หยกงามเคียงบัลลังก์

    บทที่ 33 หญิงงามจบชีวิต

    บทที่ 33 หญิงงามจบชีวิต


    เมื่อโจวเป่าหลินกล่าววาจานั้นออกมา ทั่วทั้งตำหนักก็มีเสียงดังอึงอล บรรดาสนมหันไปพูดคุยซุบซิบกัน มีทั้งคนที่ตกตะลึงพรึงเพริดและคนที่ยินดีในคราเคราะห์ของผู้อื่น

    ในขณะที่สีหน้าฝ่าบาทมืดครึ้มจนเหมือนน้ำหมึก

    “เจ้ารู้หรือไม่ว่าพูดอันใดออกมา?” ดวงเนตรฮ่องเต้ทอประกายจิตสังหาร


    เมื่อครู่โจวเป่าหลินถูกลากตัวไปถึงประตูตำหนัก จึงคลานเข่ากลับเข้ามา “เรื่องพัวพันถึงเก้าชั่วโคตรของหม่อมฉัน หม่อมฉันไม่กล้าพูดเหลวไหล ฮองเฮาเป็นคนสั่งให้หม่อมฉันทำเรื่องทั้งหมดนี้เพคะ หากไม่เพราะเหตุนี้ หม่อมฉันจะมีความสามารถสูงส่งปานนั้นได้อย่างไร จะไปหาเครื่องหอมประสานใจและ ‘ฉางเย่’ มาจากไหน”

    “โจวเป่าหลิน ความตายกรายถึงศีรษะแล้วเจ้ายังจะพูดจาเหลวไหลอีก” ฮองเฮาไม่อาจวางตัวสูงส่งได้อีกต่อไป ชี้นิ้วที่สั่นสะริกมาทางนาง

    กู้อวี้เห็นใบหน้าบิดเบี้ยวของโจวเป่าหลินก็ก้มหน้าลงเม้มริมฝีปาก เห็นทีโจวเป่าหลินคงตั้งใจจะเปิดโปงทุกอย่างแล้ว

    ยามนี้ฮองเฮาเปรียบเสมือนลูกธนูที่สุดแรงบิน พิษเล็ก ๆ น้อย ๆ อย่าง ‘ฉางเย่’ ฝ่าบาทอาจไม่เห็นอยู่ในสายตา แต่เมื่อเครื่องหอมประสานใจปรากฏขึ้น เรื่องนี้ก็ไม่ใช่แค่การต่อสู้ชิงดีระหว่างสนมในวังหลังอีกต่อไปแล้ว

    พี่สาวเคยเล่าให้ฟังว่าฮ่องเต้ทรงเกลียดชังการแก่งแย่งชิงดีของวังหลังเข้ากระดูกดำ นับแต่ได้ครองบัลลังก์เป็นต้นมาก็ใช่ว่าจะไม่รู้เรื่องสกปรกในวังหลัง แต่ไม่ยินดีจะยอมรับว่าตนเองก็ไม่ต่างจากอดีตฮ่องเต้ มีวังหลังที่เต็มไปด้วยเล่ห์เหลี่ยมสารพัดดุจเดียวกัน

    ด้วยเหตุนี้ ฮ่องเต้จึงแสร้งมองข้ามเรื่องราวหลายอย่าง ขอเพียงไม่วุ่นวายถึงขั้นกระทำกันอย่างเปิดเผย เขาก็จะแสร้งทำเป็นไม่รับรู้ต่อไป


    ยามนี้ โจวเป่าหลินเปิดโปงโฉมหน้าที่แท้จริงภายใต้เปลือกนอกอันปรองดองของวังหลังออกมา ฝ่าบาทคิดจะรักษาความสงบอันฉาบฉวยต่อไปก็ไม่ได้แล้ว


    เรื่องของพี่สาวเป็นเพียงเหยื่อล่อ องครักษ์เสินอิงเว่ยของฝ่าบาทเป็นผู้ค้นเจอเครื่องหอมประสานใจ ฮ่องเต้ย่อมไม่พาลโกรธมาถึงพี่สาว มีแต่จะเวทนาพี่สาวมากกว่าเดิม


    เสียงของโจวเป่าหลินดังขึ้นอีกครั้ง

    “หม่อมฉันพูดเหลวไหลหรือไม่ ฮองเฮาทรงทราบดีกว่าใคร ไม่เพียงเครื่องหอมประสานใจและฉางเย่ ก่อนหน้านี้ฮองเฮายังมอบ ‘จินอู’ ให้หม่อมฉัน บอกให้หม่อมฉันซื้อตัวนางกำนัลในตำหนักกุ้ยเฟย นำพิษนี้ไปใส่ในของว่างขององค์ชายหก โชคดีที่องค์ชายหกไม่ได้กินของว่างจึงรักษาชีวิตเอาไว้ได้”

    “นอกจากนี้ โรคภูมิแพ้ของเจิ้งเหลียงเยวี่ยน การตกเลือดหลังคลอดของหยางเหม่ยเหริน ล้วนเป็นฮองเฮาชักใยให้หม่อมฉันลงมือทั้งสิ้น”

