่ำแทงเข้าใส่ไม่ยั้ง ตับ! ตับ! ตับ! เสียงเนื้อกระทบเนื้อดังสนั่นหวั่นไหวผสานกับเสียงขาโต๊ะที่เสียดสีกับพื้นไม้ดัง ครืดคราด ทุกจังหวะที่มันอัดกระแทกเข้ามา ร่างของเสวี่ยเหลียนจะไถลไปกับพื้นโต๊ะ ศีรษะของนางสะบัดไปมา ผมเผ้ายุ่งเหยิงกระจายเต็มโต๊ะ
"อ๊าาา! ลึก... มันลึก... สุนเก่อ... แรงอีก! อื้อออ!"
เสวี่ยเหลียนจิกเล็บลงบนแผ่นหลังของพ่อบ้านเฒ่า นางแอ่นสะโพกรับแรงกระแทกอย่างลืมอาย ความเ็ปจากการที่หลังเสียดสีกับโต๊ะแข็งๆ และความจุกเสียดที่ท้องน้อย กลับกลายเป็เชื้อเพลิงราคะชั้นดี นางมองเห็นเพดานห้องทำงานหมุนคว้าง ภาพของชั้นวางหนังสือและป้ายคำขวัญตระกูลที่แขวนอยู่บนผนังสั่นไหวไปตามแรงสั่นะเื
สุนเก่อดึงตัวนางขึ้นมาในท่านั่ง ให้ขาของนางเกี่ยวเอวมันไว้ แล้วกระแทกเสยขึ้นจากด้านล่าง ท่านี้ทำให้ท่อนเอ็นของมันครูดถูผนังมดลูก้าอย่างจัง เสวี่ยเหลียนตาเหลือกค้าง อ้าปากค้าง ร้องไม่มีเสียง
"ดูสิฮูหยิน..." สุนเก่อกระซิบบอกพลางชี้ไปที่พื้น "สมุดบัญชีของเ้า... พู่กันของเ้า... ตกเกลื่อนกลาดเหมือนขยะ ดูซิว่าเ้ากำลังทำอะไรอยู่บนโต๊ะทำงานศักดิ์สิทธิ์นี่? เ้ากำลังโดนคนใช้เย็ดจนน้ำแตก!"
"อ๊างงง! ใช่... ข้าโดนเย็ด... ข้าชอบ... อื้อออ! สุนเก่อ... กระแทกเข้ามา! ทำลายข้าเลย!"
นางกรีดร้องยอมรับความต่ำต้อยอย่างบ้าคลั่ง น้ำรักไหลทะลักออกมาจากร่องสวาท หยดติ๋งๆ ลงบนโต๊ะและไหลย้อยลงไปเปรอะเปื้อนเอกสารที่ตกอยู่บนพื้น สุนเก่อเร่งจังหวะเร็วขึ้น แรงขึ้น จนเสวี่ยเหลียนตัวสั่นเทิ้มเหมือนเ้าเข้า
"จะแตก... ข้าจะแตกแล้ว! พร้อมกัน! แตกพร้อมกัน!"
สุนเก่อคำรามลั่น มันกระแทกเน้นๆ เข้าไปสามครั้งสุดท้าย ปึ่ก! ปึ่ก! ปึ่ก! ก่อนจะกดแช่แนบนิ่ง ปลดปล่อยสายธารน้ำกามร้อนระอุฉีดพ่นเข้าสู่มดลูกของนางอย่างรุนแรง
"กรี๊ดดดดดด!"
