หลังจากคนที่ชื่อเเม็คฟื้นขึ้นมา คุณดัสก็ได้บอกให้พวกเราเริ่มเดินทางกลับเมืองโดยทันที ระหว่างเดินทางเขาก็ได้เล่าเื่ที่เกิดขึ้นให้คนที่ชื่อเเม็คได้รู้ เเน่นอนว่ามีของฉันอยู่ ในตอนที่เขาได้ยินว่าฉันเป็คนเข้ามาช่วยพวกเขาตอนกำลังเเย่ เขาก็ทำหน้าเเบบเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่งเเล้วมองดูฉันอีกที จริงๆเขาคงไม่อยากจะยอมรับหรอก เเต่พอคนที่ชื่อดัสบอกว่าฉันเป็คนช่วยทำให้เขาฟื้นขึ้นมาก็ดูจะยอมรับอยู่นิดๆ
ระหว่างทางเขาก็เข้ามาขอบคุณฉันบ้างอะไรบ้าง เเต่ก็ไม่ถามอะไรที่ทำให้ฉันลำบากใจเลย นั่นคงเพราะคุณดัสได้เตือนเขาไว้เเล้วล่ะมั้ง
"ไม่คิดเลยว่าคุณฟรานจะเก่งขนาดนั้นเลยนะครับ ทั้งๆที่ดูเหมือนเผ่ามนุษย์เเมวเเท้ๆ"
"...อืม ก็นะ"
จนถึงตอนนี้ฉันก็ยังไม่ได้ตอบไปอย่างชัดเจนว่าตัวเองเป็เผ่ามนุษย์เเมวหรือเปล่า ฉันเลยให้พวกเขาคิดๆกันไปเองเท่านั้น
ก็อยากจะปฏิเสธว่าไม่ใช่อยู่หรอก เเต่ภาพลักษณ์ฉันมันดันให้ซะได้
ระหว่างทางฉันลองถามสาวน้อยหูกระต่ายว่าเห็นที่ข้างหูของฉันหรือเปล่า หรือถามกระทั่งว่าหูฉันมันดูไม่เเปลกไปหน่อยหรอ เเต่ก็ดันได้คำตอบที่น่าใมาว่า "ผมของคุณฟรานไม่เห็นมีอะไรติดอยู่นี่คะ" เเละ "คุณฟรานไปทำอะไรมางั้นหรอคะ? ไปย้อมมาทีหลังหรือว่าเป็อย่างงี้ตั้งเเต่เกิด?"
ฉันช็อคพอตัว เเต่ก็พอจะเดาได้อยู่เเล้วล่ะว่าทำไมพวกเขาถึงเอะใจเเค่นั้น
มันก็น่าจะเพราะไอ้นั่น-ที่เฮดโฟนหูเเมวของฉันน่าจะถูกร่ายอะไรบางอย่างทำให้คนอื่นนอกจากฉันเห็นมันเป็หูจริงๆนั่นเอง ถ้าไม่เป็อย่างนั้นพวกเขาก็คงสมองเพี้ยนกันไปเเล้วเเน่ๆที่มองเฮดโฟนอันนี้เป็หูของมนุษย์สัตว์จริงๆ
"ว่าเเต่คุณฟรานทำได้ไงกันคะ ที่ใช้เวทย์ธาตุน้ำเเข็งได้ดีขนาดนั้น ดูยังไงคนที่พึ่งจะเข้าใจถึงมานาอย่างคุณฟรานก็ไม่น่าจะทำเเบบนั้นได้ทันทีตั้งเเต่ครั้งเเรกเลยนะคะ!!?"
