“ยอดไปเลย” เ้าหญิงบอกด้วยความประทับใจ นั่นทำให้ผมรู้สึกผิดหน่อยๆ
ส่วนโชยังมองผมด้วยสายตาไม่ไว้ใจเหมือนเดิม
“เปลี่ยนผ้าปูที่นอนเป็ผืนที่ซักสะอาด และตากแดดใหม่ ทุกวันด้วยนะครับ”
“ค่ะ” เ้าหญิงรับคำ
เหนื่อยกว่าที่คิดแฮะ
เกือบจะเที่ยง เริ่มรู้สึกหิวแล้ว
“จะว่าไป ขุนหลวงกินอะไรบ้างหรือยัง?”
เ้าหญิงสายหน้า
“ท่านพ่อไม่ตื่นขึ้นมา พวกเราพยายามป้อนน้ำ แต่ท่านก็ไม่รับเลย”
แย่ล่ะสิ ถ้าคนป่วยไม่ได้กินอะไรก็ขาดสารอาหารตายได้เหมือนกัน...
เอายังไงดี
พยายามกรอกอาหารเหลวดีมั้ย แต่ผมจำได้ตอนไปดูงานที่บ้านพักคนชราว่าการลำลักอาหารเข้าหลอดลมเป็สาเหตุการตายยอดฮิตของคนแก่เลยทีเดียว
กรณีนี้ถ้าเป็โลกของเราคงจะให้อาหารทางสายยาง สอดสายยางลงไปถึงกระเพาะแล้วใส่อาหารเข้าไป
แต่ทีนี่ไม่มีสายยาง จะมีอะไรใช้แทนได้มั้ยนะ
ผมคิดดู จะว่าไปแล้วระหว่างทางเดินเข้ามานี่...
“มีรากบัวมั้ย?” ผมถาม
“หา”
“พืชน้ำที่มีดอกบานบนน้ำน่พ ต้นมันเป็ท่อ มีรูเยอะๆ ต้มกินได้”
“มีสิ” โชบอก
“ไปหารากบัวอ่อนเล็กๆยาวๆมา” ผมบอก
เ้าหญิงออกคำสั่งคนของเธอ
ผู้ที่ได้รับคำสั่งรีบวิ่งออกไปทันที
น่าจะได้เื่ ระหว่างที่รอนี้ก็เตรียมอาหารก็แล้วกัน
อาหารของคนป่วยต้องทำให้เหลว และมีสารอาหารครบถ้วน
“มีน้ำตาลมั้ยครับ” น้ำตาลน่าจะเป็คาโบไฮเดรทที่ดูดซึมง่ายที่สุด
“น้ำตาล?” เ้าหญิงเอียงคอถาม
“เดี๋ยวนะ พวกเธอไม่มีน้ำตาลเหรอ ของที่ทำให้หวานไง”
“ปรกติถ้าอยากได้รสหวาน อาจจะใช้น้ำผึ้ง หรือผลไม้” มุยตอบ
ไม่มีน้ำตาล? แบบนี้นี่เอง อาหารทุกอย่างจึงมีเน้นรสเปรี้ยว
จะว่าไปแล้ว ผมลืมไปว่ามันมาจากไหนเพราะเห็นน้ำตาลอยูุ่ทุกที แต่น้ำตาลต้องใช้ตาล หรืออ้อย ถ้าไม่มีก็คงผลิตน้ำตาลไม่ได้
ในประเทศไทยน้ำตาลส่วนใหญ่ผลิตจากอ้อย เป็อุตสาหกรรมการเกษตรที่ใหญ่ที่สุดในจังหวัดบ้านเกิดของผม เห็นว่าในบางประเทศใช้น้ำตาลที่ผลิตจากอย่างอื่น เช่นสหรัฐอเมริกาใช้น้ำตาลที่ผลิตจากข้าวโพด