เสวี่ยเหลียนหวีดร้องสุดเสียง ร่างกายกระตุกเกร็งอย่างรุนแรง ผนังมดลูกบีบรัดรีดเค้นท่อนเอ็นของชายชู้แน่นหนึบ นางฟุบหน้าลงกับบ่าของสุนเก่อ หอบหายใจรุนแรงจนตัวโยน สมองขาวโพลนล่องลอยไปแตะขอบ์ท่ามกลางซากปรักหักพังของกองงาน
เมื่อพายุสงบลง สุนเก่อถอนกายออกช้าๆ น้ำกามสีขาวขุ่นไหลย้อนออกมาจากช่องทางรักที่บวมแดงของเสวี่ยเหลียน ไหลนองพื้นโต๊ะทำงานเป็วงกว้าง เสวี่ยเหลียนค่อยๆ พยุงตัวลุกขึ้นนั่งอย่างหมดแรง นางมองดูคราบน้ำกามที่เปรอะเปื้อนโต๊ะทำงานด้วยสายตาที่ว่างเปล่า
โดยไม่ต้องรอคำสั่ง เสวี่ยเหลียนค่อยๆ เลื่อนตัวลงจากโต๊ะ ทรุดตัวลงนั่งคุกเข่าที่หว่างขาของสุนเก่อ นางใช้มือเรียวสวยประคองท่อนเอ็นที่เริ่มอ่อนตัวลงแต่ยังคงเปรอะเปื้อนคราบคาว แล้วก้มลงใช้ลิ้นเลียทำความสะอาดให้อย่างหมดจดและตั้งใจ ราวกับกำลังทำความสะอาดเครื่องลายครามล้ำค่า
สุนเก่อยืนพิงขอบโต๊ะ มองดูศีรษะของฮูหยินที่ผงกขึ้นลงปรนเปรอตนเองด้วยรอยยิ้มพึงพอใจ มันวางมือลงบนศีรษะนาง ลูบผมเบาๆ เหมือนลูบหัวสุนัขตัวโปรด
"ดีมากฮูหยิน... ลิ้นเ้าวิเศษเหมือนเคย"
เมื่อนางทำความสะอาดจนพอใจ สุนเก่อก็ดึงนางให้ลุกขึ้นยืน จัดเสื้อผ้าของนางให้เข้าที่เข้าทางอย่างลวกๆ ก่อนจะเอ่ยถึงเื่สำคัญด้วยน้ำเสียงสบายๆ ราวกับคุยเื่ดินฟ้าอากาศ
"อ้อ... ข้าลืมบอกไป เื่ 'บันทึก' ที่เ้าเพียรเขียนทุกคืนน่ะ"
เสวี่ยเหลียนชะงักกึก เงยหน้ามองมันด้วยแววตาตื่นตระหนก "ทะ... ทำไมหรือ?"
"ข้าให้คนเอาไปคัดลอกเรียบร้อยแล้ว" สุนเก่อแสยะยิ้ม "ใกล้จะเสร็จสมบูรณ์พร้อมวางขายแล้วล่ะ เนื้อหาดีมาก โดยเฉพาะตอนที่บรรยายฉากที่เ้าโดนเย็ดหน้าโลงศพ... นักอ่านต้องชอบแน่ๆ"
"ต... แต่..." เสวี่ยเหลียนหน้าซีดเผือด ริมฝีปากสั่นระริก "เ้า... เ้าคงไม่ได้ใส่ชื่อ..."
"โอ้ย ไม่หรอก ข้าไม่โง่ขนาดนั้น" สุนเก่อหัวเราะร่า "ข้าไม่ได้ใส่ชื่อ 'ตระกูลเว่ย' หรือชื่อ 'เสวี่ยเหลียน' ลงไปตรงๆ หรอก... ข้าแค่บรรยายลักษณะของคฤหาสน์ ธุรกิจค้าเกลือที่ใหญ่ที่สุดในหยางโจว และแม่หม้ายสาวที่เพิ่งเสียสามีไปหมาดๆ... แค่นั้นเอง"
มันก้มลงมากระซิบข้างหูนาง "ถึงไม่บอกชื่อ... แต่คนทั้งเมืองหยางโจวอ่านปุ๊บ ก็ต้องรู้ปั๊บว่า 'นางเอก' ผู้ร่านสวาทในเื่คือใคร... จริงไหม?"