เธออธิบายว่าหลังจากรู้สึกถึงมานาเเล้วจะต้องตรวจสอบกับทางนักประเมินว่าตัวเองมีคุณสมบัติที่จะใช้เวทย์ธาตุไหน ก่อนจะเริ่มค่อยๆทำการเรียนรู้เกี่ยวกับบทร่ายของธาตุนั้นๆให้ชำนาญเเล้วจึงจะปฏิบัติจริงได้ ซึ่งในกรณีของเวทย์ธาตุน้ำเเข็งนั้นจะจัดอยู่ในเวทย์ประเภทใช้งานยากเพราะการสร้างน้ำเเข็งให้มีรูปร่างที่คงทนได้นั้นจำเป็ต้องใช้สมาธิไปกับรายละเอียดของมันทำให้ต้องใช้เวลานานกว่าจะร่ายมันออกมาได้ เเม้เเต่กับผู้ที่มีพร์ด้วยกันยังสร้างของเเข็งขนาดนั้นไม่ได้เลย
เอาจริงๆในโลกของฉันเอง สิ่งที่เรียกว่าก้อนน้ำเเข็งก็ไม่ได้เเข็งอะไรมากขนาดนั้นหรอก ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าที่ฉันสร้างไปก่อนหน้านี้จะเเข็งกว่าน้ำเเข็งในขั้วโลกเหนือหรือเปล่า เเต่ก็นั่นเเหละฉันสามารถตรวจสอบเื่นี้ทีหลังได้
ฉันหันไปมองสาวน้อยหูกระต่ายที่ถามคำถามฉันด้วยความสนใจ อ่าไม่สิ ต้องบอกว่าเธอข้องใจมันมากเลยตังหาก เพราะว่าเรากำลังเดินทางกันอยู่ จะให้เดินไปเงียบๆก็ดูไม่ดีฉันเลยเปิดโอกาสให้เธอถามคำถามฉันได้ระหว่างนั้น ซึ่งคำถามเเรกก็เป็ไปตามคาด เธอที่ฝึกใช้เวทยมนตร์มาเป็เวลานานคงข้องใจกับเื่ของฉันที่สุดเเล้วล่ะนะ
อืม เเต่ถ้าจะให้ตอบคำถามจริงๆ มันก็ยากอยู่นะ
"เป็เพราะพระเ้าล่ะมั้ง"
"อ่ะ เอ๋! ช่วยตั้งใจตอบให้ดีกว่านี้หน่อยสิคะ!"
"ก็ฉันไม่รู้จริงๆนี่นา"
พอฉันตอบ เธอก็ทำท่าไม่พอใจซะอย่างงั้น ถึงความจริงเเล้วจะเป็เหมือนที่ฉันบอกก็เถอะ
"ว่าเเต่เธอน่ะ-
"ฉันชื่อบันนี่ค่ะ"
"ถ้างั้นก็บันนิ"
"บันนี่ค่ะ!!"
"ไม่อ่ะ ฉันจะเรียกเธอว่าบันนิ"
"คุณฟรานน!"
เธอทำท่าขุ่นเคือง เเต่มันก็ช่วยไม่ได้เพราะฉันไม่อยากเรียกเธอว่าบันนี่จริงๆ ดูยังไงชื่อเธอมันก็เเปลว่ากระต่ายชัดๆ เเล้วเวลาเรียกในใจดูมันก็รู้สึกจั๊กกะจี้อย่างบอกไม่ถูก ไม่รู้ว่าโลกนี้มีหรือเปล่าเเต่เวลาเรียกบันนี่ภาพเดียวที่ขึ้นมาในหัวฉันคือผู้หญิงเเต่งชุดกระต่ายในคาสิโน ถ้าฉันเป็ผู้ชายคงโดนหาว่าลามก อ๊ะ หรือต่อให้เป็ผู้หญิงก็โดนเหมือนกันหว่า?
จะยังไงฉันก็รู้สึกไม่ดี ดังนั้นจะเรียกเธอว่าบันนิไปเนี้ยเเหละ
"นี่บันนิ ก่อนหน้านี้ฉันได้ยินว่าเธอกำลังลำบากอยู่ใช่หรือเปล่า ที่ว่าลำบากนี่มันลำบากเเบบไหนงั้นหรอ?"
"...!"
เธอใกับกับคำถามของฉัน ฉันพึ่งนึกได้ว่าก่อนหน้านี้มีผู้ชายปากเสียคนหนึ่งเคยพูดเื่นี้เอาไว้ ก็เลยอดสงสัยไม่ได้ว่ามันเป็เื่เเบบไหนยังไงมีข้อมูลไว้ก็น่าจะดี...เเต่พอฉันเห็นความโศกเศร้าอยู่ในดวงตาของเธอคู่นั้นก็ทำให้ฉันรู้ว่าตัวเองได้ทำพลาดไปเเล้วนั่นเอง
"...คุณฟรานอย่ารู้เลยดีกว่านะคะ..."
