กองทัพที่ตรงเข้ามานั้นไม่ได้มีธงประดับไว้จึงสังเกตได้ยากว่าเป็นคนของใครทัพทั้งสองต่างระวังตัวมากขึ้น ถึงแม้จะเข้ามาใกล้แล้ว แต่ก็ยังไม่เห็นผู้นำทัพเป็นเพียงทหารราบเดินตรงเข้ามาเรื่อย ๆ
จูหยวนที่อยู่แนวหน้าไม่อาจบัญชาการที่อื่นได้ ซือไฉจึงรับหน้าที่บัญชาการเองทหารรักษาพระนครกว่าหมื่นคนถูกโยกย้ายมาประจำการตั้งรับทางทิศตะวันตกพลธนูพร้อมสรรพ หากกองทัพอีกฝ่ายยังไม่เปิดเผยตัวตนจะทำการโจมตีทันที !
ทว่าเมื่อเข้าใกล้ระยะหนึ่งลี้ธงก็โบกสะบัดขึ้นบ่งบอกว่าเป็นกองทัพตระกูลไช่ หนุนทัพมาช่วยตระกูลถู เข้าล้อมค่าย ซือไฉลดการป้องกันลงเมื่อเห็นอีกฝ่ายชูธงแล้ว ทหารม้ากว่าร้อยนายควบม้าตรงเข้ามาพร้อมกับชายผู้นำทัพที่สวมหน้ากากเหล็กปิดหน้าไว้
“ท่านผู้บัญชาการเราจะให้เขาเข้ามาจริง ๆ เหรอขอรับ ?”ทหารคนสนิทเริ่มกังวล เมื่อเห็นอีกฝ่ายพุ่งตรงเข้ามา “แน่นอน อย่างไรพวกเขาก็เป็นพันธมิตร”
“แต่ข้าน้อยว่า ทหารม้านั่นมันจะไม่เยอะไปหน่อยหรือ ?”สำหรับการเข้ามาพูดคุยนั้นทหารม้าร้อยกว่านายนับว่ามากเกินไปจริง ๆ
“ก็จริงอย่างที่เจ้าว่า...” ซือไฉหันกลับไปมองที่ชายชราเกราะทองแต่ก็ไม่เห็นอีกฝ่ายจะว่าประการใด “ช่างเถอะในเมื่อท่านเสนาบดีไม่มีคำสั่งก็ปล่อยให้พวกเขาเข้ามา”
“ขอรับ !”กองทัพเปิดทางให้ทหารม้าเข้ามาได้ทว่า.......จังหวะนั้นเองก็เป็นการเปิดโอกาสให้อีกฝ่ายโจมตีทหารด้านหลังกองทหารม้าสับเปลี่ยนธงจาก ‘ไช่’ เป็น ‘จู’ ซือไฉหน้าดำมืดไม่คิดเลยว่าอีกฝ่ายจะใช้ลูกไม้เช่นนี้
แต่นั่นก็ไม่ทันการแล้วทหารกว่าหมื่นนายอยู่ใกล้กองทัพปีกขวามากเกินไปอีกไม่นานกองทัพที่ลดการป้องกันคงไม่อาจต้านรับได้
แล้วก็จริงอย่างที่ว่าต่อให้ออกคำสั่งใหม่ก็ต้องใช้เวลาทหารม้าเข้าประชิดตัวพุ่งชนทหารรักษาพระนครล้มระเนระนาด กองทัพปีกขวาระส่ำระสายยังไม่ทันจะรวมใหม่ได้ ทหารนับหมื่นด้านหลังทหารม้าก็บุกมาสมทบทหารปีกขวากว่าสองหมื่นนาย ดูท่าจะยันทัพได้อีกไม่นาน
ชายใส่หน้ากากเหล็กนำทหารม้าเข้ากวาดล้างกองทัพปีกขวา สังหารทหารไปมากมายในมือถือดาบกวัดแกว่งไปมาท่ามกลางสมรภูมิศึกอันดุเดือด
แม้ว่าจะมีทหารเพียงหมื่นเดียวแต่นั่นก็เพียงพอแล้วที่จะตีทัพปีกขวาของข้าศึกได้ที่เหลือก็รอเพียงกองทัพหลักจากค่ายบุกออกมา เพื่อลดการรับศึกหนักอยู่ฝ่ายเดียว
ถึงแม้ว่าจะเป็นการโจมตีกะทันหันก็ตามแต่อย่าลืมว่ากองทหารของตระกูลถูที่นำมานั้นไม่ธรรมดา กองพยัคฆ์หนึ่ง กองรักษาพระนครหนึ่งล้วนเป็นทหารที่มีฝีมือ แม้ไม่นับว่าเจนศึกแต่คงรวมตัวใหม่ได้ไม่ยากประจวบกับกองทัพที่หนุนต่อเติมเข้ามาเรื่อย ๆ ไม่นานก็คงแก้สถานการณ์ได้กองทัพตระกูลจูจะกลายเป็นฝ่ายพ่ายแพ้แทนทันที
...