เสวี่ยเหลียนยืนตัวแข็งทื่อเหมือนถูกสาป ความหวาดกลัวแล่นพล่านไปทั่วร่าง นางจินตนาการถึงสายตาของชาวเมืองที่จะมองมาที่นางด้วยความดูถูกเหยียดหยาม จินตนาการถึงเสียงซุบซิบนินทาในตลาด...
แต่ทว่า... ลึกลงไปภายใต้ความหวาดกลัวนั้น... หัวใจของนางกลับเต้นแรงผิดจังหวะ
ความรู้สึกร้อนวูบวาบก่อตัวขึ้นที่ท้องน้อยอีกครั้ง... ความคิดที่ว่าความลับอันดำมืดและความร่านราคะของนางกำลังจะถูกเปิดเผยให้คนนับพันได้รับรู้... มันกลับสร้างความตื่นเต้นอย่างประหลาด นางรู้สึกเหมือนตัวเองเป็ดาราที่กำลังจะได้ขึ้นแสดงบนเวทีใหญ่ เป็ความคาดหวังที่บิดเบี้ยวว่าจะมีคนมาร่วมรับรู้และจินตนาการถึงร่างกายเปลือยเปล่าของนาง
นางเม้มปากแน่น ไม่ได้เอ่ยห้ามหรือโวยวายออกมาแม้แต่คำเดียว นางเพียงแค่ก้มหน้าลงซ่อนแววตาที่สั่นไหว ยอมรับชะตากรรมของการถูกประจานด้วยความเงียบงันที่เป็ดั่งการสมยอม
"เงียบแบบนี้แสดงว่าตกลงสินะ" สุนเก่อสรุปเอาเองอย่างพอใจ "งั้นก็เตรียมตัวไว้ให้ดี... เพราะคืนนี้ข้ามี 'แขกพิเศษ' มาฉลองความสำเร็จล่วงหน้าให้เ้า"
"แขก?" เสวี่ยเหลียนถามเสียงเบา
"ใช่... ข้าเคยบอกเ้าเมื่อคืนแล้วไง" สุนเก่อเลียริมฝีปาก "แขกผู้หิวโหย... คืนนี้ให้เ้าเตรียมหมั่นโถวกับขนมเปี๊ยะไปที่ห้องครัวตอนหัวค่ำ แต่งตัวสวยๆ ล่ะ... เพราะพวกเขาตั้งตารอที่จะได้ 'กิน' อาหารจากมือฮูหยินผู้ใจบุญใจจะขาดแล้ว"
คำว่า 'กิน' ของสุนเก่อเน้นเสียงหนักแน่นจนมีความหมายแฝงที่ชัดเจน เสวี่ยเหลียนขนลุกซู่ นางรู้ดีว่ามันหมายถึงอะไร...
ขอทาน
กลุ่มคนที่ต่ำต้อยที่สุด สกปรกที่สุด และน่ารังเกียจที่สุดในสังคม... คืนนี้ นางจะต้องไปปรนนิบัติพวกมัน
ความรู้สึกขยะแขยงตีตื้นขึ้นมาในอก แต่พร้อมๆ กันนั้น ความเงี่ยนง่านที่แปลกประหลาดก็แล่นพล่านไปทั่วร่าง นางจินตนาการถึงกลิ่นเหม็นสาบ ร่างกายที่ไม่ได้อาบน้ำ และความดิบเถื่อนของคนพวกนั้น...
"ข้า... ข้าเข้าใจแล้ว"
เสวี่ยเหลียนรับคำเสียงแ่ นางยืนมองสุนเก่อเดินผิวปากออกจากห้องไป ทิ้งให้นางยืนอยู่ท่ามกลางกองเอกสารที่กระจัดกระจายบนพื้น พร้อมกับหัวใจที่เต้นรัวด้วยความหวาดกลัวระคนตื่นเต้น รอคอยให้รัตติกาลมาเยือนเพื่อเริ่มบทเรียนบทใหม่ที่ต่ำช้ากว่าเดิม