เธอพูดเช่นนั้น บันนิไม่ได้จะต่อว่าหรือโกรธอะไรฉัน เเต่เเค่ไม่อยากจะเล่าให้คนอื่นฟังเท่านั้น ซึ่งฉันก็ได้เเต่พยัคหน้าเเละไม่ถามเธอต่อ
ฟังจากน้ำเสียงเเล้วมันคงเป็ปัญหาใหญ่เเน่ ฉันรู้สึกได้เลยว่าเพราะเื่นั้นมันเลยทำให้ผู้หญิงอย่างเธอต้องมาเป็นักผจญภัย ซึ่งผู้หญิงปกติเขาไม่มาเป็กัน
.....
เเต่ก็เพราะเธอไม่อยากบอกฉัน...ก็เลยช่วยอะไรไม่ได้นี่นะ
*
พวกเราเดินทางกันมาได้ซักพักใหญ่จนท้องฟ้าเริ่มกลายเป็สีส้ม ฉันหยิบมือถือขึ้นมาดูเวลาซึ่งตอนนี้ก็เกือบหกโมงได้เเล้ว เป็เพราะพวกเราเดินกันก็เลยใช้เวลาค่อนข้างนานนั่นเเหละนะ ถ้าฉันวิ่งก็อาจจะถึงภายในเวลาซักครึ่งชั่วโมงได้
เเต่ถึงจะบ่นยังไงตอนนี้เราก็ได้ออกจากป่าเเละมาถึงหน้าประตูเมืองเรียบร้อยเเล้ว ระหว่างทางก็เจอมอนเตอร์บ้าง เเต่เพราะมันไม่เข้ามาปะทะก็เลยหลีกเลี่ยงการต่อสู้ที่จะทำให้การเดินทางนั้นล่าช้าลงไปได้
ฉันเงยหน้าขึ้นไปมองเมืองที่อยู่ตรงหน้าฉันซึ่งถูกล้อมรอบด้วยกำเเพงอิฐสีขาวมันสูงเกือบเจ็ดเมตรได้ เเถมยังครอบคลุมยาวออกไป เรียกว่าใหญ่พอตัวเลย
โฮ่ เมืองในโลกเเฟนตาซีล่ะ ตามที่บันนิบอกดูเหมือนจะเป็เมืองที่ชื่อ'แกรนเดอเลีย'
ก่อนจะได้เข้าไปฉันขอเดาว่าในเมืองออกเเนวยุคกลางสไตค์ตะวันตกล่ะกัน ไม่รู้ว่าจริงหรือเปล่าเเต่ในนิยายเเนวเื่ในต่างโลกก็มักจะเป็เเบบนี้ตลอด ไม่ค่อยจะเห็นเเนวหลุดไปโลกที่มีเมืองล้ำยุคจากโลกอนาคตกันเท่าไหร่
พวกเราเดินตรงไปยังหน้าประตูเมืองเเละพบกับคนที่สวมชุดเกราะเต็มตัวเผยให้เห็นเเค่ใบหน้าเท่านั้นกำลังยืนเฝ้าระวังอยู่ใกล้ๆ ดูเหมือนจะเป็ทหารของที่นี่นะ
"อ้าวคุณนักผจญภัย วันนี้ก็เหนื่อยหน่อยนะครับ"
"อ่า อาจจะเหนื่อยกว่าทุกทีก็ได้" คุณดัสบอกกับทหารคนนั้นเเล้วหัวเราะ
พวกเขาทักทายกันอย่างสนิทสนมก่อนที่นายทหารจะสังเกตเห็นฉันเเละเอ่ยถาม
"เเล้วผู้หญิงท่านนั้น มากับท่านด้วยหรอครับ?"
"อ่า คุณหนูคนนั้นเขาพึ่งจะมาที่เมืองนี้ครั้งเเรกน่ะ"
เขาตอบเเทนฉัน
"ถ้ายังไงขอดูบัตรเเสดงตัวหน่อยได้ไหมครับ?"