อ้อยเป็พืชพื้นถิ่นของอเมริกาใต้ กว่าจะมาถึงไทยก็ต้องให้พวกสเปน โปรตุเกสเอามา ส่วนตาลน่าจะเป็พืชพื้นถิ่น บ้านเราจึงมีน้ำตาลมานานแล้ว
ผมเคยได้ยินเหมือนกันว่าบางประเทศอย่างญี่ปุ่นไม่มีน้ำตาลมาจนโปรตุเกสมาถึง น้ำตาลเม็ดเป็ของหวานชั้นสูงที่ขณะทูตโปรตุเกสเอามาเป็ของขวัญให้พวกไดเมียวเลยทีเดียว
จะว่าไปแล้วโลกนี้มีตาลหรือเปล่านะ อย่างน้อยผมก็ไม่เห็นเลยในเวียงแก้ว
แสดงว่าเมืองนี้ใช้น้ำผึ้งเป็หลัก ผมจำได้ว่า น้ำผึ้งมีทั้ง ฟรุกโทส และกลูโคส น่าจะใช้การได้
“งั้นเอาน้ำผึ้งมาที”
เ้าหญิงสั่งคนให้ไปเอาน้ำผึ้งมาจากครัว
“เดี๋ยวก่อน” ผมรั้งเข้าไว้ ไหนๆจะไปแล้วขอให้ครบในทีเดียวเลยก็แล้วกับ “เอาเกลือ มะนาว ไข่ กับส่วนมันของเนื้อมาด้วย”
ระหว่างนั้นผมสั่งให้ตั้งไฟในเตาข้างๆตัวเพื่อต้มน้ำ พอน้ำเดือดคนที่ไปเอาของก็กลับมาพอดี
ผมต้มน้ำ ละลายน้ำผึ้ง ผสมเกลือ ใส่มะนาวลงไปหน่อยหนึ่ง แล้วตอกไข่ลงไป คนให้ละลาย
ทำเร็วๆโดยไม่สนใจรสชาติ เอาเป็ว่ามีคาโบไฮเดรด โปรตีน ไขมัน เกลือแร่ วิตามินจากมะนาวก็พอแล้ว
เสร็จแล้วก็ยกออกจากเตาและคนเพื่อรอให้เย็น
พอทำเสร็จคนเก็บรากบัวก็กลับมาพอดี
ผมสั่งให้ล้างรากบัวให้สะอาด แล้วตัดปลายทั้งสองข้าง รากบัวอ่อนผิวด้านนอกเรียบ
ลองเป่าลมดู แล้วใช้ได้ ไม่มีรูรั่ว
ใช้เป็หลอดดูดได้
ตัดสินใจนึ่งก่อนอีกรอบเพื่อความสะอาด
“จับท่านนั่งขึ้น” ผมสั่งเ้าหญิง
ดูไม่สุภาพ แต่เธอก็ทำตามโดยดี และหาหมอนมารองด้างหลัง
ผมทำแบบนี้เพื่อให้ตัวตรง แรงดึงดูดของโลกจะได้ช่วยในการนำอาหารลงไปในกระเพาะ
ผมจับขุนหลวงเงยหน้าขึ้น
“ช่วยหน่อยครับ จับไว้แบบนี้นะ”
มุยจับขุนหลวงให้อยู่ในท่าเงยหน้าขึ้น
ผมค่อยๆสอดรากบัวเข้าไปในคอ ไม่มีการสำลัก
ไม่ต้องให้ถึงกระเพาะ แค่เลยหลอดลมเข้าไปในคอ เพื่อรับประกันว่าอาหารจะไปตามหลอดอาหารไม่ใช่หลอดลมก็โอเคแล้ว
ทีนี้ก็เหลือแค่ส่งอาหารเข้าไปในท่อ
ผมตักซุปที่เย็นแล้วใส่ถ้วย
ผมมองดูแล้วรู้สึกว่าไม่เหมาะยังไงก็ไม่รู้
“เ้าหญิงมุย”
“ค่ะ?”