“ฝ่าบาทรีบส่งทหารเข้าช่วยตีขนาบเถิดพะยะค่ะ” หนิงเทียนออกความคิดเห็นนี่เป็นโอกาสเหมาะแล้ว
องค์รัชทายาทไม่ได้ตัดสินใจในทันที “ท่านเห็นว่าเราควรจะเข้าตีอย่างไร ?”
“ส่งทัพหนึ่งหมื่นออกจากประตูตะวันออกเข้าตีทัพซ้ายของข้าศึกเพียงเท่านี้กองทัพของพวกมันต้องระส่ำระสายเป็นแน่!” หนิงเทียนมั่นใจมาก ในความคิดของเขานี่คือโอกาสเหมาะที่หาได้ยากหากช้าไปจะสายเกินการ
“แล้วจะเป็นผู้นำทัพ ท่านหรือ ?”
หนิงเทียนส่ายหัวช้า ๆ แล้วกล่าวตอบ “มิได้ กระหม่อมต้องอยู่ประจำค่ายไม่อาจลงมือได้หากเจ้าเฒ่าถูยังไม่ลงมือคนที่สมควรจะนำทัพไปเห็นทีจะมีแต่หลานชายกระหม่อมแล้ว...”
องค์รัชทายาทเข้าใจแล้วจึงมีพระราชดำรัสสั่งไปยังทหารองครักษ์ส่วนพระองค์ “ทหารถ่ายทอดคำสั่งให้ผู้บัญชาการกองทัพโลหิตทมิฬแต่งทัพหนึ่งหมื่นออกไปตีทัพซ้ายข้าศึก”
“น้อมรับพระบัณฑูร”ทหารองครักษ์น้อมรับแล้วจึงเร่งไปแจ้งความแก่ผู้บัญชาการ
...
แม้ว่าการรบด้านทิศตะวันออกจะดูลำบากไปหน่อยแต่เพียงไม่นานหลังจากพี่น้องตระกูลหนิงมาประจำการผู้ฝึกยุทธ์ฝ่ายองค์ชายสี่ในฝั่งกำแพงตะวันออกก็แทบจะไม่เหลือคนนับร้อยได้ตายภายใต้คมกระบี่ของสองพี่น้อง
และนั่นก็เป็นเวลาเหมาะที่องครักษ์ส่วนพระองค์ขององค์รัชทายาท มาถ่ายทอดพระราชดำรัสสั่งพอดี
“อันอัน เจ้าช่วยดูกำแพงตะวันออกนี้อย่าให้ผู้ฝึกยุทธ์เข้ามาได้สำหรับคนธรรมดานั้นอย่าได้เป็นกังวล ให้ทหารเหล่านี้จัดการแทนเข้าใจหรือไม่ ?”ชายหนุ่มกำชับน้องสาวก่อนที่จะออกไปสั่งการทหารต่อ แต่ดูท่าแล้วหญิงสาวจะไม่ยอม
“แต่ว่า...” หนิงอันอันลังเลเล็กน้อยก่อนจะเอ่ยขึ้นแต่เอ่ยไม่ทันจะจบชายหนุ่มก็ตัดบทเสียอย่างนั้น
“ไม่มีแต่ว่า การออกศึกครั้งนี้ของข้าอันตรายนัก หากเจ้าไปด้วยข้าจะหายพะวงได้อย่างไร? เอาเช่นนี้เถอะ” หนิงเฟยหลงจริงจังมาก ศึกนี้สำคัญสมาธิต้องมาก่อนหากพลาดพลั้งไม่เพียงแต่จะสูญเสียชีวิตตนเอง แม้แต่ทหารนับหมื่นก็อาจต้องตาย
“ขะ..ข้าเข้าใจแล้ว.....” แม้ว่าหนิงอันอันอยากจะต่อต้านสักเพียงใดแต่ก็ใช่ว่าจะไร้ความคิด นางเข้าใจเรื่องนี้ดี จึงไม่คิดจะทำให้พี่ชายเสียเวลา
เมื่อเห็นว่าหนิงอันอันตอบรับด้วยดีแล้ว หนิงเฟยหลงก็ทะยานร่างออกไปอย่างรวดเร็วไม่ถึงสองเค่อ (30 นาที) ชายหนุ่มก็สามารถจัดแต่งกองกำลังนับหมื่นได้สำเร็จกองทัพนี้ล้วนเป็นทหารอาสาทั้งสิ้นแต่ก็คัดด้วยคนพอมีฝีมือออกไปที่สำคัญใจนั้นต้องกล้า หากใจเสาะก็ไม่สมควรจะออกไปนั่นรังแต่จะทำให้ขวัญกำลังใจสูญเสียไปเปล่าๆ