พอได้ยินเช่นนั้นคุณดัสก็หันมามองฉัน เเต่ฉันก็ได้เเต่ส่ายหน้าตอบสิ่งที่เขากำลังสงสัย เขาถอนหายใจเล็กน้อยเเละหันไปคุยกับนายทหารอีกครั้ง
"อ่า ดูเหมือนว่าเธอจะมาจากหมู่บ้านน่ะเลยยังไม่ได้ทำบัตรเเสดงตัวตน"
"งั้นหรอครับ ถ้ายังไงรบกวนเข้ามากับผมเพื่อตรวจสอบประวัติอาชญากรรมก่อน หากไม่มีอะไรที่ร้ายเเรงจะได้ออกบัตรชั่วคราวให้ก่อนนะครับ"
"อ่า รบกวนด้วยนะ"
ว่าเเล้วพวกเราก็ได้ตามนายทหารเเละตรงเข้าไปในห้องทำการของเขาเพื่อตรวจสอบคนที่เข้าเมืองทุกครั้ง ณ ที่ห้องนั้นจะมีคริสตัลสีขาวตั้งอยู่ เขาบอกว่าเข้าเมืองทุกครั้งจะต้องให้คนมาตรวจสอบกับคริสตัลนี่ ว่าได้ก่ออาชญากรรมไว้บ้างหรือเปล่า โดยมันจะเรืองเเสงเป็สีเเดงหากพบว่าคนๆนั้นมีอาชีพเป็โจรที่เคยกระทำการฆ่าคนมาก่อน เเละเพราะว่าฉันตั้งเเต่มานี่ก็ไม่เคยทำเช่นนั้นคริสตัลก็เลยไม่เรืองเเสงขึ้นเเต่อย่างใด คนอื่นๆเองก็เป็เหมือนกัน....
ยกเว้นก็เเต่เกรนที่เมื่อตรวจสอบกับคริสตัลเเล้วได้เป็สีส้ม...
เหมือนว่าสีส้มจะหมายถึงเคยทำร้ายร่างกายคนอื่นที่ไม่ใช่โจรมาก่อน เเต่นายทหารก็ดูจะไม่สนใจ คงเพราะเคยตรวจสอบคนที่ชื่อเกรนมาหลายครั้งเเล้วก็เลยไม่ค่อยเเสดงอาการที่ตื่นตระหนกอะไรเเถมยังปล่อยให้เขาเข้าไปได้ง่ายๆอีก น่าจะเพราะเกรนได้รับการลงโทษไปเเล้วล่ะมั้ง ไอ้ฉันที่พึ่งมาโลกนี้ก็ไม่ค่อยรู้เื่ซะด้วยสิ ถึงจะได้ถามอะไรหลายๆอย่างไปเเล้วก็เถอะ
เมื่อทำการตรวจสอบเรียบร้อยนายทหารก็ออกบัตรให้ฉัน โดยเเสดงข้อมูลอย่างชื่ออายุเเละเผ่าพันธุ์เเสดงอยู่ด้วย เเน่นอนว่ามีค่าออกบัตรที่ต้องจ่ายเเต่เพราะฉันไม่มีเงินติดตัวมาคุณดัสก็เลยออกให้ก่อนทำให้ฉันเข้ามาในเมืองมาได้อย่างราบรื่น ดีจริงๆที่ไม่ได้มาคนเดียว
หลังจากนั้นฉันก็ได้ฟังคำอธิบายเกี่ยวกับการใช้งานบัตรนี้
บัตรนี้เป็บัตรเเสดงตัวตนชั่วคราวที่จะหมดการใช้งานหลังจากนี้อีกสองสัปดาห์ ซึ่งถ้าฉันยังอยู่ในเมืองโดยที่ยังไม่มีบัตรเเสดงตัวตนจะถูกจับข้อหาลักลอบเข้าเมืองโดยทันที ปกติคนที่เกิดในเมืองจะได้รับทำบัตรตั้งเเต่ยังเด็กเเต่ในกรณีของคนที่มาจากหมู่บ้านอกเมืองเเล้วจะมีวิธีทำบัตรจริงอยู่ด้วยกันสามวิธี
-มีท่านเ้าเมืองเป็คนออกบัตรให้
-ลงสมัครเป็นักผจญภัยเเล้วให้กิลด์ออกบัตรให้
-ลงสมัครเป็พ่อค้าเเม่ค้าเเล้วให้กิลด์ออกบัตรให้
ซึ่งวิธีเเรกนั้นเเทบจะไม่เคยเห็นว่ามีคนอื่นทำได้มาก่อน ดังนั้นคนจากนอกเมืองจึงนิยมทำเเค่สองวิธีหลัง ซึ่งฉันก็เห็นด้วยที่จะทำเเบบนั้น พวกเขาจะใช้คริสตัลเป็ตัวตรวจสอบข้อมูลเเละทำวิธีการบางอย่างเพื่อกรองข้อมูลออกมาเป็ตัวอักษร เมื่อได้บัตรจริงมาก็ต้องอัพเดทข้อมูลโดยตรวจสอบกับคริสตัลอย่างน้อยครั้งล่ะหนึ่งเดือนตลอด
"นั่นเเหละคือทั้งหมดเกี่ยวกับการใช้บัตรนี้ ถ้า้าออกบัตรจริงก็สามารถฟังเื่ข้อจำกัดต่างๆจากผู้ออกบัตรทีหลังได้นะครับ"
นายทหารว่าเช่นนั้นเเล้วส่งบัตรให้ ฉันเลยพยัคหน้าอย่างเข้าใจเเละรับมันไว้
"บัตรนี้นั้นเป็บัตรพิเศษที่ทำจากวัสดุที่ลงเวทยมนตร์เอาไว้เเล้ว ดังนั้นข้อมูลในบัตรจะไม่เเสดงขึ้นถ้าผู้ไม่อนุญาติหรือไม่ได้ใช้คริสตัลก่อนหน้านี้ตรวจสอบนะครับ...เเละกรุณาระวังอย่าทำหายเพื่อประโยชน์ต่อคุณผู้หญิงเองด้วย"
"เข้าใจเเล้วล่ะ..."