พ่อลูกกันคนไม่เป็ไรล่ะมั้ง
“ท่านช่วยนำอาหารเหลวนี้คายเข้าไปในหลอดได้มั้ยครับ”
“เอ้”
“ถ้าไม่ไหว งั้นผมต้องขออนุญาต”
“ได้ค่ะ ถ้าช่วยท่านพ่อได้ ไม่ว่าอะไรก็จะทำ”
เธอยกถ้วยนั้นจรดปาก
เพราะตอนแรกไม่คิดว่าผู้ป่วยจะได้รับรส ผมเลยไม่ได้ชิม
ได้แต่หวังว่ารสชาติมันคงจะไม่เลวร้ายนัก
เ้าหญิงค่อยๆคายมันเข้าไปในท่อ
“ช้าๆ นะครับ อย่าเป่าอากาศเข้าไปนะ”
หนึ่งถ้วยเล็กต่อครั้งน่าจะพอ
พอคิดดูแล้ววิธีนี้น่าจะให้ยาได้ด้วย แต่ไม่รู้ว่าจะให้ยาอะไร
ล้างแผล ให้อาหาร ไม่มียา และผมไม่ใช่หมอ ผมทำได้แค่นี้แหละ
“ทำแบบนี้วันละสี่ครั้งนะครับ ล้างแผล เปลี่ยนผ้าพันแผล ให้อาหาร” ผมบอก “เช้า เที่ยง เย็น และตอนดึกก่อนทุกคนเข้านอน”
“ค่ะ” เ้าหญิงรับคำ
เสียงปรบมือดังขึ้น
“ยอดเยี่ยมๆ สมกับเป็ท่านเทวดา ข้าไม่เคยเห็นการปรุงโอสถ และการรักษาแบบนี้มาก่อนเลย” พระยาเขี้ยวเงินที่ดูเงียบๆอยู่ตลอดเอ่ยชมขึ้น
“เป็แค่เื่เล็กน้อยเท่านั้นครับ” ผมค้อมหัวบอก
“ถ้าเช่นนั้นคงต้องขอร้องให้ท่านเทวดาดูแลขุนหลวงต่อไป”
นั่นทำให้ผมรู้สึกผิดแผนอยู่
“ผมต้องอยู่ที่นี่ต่อเหรอ”
“แน่นอน เราจะจัดที่พักให้ท่านภายในวัง” พระยาเขี้ยวเงินบอก
ผมรู้ความหมายแฝงจากคำพูดนี้สองเื่
อย่างแรกคือ ถ้าขุนหลวงไม่หายผมก็อย่าหวังจะได้ออกจากกำแพงวังนี้
อย่างที่สองคือ พระยาเขี้ยวเงินตัดสินเื่ต่างๆในวังได้โดยไม่ต้องถามเ้าหญิง แปลว่าตอนนี้เขาใหญ่ที่สุดแล้ว
“ฝากโชดูแลด้วยก็แล้ว” พระยาเขี้ยวเงินหันมาบอกยัยจิ้งจอกซึ่งสะดุ้งเฮือกขึ้นมา
“รับทราบค่ะ” เธอรับคำอย่างว่าง่าย
ใครบอกกันนะว่าตัวเองไม่ใช่ลูกน้องของพระยาเขี้ยวเงิน
เป็อันว่าผมจะต้องถูกขังอยู่ในวังนี้ต่อไป
ไม่มีอะไรรับประกันเลยว่าขุนหลวงจะรอด ผมไม่คิดว่าความรู้ทางการแพทย์งูๆปลาๆของผมจะช่วยใครได้
ผมไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเขาจะอยู่ได้อีกกี่วัน
การรออยู่เฉยๆแบบนี้ก็ไม่ต่างจากการรอวันตายนี่เอง
ผมตัดสินใจแล้วว่าจะต้องหาทางหนีให้ได้
แต่เวลาจะเหลืออีกสักกี่วัน และผมจะรอดจากการจับตาดู และรักษาความปลอดภัยขนาดนี้ไปได้ยังไง...