กองทัพหนึ่งหมื่นนี้ประกอบด้วยทหารม้าหนึ่งร้อย และที่เหลือเป็นทหารราบทั้งหมดล้วนเป็นทหารราบเกราะเบาทั้งสิ้นนอกจากกำลังพลจะด้อยกว่าแล้วยุทโธปกรณ์ก็ยังเป็นรองอีกฝ่ายนี่มันช่างน่าหนักใจเสียจริง
ภารกิจนี้ของชายหนุ่มช่างท้าทายทหารหนึ่งหมื่นเข้าตีทหารสองหมื่นนายของทัพซ้ายนี่มันความบ้าบิ่นอันใดกัน เขาไม่รู้ว่าปู่ของเขาคิดสิ่งใดอยู่ถึงได้เสนอการโจมตีนี้ไป หรือว่าจะให้กองทัพเขายื้อเวลาให้ตระกูลจูถอยทัพได้แต่ถ้าหากตระกูลจูไม่ถอยล่ะ ไม่ใช่ว่าต้องตายทั้งทัพหรอกหรือ ? น่าปวดหัวจริง ๆ
“ทุกนายฟังคำสั่งจากข้า ! ต่อแต่นี้ไปจะไม่มีการให้ถอนตัวให้ยอมแพ้ ! จะมีแต่ต้องสู้! ใครคิดว่าตนเองไม่อาจบุกฝ่ากองกองทัพนับหมื่น ธนูนับแสนได้ให้ถอยออกไป ข้าจะไม่พาพวกเจ้าไปด้วย และข้าก็ยังจะไม่เอาโทษ !”
หนิงเฟยหลงกวาดสายตามองทุกคน ทหารนับหมื่นค่อย ๆ ลดจำนวนลงเมื่อได้ยินว่าต้องฝ่าทหารนับหมื่นธนูนับแสนนี่เป็นเรื่องที่น่าหวาดหวั่นจึงพอเข้าใจได้สำหรับทหารใหม่
เมื่อเห็นว่าไม่มีใครจะเดินออกไปแล้วเขาจึงพูดต่อ“หากว่าไม่คิดจะถอนตัวแล้วจงฟังให้ดี ! เมื่อออกไปแล้ว หากไม่ชนะพวกเจ้าจะไม่ได้หวนคืนมาอีกหากพ่ายแพ้ก็จงทอดตัวตายในสมรภูมิ แต่ต้องลากพวกมันไปด้วยหนึ่งชีวิตแลกมาสิบนั่นถึงจะคุ้ม !”
“เปิดประตูค่าย ! พวกทหารบ้าทั้งหลายจงตามข้ามา !!!!”ทหารบ้าสำหรับพวกนี้นั้นถูกแล้ว มีแต่คนบ้าที่จะติดตามไปตายเท่านั้น !
“เฮ !!!!!!!”ทหารบ้าทั้งหลายปลุกความฮึกเหิมร้องเฮเสียงสนั่นดั่งไฟลามทุ่งทหารนอกค่ายสั่นเฮือก !ตกใจกลัวเสียงคำรามอันน่าสะพรึง !และความบ้าคลั่งของกองทัพใหม่นี้ตั้งแต่ออกจากค่ายมาก็ไล่ล่าสังหารทหารตั้งแต่ประตูตะวันออกยันถึงทัพซ้าย
ทหารที่เข้าโจมตีประตูตะวันออกแตกพ่ายหนีขึ้นไปหากองหน้าที่เข้าโจมตีประตูทิศเหนือด้วยความที่แตกทัพมาก่อนจึงทำให้ทัพหน้าเริ่มสับสนวุ่นวายขึ้น ทหารที่ไม่รู้เรื่องราวต่างพากันแตกตื่นตามจะว่าไปกองทัพพยัคฆ์ก็ห่างศึกมานาน แม้ว่าจะมียุทโธปกรณ์ชั้นยอดก็ไม่อาจแก้ข้อบกพร่องนี้ได้หมด
เป็นเหตุให้กองทัพหลักต้องเริ่มเคลื่อนไหวอีกครั้ง“ท่านเสนาบดีเราควรทำอย่างไรดี ?” เยว่หมิงรู้สึกร้อนรนยิ่ง การรบดูท่าจะคับขันแต่เขาไม่เข้าใจว่าทำไมถึงเป็นเช่นนี้ได้ กองทัพก็มากกว่า ทหารก็เก่งกล้ากว่าทำไมสมรภูมินี้พวกเขาก็ยังไม่อาจกุมชัยชนะไว้ในมือได้
“ฝ่าบาทอย่าได้ปริวิตกไป กระหม่อมวางแผนไว้เรียบร้อยแล้ว”ถูซุยมองตรงไปยังค่ายหลักของอีกฝ่ายในตาก็คมกล้าขึ้น
“เช่นนั้นข้าก็วางใจ ทัพขวาผู้บัญชาการซือไฉไปรับศึกแล้ว ทัพซ้ายเล่าท่านจะให้ผู้ใดไป?”