ฉันได้ยินคำเเนะนำจากเขาเเล้วก็เก็บบัตรในมือเข้าไปในกระเป๋าเสื้อ เเต่ที่จริงชั้นใช้สกิล'Itembox'ดูดมันจากกระเป๋าเสื้อเข้าไปในเฮดโฟนหูเเมวโดยไม่ให้ใครสังเกตเห็นตังหาก ก็นะของสำคัญขนาดนี้ถ้าทำหายฉันคงจะเดือดร้อนจริงๆนั่นเเหละ
"ออกบัตรจริงเสร็จเมื่อไหร่ก็รบกวนเอาบัตรชั่วคราวมาคืนที่นี่ด้วยนะครับ ถ้ายังไงก็ขอให้โชคดี"
"อืม..."
ว่าเเล้วฉันก็เดินเข้าไปในเมือง โดยที่มีเสียงพึมพำของนายทหารว่าขึ้นว่า "คริสตัลมีปัญหาหรือเปล่านะ" อยู่ด้วย ก็ไม่รู้หรอกว่าหมายถึงอะไรเเต่คงจะไม่เกี่ยวกับฉันหรอกใช่มั้ย?
ฉันเดินตรงมาหาพวกบันนิที่ยืนอยู่ทางเข้าในเมือง ดูเหมือนหลังจากนี้พวกเขาจะพาฉันไปขายวัตถุดิบที่กิลด์นักผจญภัยฉันเลยยังต้องไปกับพวกเขาต่อ ระหว่างทางฉันก็หันไปมองสังเกตบ้านเรือนที่อยู่ภายในเมือง ซึ่งก็ตรงตามอย่างที่ฉันคาดการณ์ไว้ว่ามันเป็เมืองในยุคกลางจริงๆ มีบ้านที่ทำจากไม้บ้างทำจากอิฐบ้าง เเต่ก็ไม่ทำให้รู้สึกรกตาเลยเเม้เเต่น้อย กลับรู้สึกชื่นชมด้วยซ้ำที่ออกเเบบได้สวยงามเช่นนี้
ก็มีเห็นเเบบนี้ในเกมอยู่บ้าง เเต่พอได้มาเห็นจริงๆก็รู้สึกอดชื่นชมไม่ได้เลย
"ว่าเเต่คุณฟรานจะไปสมัครเป็นักผจญภัยจริงๆสินะคะ?"
"หลักๆก็อันนั้นเเหละ เเล้วก็ยังมีวัตถุดิบจากมอนเตอร์ที่ฉันตั้งใจเก็บมาเพื่อเอาไปขายอยู่อีก"
"หินเวทย์ของเรดอ็อคสินะคะ ถ้าเป็มูลค่าในตลาดของมันเเล้วล่ะก็ คุณฟรานน่าจะหาที่พักระดับกลางๆเเล้วพักอยู่ได้เป็สัปดาห์เลยล่ะค่ะ"
"อืมม เเค่ก้อนเดียวมันได้เยอะขนาดนั้นเลยงั้นหรอ...เเล้วเเบบนี้รวมกับอย่างอื่นด้วยจะได้เท่าไหนกันนะ"
"มีอย่างอื่นอีกหรอคะ?"
