บทที่ 7
เมื่อจัดการเรื่องศพของเกอร์เวสเรียบร้อยแล้ว จัสตินจึงมุ่งหน้าเดินทางสู่นครลอนดอน กระนั้นเหตุฆาตกรรมที่เกิดขึ้นก็ยังติดตรึงอยู่ในความคิด มันทำให้น้ำหนักของเอกสารที่เขารับฝากมาดูจะยิ่งหนักขึ้นกว่าเดิมหลายเท่านักเจ้าของโรงแรมบอกกับจัสติน ว่าเขาจะต้องอยู่ร่วมห้องกับลูกเรือชาวอังกฤษอีกสองคน แต่ขณะนี้ทั้งสองคนนั้นไม่ได้อยู่ในห้องพัก มันเป็นห้องที่ปราศจากการตกแต่งใด ๆ ทั้งสิ้น จะมีก็แต่ที่นอนฟางปูลาดลงไว้สามที่เต็มไปด้วยตัวเรือด กับผ้าห่มสกปรกสามผืน ม้ากลมไว้ให้นั่งสามตัว ไม่มีแม้แต่กระโถนปัสสาวะ จัสตินทรุดตัวลงนั่งบนเตียงที่อยู่ใกล้ วางเชิงเทียนที่ถือติดมือลงบนม้ากลมตัวหนึ่ง แล้วก็ดึงจดหมายที่ซ่อนไว้ในอกเสื้อออกมาเกอร์เวสได้ซ่อนจดหมายฉบับนี้ไว้ในถุงหนังและเอาห้อยคอไว้ ถุงนั้นชุ่มโชกอยู่ด้วยหยาดเลือดตอนที่ จัสตินปลดมันออกจากคอของเขา เอกสารที่อยู่ภายในพับไว้เรียบร้อย มีเชือกเส้นบางๆ ผูกทับไว้อีกชั้น ตรงปมมีครั่งผนึกแน่นหนา ทุกครั้งที่จัสตินหยิบจดหมายนี้ออกมาพิจารณามันไม่ได้บอกให้เขารู้ถึงเงื่อนงำที่แฝงไว้เลย แต่เมื่อผู้ชายคนหนึ่งต้องมาตายลงต่อหน้าต่อตาเพราะจดหมายฉบับนี้ มันทำให้เขาอยากรู้เหลือเกินว่าข้อความใน จดหมายมีความสำคัญมากสักแค่ไหน และมันจะเป็นความจริงหรือไม่ว่า เป็นจดหมายฉบับที่มีความสำคัญต่อพระราชินีแห่งอังกฤษอย่างยิ่ง...?นับครั้งไม่ถ้วนที่จัสตินอยากจะฉีกจดหมายออกอ่าน แต่นับครั้งไม่ถ้วนอีกเช่นกันที่เขาต้องระงับความอยากรู้ในใจตนไว้หรือจะเป็นเพราะเลือดที่ฉาบอยู่บนถุงหนังนั่นเองที่ทำให้เขาบังเกิดความรู้สึกอยู่ ว่ามันเป็นสิ่งต้องห้าม...? มันเรื่องอะไรที่เขาจะต้องพาตัวเองเข้ามาพบกับความยุ่งยากลำบากใจในเรื่องนี้...? ปัญหาสำคัญที่สุดอยู่ตรงที่ว่า เขาจะเอาจดหมายฉบับนี้ขึ้นทูลเกล้าถวายแก่พระราชินีเอลิเนอร์ แห่งอะควิเตนได้อย่างไร...?แน่นอนที่เขาจะต้องมีความรู้เกี่ยวกับประวัติส่วนพระองค์ของพระราชินีอยู่บ้าง ก็ยังจะมีใครอีกเล่าในอาณาจักรอันไพศาลไม่รู้...?