“ให้เหวินเจี้ยนไปเถิดฝ่าบาท”
“เหวินเจี้ยน ? ท่านแน่ใจรึ ?” เยว่หมิงค่อนข้างจะจริงจังกับเรื่องนี้หากทัพซ้ายแตกนั่นหมายความว่าอีกก้าวเดียวข้าศึกจะมาเยือนตัวเขาเองนี่จะประมาทไม่ได้
ถูเหวินเจี้ยนเขาจำได้แค่ว่าเป็นหลานของถูซุยและยังเป็นศิษย์หลักในสำนักยุทธ์หลวง แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังไม่มั่นใจในฝีมืออีกฝ่าย
ถูซุยเห็นว่าจักรพรรดิหุ่นเชิดของเขายังไม่ตัดสินใจ จึงเอ่ยต่อ“ฝ่าบาทเชื่อใจได้เหวินเจี้ยนผู้นี้ครึ่งเดือนก่อนได้ทะลวงสู่ระดับแก่นแท้พลังแล้ว เขาเป็นศิษย์สายตรงของจ้าวหอขุนนางคนก่อนคงไม่ทำให้พระองค์ต้องผิดหวังเป็นแน่”
“ได้ !” ถูซุยเรียกถูเหวินเจี้ยนเข้ามาแล้วออกคำสั่งให้อีกฝ่ายไปคุมกองทัพซ้ายอย่าให้ข้าศึกตีแตกยันข้าศึกให้ได้ครึ่งชั่วยาม ทหารจากทัพหลักจะหนุนไปช่วย
ในตอนนี้ที่สำคัญคือส่งทัพหลักหนุนไปช่วยทัพขวาก่อนดูท่าขณะนี้ทัพขวากำลังแย่แล้วทหารที่ชายหน้ากากเหล็กนำมาเข้มแข็งมาก !
...
“บุกเข้าไป สังหารให้สิ้น !”
หนิงเฟยหลงไม่ได้ใช้กระบี่ในการเข้าห้ำหั่นกระบี่นั้นสั้นเกินไปเขาต้องการสังหารศัตรูได้ในระยะที่ไกลขึ้นหน่อย จึงเลือกใช้ททวนอย่างที่แม่ทัพหลายๆ คนชอบใช้กัน
ฉึก !
ทวนเสียบทะลุร่างทหารพยัคฆ์ไปเสียหลายนาย ทหารที่นำมาราวกับสัตว์ป่าในคราแรกกล้า ๆ กลัว ๆ ต่อมาเมื่อรู้ว่าตนเองสู้ได้จึงเริ่มฮึกเหิมจนในที่สุดก็อยู่ในอาการบ้าคลั่ง ไม่สินี่มันควรเรียกว่า บ้าเลือดดีเดือดโดยแท้ !
โลหิตชโลมกายรอยยิ้มที่น่าพรั่นพรึงก็ปรากฏบนใบหน้าของเหล่าทหารหาญกองทัพของชายหนุ่มรุกคืบอย่างรวดเร็วจนจูหยวนต้องออกคำสั่งให้ทัพหน้าทางซ้ายถอยกลับมาเปิดโอกาสให้ชายหนุ่มนำทัพเข้าตีทัพซ้ายดังที่หวัง
ชายหนุ่มควบอาชาตะลุยเข้าไปกลางดงข้าศึกในมือถือทวนเสือกแทงไปด้านหน้าทหารด้านหน้าก็กลายเป็นเนื้อเสียบไม้ตายทันที ทวนนั้นหาหยุดแค่นี้ไม่ ยังคงฟาดฟันและกวัดแกว่งอย่างเป็นอิสระ เพียงพริบตาทหารนับร้อยก็ถูสังหารทหารม้าของชายหนุ่มก็ใช่ย่อยรุกเข้าตามแม่ทัพของพวกมันมาพุ่งใส่ศัตรูไร้ผู้ต้านทาน ดั่งกองอาชาสวรรค์
ในที่สุดก็มาถึงทัพซ้าย...
ชายหนุ่มชี้ทวนไปยังแม่ทัพของฝ่ายตรงข้ามพร้อมกับปลดปล่อยไอสังหารเย็นเยือกแววตาก็พลันดำมืด !
“เจ้า...”