บันนิถามอย่างสนใจ
ไอ้ฉันก็ยังไม่ได้บอกเื่มอนเตอร์อื่นๆที่ฉันไปปราบเเล้วเก็บร่างพวกนั้นไว้ในเฮดโฟนหูเเมวของฉันนี่นะ
"ก็มีอยู่อีกเยอะเลยล่ะ ว่าจะเคลียร์ของที่เก็บเอาไว้ไปให้หมดๆเลยน่ะ"
ถึงเฮดโฟนหูเเมวของฉันจะเก็บของได้ไม่จำกัด เเต่การเก็บร่างที่ตายเเล้วของพวกมอนเตอร์ไว้กับตัวก็ยังรู้สึกไม่สบายใจอยู่ดี
"เยอะงั้นหรอคะ?"
"อืม เดี๋ยวเธอก็เห็นเองนั่นเเหละ"
*
ไม่รู้ว่าฉันเคยพูดไปหรือยัง เเต่เมืองนี้นี่มันใหญ่จริงๆนะ
ไอ้เราก็คิดว่าเดินจากประตูไปซักพักก็จะถึงกิลด์นักผจญภัยทันทีเลยเเท้ๆ เเต่นี่เดินมาครึ่งชั่วโมงจนฟ้ามืดเเล้วเนี้ย ได้ยินมาว่าเมืองหลวงของประเทศนี้ใหญ่กว่านี้อีกตั้งเท่านึงจนต้องใช้รถม้ากันเลยด้วย เห็นเป็เมืองยุคกลางเเบบนี้เเต่เจริญใช่เล่นเเหะ
"นี่ยัยหูเเมว ทำไมไม่เอาฮู้ดข้างหลังขึ้นมาปิดหัวไว้ซักหน่อยล่ะ?"
"พอดีอยากจะเห็นอะไรๆเเบบกว้างๆน่ะ"
"ถ้างั้นเธอก็ทนสายตาพวกนั้นได้สินะ อ่าไม่สิ มาถึงขนาดนี้เเล้วคงไม่ต้องถามกันเเล้วนั่นเเหละ"
เกรนที่เข้ามาชวนคุยว่าเเบบนั้นเเล้วเดินต่อ การที่เขาถามฉันเเบบนั้นก็เพราะเห็นฉันไม่เอาฮู้ดด้านหลังขึ้นมาคลุมหัวจนเริ่มมีสายตาเเปลกๆเเละเสียงซุบซิบนินทาอยู่ข้างทางขึ้นนั่นเอง สำหรับคนที่ขี้หงุดหงิดเเบบเขาเเล้วคงจะรำคาญมันไม่น้อยเลย
ไอ้เหตุผลที่ฉันบอกเขาไปก็ส่วนนึง เเต่ก็ยังมีอีกเหตุผลนึงก็คือการสังเกตปฏิกิริยาของคนในเมืองที่มีตุ่์เเมวนั่นเอง ซึ่งผลตอบรับที่ได้ก็ดูจะน่ากลัวใช่เล่น น่ั่นเพราะจากตรงนี้ฉันสามารถใช้หางตาสังเกตสีหน้าเเละดวงตาที่จ้องมาทางฉันได้ ซึ่งส่วนมากก็มีเเต่ดวงตาที่ขบขันเเละดูถูก ไม่เพียงเเค่นั้นด้วยความสามารถในการได้ยินขั้นสูงของเฮดโฟนหูเเมวของฉันก็ทำให้ได้ยินเสียงนินทาที่เดิมเป็เสียงเล็กๆนั้นชัดเจนในระดับที่ทำฉันปวดหัวกันเลย...ถามว่าทำไมเป็งั้นสินะ ไม่ใช่ว่ามันดังเกินไปหรอก เเต่เป็เนื้อหาที่พวกคนที่จ้องฉันมานั้นกำลังคุยกันตังหาก ยกตัวอย่างก็-
"เห้ย นั่นใช่มนุษย์เเมวใช่หรือเปล่าว่ะ สีหูตัดกับสีผมเเบบนั้นข้ายังไม่เคยเห็นเลยนะ"
"สงสัยจะเป็พันธุ์หายาก บางทีอาจจะเป็ทาสของไอ้นักผจญภัยกลุ่มนั้นก็ได้"
ฉันได้ยินเเบบนั้น ซึ่งก็มีบางคนพูดว่าฉันเป็ทาสที่ถูกย้ายมาอยู่ที่ร้านในเมืองนี้เอย บอกว่าฉันน่าจะอยู่ในเมืองได้ไม่นานก็กลายเป็ทาสเอย มีการพนันว่าฉันจะได้เป็ทาสภายในสามวันหรือวันนี้เองก็มีให้ได้ยิน
ถึงฉันจะไม่ใช่เผ่ามนุษย์เเมวอย่างที่คนพวกนั้นว่ากัน เเต่คนที่ถูกพูดถึงมันก็คือฉันเพราะงั้นเลยทำให้ฉันรู้สึกไม่ดีเอามากๆ นี่ขนาดเป็มุมมองของคนที่เดินไปเดินมาในยามกลางคืนเเล้วนะ ถ้าเกิดฉันมาเดินไปมาในเมืองนี้ตอนเช้าจะไม่เเย่กว่านี้งั้นหรอ?