เมื่อครั้งที่ยังทรงพระเยาว์ไม่เพียงแต่จะทรงมีพระสิริโฉมอันล้ำเลิศเท่านั้น แต่ยังทรงดำรงอิสริยยศเป็นดัชเชสแห่งอะควิเตนด้วย เมื่อพระชนมายุได้สิบห้าชันษา ทรงเป็นราชินีแห่งฝรั่งเศสเพียงแต่ว่าเป็นชีวิตสมรสที่มิได้รุ่งเรืองเลย ด้วยไวน์กับน้ำนมย่อมไม่มีทางที่จะประสมประสานกันได้อยู่แล้ว ทั้งนี้เพราะพระเจ้าหลุยส์ทรงเป็นกษัตริย์ที่ประสบแต่ความล้มเหลว ซึ่งข้าราชสำนักทั้งหลายต่างซุบซิบกันอยู่ว่า พระราชินีทรงเปี่ยมด้วยพระสติปัญญามีพระทัยกล้าหาญ และรับสั่งอย่างเปิดเผยตรงไปตรงมาเกินกว่าสตรีเพศจะควรกระทำและเมื่อเวลาผ่านไปก็เริ่มมีลางแห่งหายนะทาบเงาลง และดูจะสร้างความเสียหายให้แก่พระราชวงศ์ไม่น้อย ดังนั้น น้อยคนนักที่จะแสดงความแปลกใจเมื่อทางสำนักพระราชวังได้ประกาศว่าบัดนี้พระเจ้าแผ่นดินกับพระราชินีได้ทรงหย่าขาดกันแล้ว ด้วยเหตุผลที่ว่า ถึงแม้พระเจ้าหลุยส์จะยังทรงมีความปฏิพัทธ์ในพระชายามากเพียงไร แต่พระนางก็ไม่อาจประทานกำเนิดพระโอรสแก่พระองค์ได้ซึ่งถือว่าเป็นความผิดบาปประการหนึ่งที่ไม่มีพระราชินีองค์ใดจะได้รับการอภัยโทษเมื่อเป็นเช่นนี้ พระราชินีเอลิเนอร์จึงจำต้องเสด็จกลับสู่อะควิเตน และเป็นที่คาดหมายกันอยู่ว่าภายหลังจากที่มีการเจรจากันอย่างประนีประนอมแล้ว พระเจ้าหลุยส์กับพระราชวงศ์ชั้นสูงจะทรงเลือกบุรุษผู้เหมาะสมที่จะเป็นพระสวามีให้แก่เอลิเนอร์ ซึ่งหมายถึงว่าพระสวามีผู้นี้จะต้องเป็นที่ยอมรับของพระองค์ด้วยแต่ทว่า ในที่ประชุมดังกล่าวมิได้พิจารณาไปถึงว่าเอลิเนอร์จะทรงมีพระประสงค์อย่างไรสำหรับพระองค์เองเลย ดังนั้นมันจึงเป็นความตระหนกอันยิ่งใหญ่มาก เมื่อมีข่าวกระจายไปทั่วว่าภายหลังจากที่ทรงหย่าขาดจากพระสวามีได้เพียงสองเดือนเอลิเนอร์ก็ได้ทรงอภิเษกสมรสเงียบๆ กับ เฮนรี่ ฟิทซ์ เอ็มเปรส, ดยุ๊คแห่งนอร์มังดีถ้าเอลิเนอร์กับหลุยส์จะเป็นคู่ที่ไม่เหมาะสมกันอย่างที่สุดพระนางกับเจ้าชายเฮนรี่ก็ต้องจัดว่าเป็นคู่ที่เหมาะสมกันอย่างเหลือจะกล่าว ถ้าจะเปรียบก็ราวพญาเหยี่ยวที่โผบินขึ้นสู่ดวงตะวันฉะนั้นในขณะที่พระนางเอลิเนอร์ทรงย่างเข้าสู่วัยสามสิบนั้น เจ้าชายเฮนรี่เพิ่งจะมีพระชนมายุเพียงแค่สิบเก้า แต่ทรงเป็นเนื้อคู่ด้วยบุพเพสันนิวาสอย่างไม่ต้องสงสัย ต่างฝ่ายต่างปรารถนาในการขยายอาณาจักร และปรารถนาในกันและกัน