ไม่สนุกเอาซะเลย ใจนึงก็อยากจะโทษพระเ้าที่ส่งฉันมาในสภาพที่คล้ายมนุษย์เเมวอยู่หรอกเเต่อีกใจกลับคิดว่ามุมมองของมนุษย์ในเมืองนี้ตังหากที่บิดเบี้ยว นี่มันไม่ต่างอะไรกับการเหยียดผิวเลยไม่ใช่หรอ? มนุษย์เเมวในโลกนี้สมควรถูกมองเเบบนี้กันจริงๆงั้นหรอ? พอมาคิดว่ามีมนุษย์เเมวมาอาศัยอยู่ที่เมืองนี้เเล้วถูกมองในเเบบเดียวกันก็ทำให้รู้เคืองๆขึ้นมา
ฉันรู้มาเเค่ว่าเผ่าพันธุ์มนุษย์เเมวนั้นอ่อนเเอที่สุดในบรรดาเผ่าพันธุ์มนุษย์สัตว์หรืออาจจะอ่อนเเอกว่าเผ่ามนุษย์ จนต้องเอาชีวิตรอดโดยการขโมยซะส่วนใหญ่จนกลายเป็ภาพลักษณ์ที่ไม่ดีต่อเผ่าพันธุ์ไป เเต่เท่าที่ฟังมาก็ดูเหมือนจะไม่มีทางเลือกสำหรับเผ่าพันธุ์ที่อ่อนเเอเเบบนั้น...เพราะอ่อนเเอเลยเป็นักผจญภัยไม่ได้ เพราะถูกมองว่าเ้าเล่ห์ก็เลยเป็คนค้าขายไม่ได้ ไม่มีงานใดที่จะรับมนุษย์เเมวเข้าทำงานเลยเป็เหตุให้กลายเป็ทาส ถึงมนุษย์สัตว์บางเผ่าจะเป็เหมือนกัน เเต่ที่ถูกเข้าใจว่าเหมาะจะเป็ทาสมากที่สุดเห็นทีจะเป็มนุษย์เเมวเนี้ยเเหละ
"......"
"ทำหน้าเเบบนั้นเเสดงว่าคุณฟรานได้ยินสินะคะ?"
"ก็นะ..."
ระหว่างเดินอยู่บันนิก็เข้ามาพูดกับฉัน คงเพราะสังเกตเห็นสีหน้าไม่พอใจนิดๆของฉันเข้าล่ะมั้ง เเต่การที่ถามฉันเเบบนั้นเเสดงว่าเธอเองก็มีหูที่ดีใช้ได้เลยเเหะ
"ดูเหมือนจะมีคนคิดว่าคุณฟรานเป็ทาสที่พวกเราจับมาด้วยล่ะค่ะ"
"เเล้วก็มีพวกที่คิดว่าฉันจะได้ถูกจับไปเป็ทาสเมื่อไหร่อยู่ด้วย..."
"เอ๊ะ ได้ยินจากตรงไหนงั้นหรอคะ!?"
"อืม น่าจะเป็ผู้ชายใส่หมวกปีกกว้างที่ผ่านเราไปล่ะมั้งนะ"
ฉันว่าเเล้วก็ชี้ไปที่ข้างหลังของคนๆนั้นซึ่งเดินผ่านเราไปซักพักเเล้ว
"ระยะนั้นมัน-...." เธอมองไปยังผู้ชายคนนั้นที่อยู่ไกลออกไป ก่อนจะหันมาพูดกับฉันต่อด้วยท่าทางหดหู่
"น่าใจริงๆค่ะ ไม่คิดว่ากระทั่งทักษะการได้ยินยังเเพ้เเบบนี้..."
ความจริงฉันได้ยินได้ไกลกว่านี้อีก เเต่อย่าบอกเธอดีกว่าเเค่นี้เธอก็หดหู่พอเเล้วด้วย
"จะว่าไปตรงนั้นใช่กิลด์นักผจญภัยหรือเปล่า?"
ฉันเอ่ยถามเเละชี้ไปยังอาคารตึกนึงที่มีป้ายซึ่งมีรูปดาบเเละไม้เท้าเวทย์ไขว้กัน
"อ่า ถูกต้องเเล้วล่ะ...ตาดีเหมือนกันนะคุณหนู" คุณดัสที่มองไปยังจุดที่ชั้นชี้พูดขึ้น
ที่จริงฉันรู้จากAIในเฮดโฟนหูเเมวเเล้วล่ะ เเต่เเค่ถามไปเพื่อให้ดูเป็ธรรมชาติสำหรับคนที่พึ่งมาครั้งเเรกเท่านั้น
"มาเวลานี้ก็ดีเหมือนนะคะ คนน่าจะกำลังเเยกย้ายกลับที่พักอยู่เลย" บันนิว่าเสร็จก็หันมามองฉัน คงจะไม่อยากให้ฉันรู้สึกไม่ดีเวลาถูกเป็เป้าของหลากหลายสายตาในกิลด์สินะ ก็ขนาดเดินมาในเมืองถึงจะมีคนน้อยเเต่ก็ยังถูกมองจากทุกสายตาเลยนี่นา
ก็ขอบใจความรู้สึกดีๆที่มีให้นะ เเต่น่าเสียดายที่เื่มันไม่ได้เป็อย่างที่เธอบอก เพราะจากตรงนี้ฉันได้ยินเสียงรื่นเริงของเหล่านักผจญภัยกำลังจัดงานเลี้ยงฉลองอะไรซักอย่างอยู่ ได้ยินเหมือนหลายคนพูดอย่างกับคนเมาอยู่ด้วย ท่าทางงานนี้จะมีเื่ยุ่งเเน่
ฉันที่รู้สึกตัวถึงเื่นั้นก็รีบเอาฮู้ดที่อยู่ด้านหลังขึ้นมาคลุมศีรษะไว้ทันที
"มีอะไรหรือเปล่าครับ จู่ๆก็เอาฮู้ดขึ้นมาคลุม?" เเม็คที่สังเกตเห็นก็มองมาที่ฉันอย่างสงสัย
"อืม...ก็นะ" ไม่รู้ว่าตึกนั้นมีเวทยมนตร์เก็บเสียงอะไรหรือเปล่าพวกเขาถึงไม่ได้ยินเสียงเจี๊ยวจ๊าวที่อยู่ข้างใน ขนาดมายืนอยู่หน้าประตูเเล้วบันนิยังไม่มีปฏิกิริยาว่าจะได้ยินอะไรข้างในเลย
"คุณหนูเขาก็คงกันไว้ก่อนนั่นเเหละ ยังไงก็เข้าไปข้างในกันเถอะ"
คุณดัสว่าอย่างใจเย็นเเล้วเปิดเข้าไปด้านใน เเละนะที่เเห่งนั้นหลากหลายสายตาก็จับจ้องมาที่เราพร้อมกัน ในมือของพวกเขามีทั้งเนื้อ ทั้งอาหารถืออยู่เต็มมือ เเน่นอนว่าไม่ต้องตั้งใจมองไปมากกว่านี้ เราก็จะเห็นเเก้วเบียร์มากมายวางเเละถืออยู่กันเต็มไปหมดอีก วินาทีนั้นฉันเหลือบไปมองดูบันนิทันที...
".....!"
อ่า หน้าเธอตอนนี้นี่มันกระต่ายในการ์ตูนชัดๆ ใจนตาโตหน้าซีดไปหมดเเล้วนั่น พอเธอค่อยๆหันกึกๆมาทางฉัน ฉันก็รีบหันหน้าหนีไปทางอื่นในทันใด มันอดขำหน้าเธอไม่ได้น่ะ เลยไม่กล้ามองไปตรงๆกลัวหลุดขำออกมา
***