โดยไม่สนพระทัยต่อความคิดเห็นของผู้คนในแผ่นดิน และความคั่งแค้นของกษัตริย์ฝรั่งเศส และหลังจากเวลาผ่านไปไม่นาน เฮนรี่ก็ได้ทรงแสดงให้อาณาจักรแห่งคริสเตียนทั้งหลายได้เห็นในสิ่งที่เอลิเนอร์ทรงเห็นมาก่อนแล้วในพระองค์ โดยเฉพาะเมื่อความเคียดแค้นได้ทำให้พระเจ้าหลุยส์ทรงส่งกองทัพบุกข้ามพรมแดนเข้ามา เพียงแค่หกสัปดาห์หลังจากนั้น เฮนรี่ก็ทำให้ทหารเหล่านั้นต้องแตกพ่ายยับเยินกลับไปหลังจากนั้นพระองค์ก็ทรงหันมาให้ความสนพระทัยในประเทศอังกฤษ ด้วยพระมารดาทรงต่อสู้เพื่อให้ได้มาซึ่งราชบัลลังก์อังกฤษ จนก่อให้เกิดสงครามกลางเมืองขึ้น เฮนรี่ทรงสามารถสร้างชัยชนะให้เกิดขึ้นแม้พระมารดาจะทรงพ่ายแพ้ เพียงสองปีภายหลังการอภิเษกสมรส เอลิเนอร์ก็ทรงได้เป็นราชินีอีกครั้ง เพียงแต่ว่าครั้งนี้ทรงเป็นราชินีแห่งอังกฤษการอภิเษกสมรสระหว่างพระนางกับกษัตริย์เฮนรี่นั้น เป็นความสำเร็จอันใหญ่หลวงและพระนางก็ประทานกำเนิดพระโอรสถึงห้าองค์และพระธิดาอีกสามองค์ ชีวิตของเอลิเนอร์ดำเนินไปบนเส้นทางแห่งความรัก การโต้แย้ง การคืนดี และการขยายอาณาจักรจากสกอตแลนด์ไปจนถึงเทือกเขาไพเรนีสแต่แล้วพระเจ้าเฮนรี่ก็ทรงก่อความผิดบาปอันเหลืออภัยให้เกิดขึ้นแก่พระองค์เอง เมื่อทรงมอบพระทัยให้กับสตรีสาวนางหนึ่งในโลกแห่งราชสำนัก ผู้เป็นภรรยาสมควรจะต้องมองข้ามพฤติกรรมนอกใจของสามี ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเล็กน้อยหรือยิ่งใหญ่ขนาดไหน แต่ราชินีเอลิเนอร์นั้นไม่ทรงเหมือนสตรีอื่นใดในแผ่นดิน ดังนั้น จึงทรงตัดสินว่าพระสวามีจะต้องทรงชดใช้หนี้บาปที่ทรงก่อขึ้นในครั้งนี้ ซึ่งในการตัดสินพระทัยครั้งนี้ พระโอรสทุกองค์ก็ทรงมีความเห็นด้วยกระนั้นเอลิเนอร์ก็ต้องชดใช้ด้วยเช่นกัน เนื่องจากทรงถูกทหารฝ่ายเฮนรี่จับกุม และต้องโทษอยู่นานถึงสิบหกปี ทรงได้รับการปลดปล่อยเมื่อพระเจ้าเฮนรี่สวรรคตลง การที่ต้องประทับอยู่แต่ในที่คุมขังนานถึงขนาดนั้น ถ้าเป็นบุคคลอื่นอาจจะสูญเสีย กำลังใจหมดสิ้นแล้ว แต่ทว่าเอลเนอร์มิได้ทรงหวั่นไหวแม้แต่น้อย พระราชินีผู้ทรงเต็มไปด้วยความเจ็บแค้น ถูกทรยศในความจงรักภักดีทรงมุ่งมั่นอยู่แต่การแก้แค้นและบัดนี้ แม้แต่พระชนมายุจะล่วงเข้าสู่วัยเจ็ดสิบเอ็ดแล้วแต่พระปรีชาสามารถที่เพิ่มพูนขึ้นตามวัย ทำให้พระนางมีอำนาจเหนือบัลลังก์อังกฤษอีกครั้ง โดยเฉพาะในช่วงที่พระโอรสหายสาบสูญไป ทรงปกป้องในสิทธิ์แห่งพระโอรสอย่างรุนแรง ทรงเป็นพระราชชนนีผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์แห่งราชอาณาจักรที่ยิ่งใหญ่ ทรงเป็นตำนานที่ยังมีชีวิตอยู่ และพระนางคือสตรีสูงศักดิ์ผู้เฝ้ารอคอยจดหมายลับจากช่างทองที่ถูกฆ่าตายอีกด้วย...มันเป็น ความจริงหรือ...ยิ่งคิด จัสตินก็ยิ่งมองเห็น ว่ามันไม่น่าจะเป็นไปได้เลย...เสียงฝีเท้าที่พลุกพล่านอยู่ตรงบันได ปลุกจัสตินให้ตื่นขึ้นจากภวังค์แห่งความคิด เตือนตัวเองอยู่ว่า ความเป็นส่วนตัวใกล้จะหมดลงทุกทีแล้ว กะลาสีเรือสองคนนั้นจะกลับมาตอนไหนก็ได้เมื่อคิดมาถึงตรงนี้ จัสตินก็ตัดสินใจทำลายผนึกแก้เชือกและดึงจดหมายที่อยู่ในนั้นออกมาซึ่งมีอยู่ด้วยกันถึงสองฉบับ จัสตินหยิบฉบับแรกขึ้นมา แล้วก็ต้องกลั้นลมหายใจไว้ เมื่อได้เห็นจ่าหน้า...“วอลเตอร์ เดอ กูตัง, อาชบิชชัพ ออฟ รูอัง, การบังคมทูลมายัง เอลิเนอร์,ควีน ออฟ อิงแลนด์, ดัชเชส ออฟ อะควิเตน และ เคานท์เตส ออฟ บัวตู”ถ้าเช่นนั้นก็หมายความว่า ช่างทองผู้เคราะห์ร้ายพูดจริงละสินี่...จัสตินอ่านจดหมายฉบับนั้นลวกๆ แต่ก็มากพอที่จะทำให้เขาต้องรีบเปิดจดหมายฉบับที่สองออกอ่าน“เฮนรี่ เอ็มเปอเรอ ออฟ เดอะ โรมัน ผู้ทรงไว้ซึ่งพระ เกียรติยศด้วยความสง่างาม แห่งพระเจ้า ทูลถวายแด่ ฟิลิปกษัตริย์แห่งฝรั่งเศส ผู้ทรงเป็นสหายรัก ขอจงทรงพระเจริญด้วยพระพลานามัย เปี่ยมท้นอยู่ด้วยความจงรักภักดีทุกประการ”จัสตินเคลื่อนตัวเข้าไปใกล้แสงเทียนที่วาบไหว กวาดสายตาไปทั่วข้อความในจดหมายฉบับนั้น เมื่ออ่านจบลงเขาก็ได้แต่นั่งนิ่งงัน เนื้อตัวเย็นเยือกกับสิ่งที่ตนเองเพิ่งได้รับรู้...ขอพระเจ้าทรงพิทักษ์ด้วยเถิด ยังจะมีความลับใดในโลกนี้ที่อันตรายยิ่งไปกว่าความลับที่เขากำลังถืออยู่ในมือขณะนี้เล่า...? เพราะบัดนี้ เขาได้รับคำตอบในสิ่งที่กำลังเป็นข้อสงสัยของผู้คนทั่วราชอาณาจักรแล้ว เขารู้แล้วว่ามันเกิดอะไรขึ้นกับการหายพระองค์ไปของกษัตริย์อังกฤษ...