    เจิ้งเหลียงเยวี่ยนกับหยางเหม่ยเหรินได้ยินเช่นนั้นก็พลันผุดลุกขึ้น ปราดเข้ามาตบโจวเป่าหลินไปหลายฉาด ทั้งยังมองไปทางฮองเฮาด้วยสายตาโกรธแค้น

    โจวเป่าหลินถูกตบจนหน้ามืดตาลายจนคิดว่าตนเองเสียสติไปแล้ว ที่แท้นางก็ทำเรื่องชั่วร้ายลงไปมากมายโดยไม่รู้ตัว ตอนที่เพิ่งจะเข้าวังมาก็เป็นเพียงเด็กสาวไร้เดียงสาคนหนึ่ง เหตุใดในช่วงเวลาสั้น ๆ กลับก่อกรรมทำเข็ญไปมากมายเช่นนี้

    นางนึกถึงตอนที่ได้ปรนนิบัติในห้องบรรทมครั้งแรก ในห้วงยามที่ใกล้ชิดกันถึงที่สุดนั้น ฝ่าบาทยังเรียกหานางอย่างสนิทสนมว่า ‘หลันเอ๋อร์’ หลันเอ๋อร์คือพระนามสมัยเด็กของฮองเฮาเสี้ยวหมิ่น ที่แท้ นางสามารถได้รับความโปรดปรานจากฮ่องเต้ท่ามกลางวังหลังที่มีสาวงามนับพันนี้ เป็นเพราะได้รับอานิสงส์จากฮองเฮาเสี้ยวหมิ่นก็เท่านั้นเอง

    ต่อมานางไม่ยินดีเป็นตัวแทนของคนอื่น ทุกครั้งล้วนเรียกร้องให้ฝ่าบาทเรียกตนเองว่าซุ่ยซุ่ย ฝ่าบาทเห็นนางไม่รู้กาลเทศะเช่นนี้ก็เริ่มเฉยเมยเย็นชาต่อนาง


    วันเวลาที่ไม่ได้รับความเหลียวแลช่างผ่านไปอย่างยากลำบาก ครอบครัวของนางไม่ใช่ตระกูลใหญ่ที่มั่งคั่งร่ำรวย เมื่อสูญเสียความโปรดปรานจากฝ่าบาท ใครก็สามารถเหยียบย่ำรังแกนางได้ทั้งนั้น


    ในตอนที่ตกต่ำจนถึงที่สุด ฮองเฮาก็ดึงนางขึ้นมา ถ่ายทอดกิริยาวาจาของฮองเฮาเสี้ยวหมิ่นให้นางด้วยตนเอง บอกนางว่าสามารถมีใบหน้าเช่นนี้นับเป็นพรจากสวรรค์ อย่าปล่อยให้เสียเปล่าเพียงเพราะอารมณ์ชั่ววูบ

    แม้หลังจากนั้นจะถูกคนเยาะเย้ยถากถาง ปรามาสว่านางพยายามเลียนแบบเสือแต่กลับเป็นได้เพียงสุนัข แต่ถึงกระนั้นเรื่องนี้ก็ช่วยให้นางกลับมาได้รับความโปรดปรานอีกครั้ง ทำให้นางได้มีชีวิตอย่างที่คนพึงมี เท่านี้ก็พอแล้ว

    โจวเป่าหลินกลายเป็นผู้ติดตามของฮองเฮา ยินยอมพร้อมใจเป็นสุนัขตัวหนึ่งข้างกายอีกฝ่าย ฮองเฮาเกลียดชังผู้ใด นางก็จะไปสั่งสอนคนผู้นั้นแทน

    ภายใต้การยั่วยุของฮองเฮาทั้งในทางแจ้งและทางลับ นางเดินสู่เหวลึกทีละก้าวจนสองมือแปดเปื้อนบาป

    ส่วนฮองเฮาก็ยังสูงส่งเช่นเคย รอจนนางหมดคุณค่าให้ใช้สอยก็ใช้เท้าเขี่ยทิ้ง ประทานโทษโบยให้ …ถามว่านางยินดีหรือไม่?

    โจวเป่าหลินไม่ยินดี… นางแค้นใจยิ่ง


    แต่เมื่อถามว่าแค้นสิ่งใดเล่า ในหัวนางกลับขาวโพลน

    แค้นใครหรือ? ฮ่องเต้ที่เห็นนางเป็นตัวแทน? กุ้ยเฟยที่วางอุบายนี้? ฮองเฮาที่ชักจูงนาง?

    หรือว่าแค้นตนเอง?

    ตนเองที่ลุ่มหลงลาภยศสรรเสริญ ตนเองที่เย่อหยิ่งจองหอง ตนเองที่โหดเหี้ยมอำมหิต

    ชีวิตของนางในสายตาผู้สูงศักดิ์เหล่านี้ก็เป็นเพียงหมากตัวหนึ่ง ถูกพวกนางจับวางตรงนั้นที ตรงนี้ที ไม่เป็นตัวของตัวเอง

    นางหมอบราบอยู่บนพื้น ใบหน้าถูกเจิ้งเหลียงเยวี่ยนและหยางเหม่ยเหรินตบจนเจ็บแปลบปลาบ นางเงยหน้าขึ้นมองทุกคน สายตาที่ทุกคนมองนางเหมือนกับมองหนูในท่อระบายน้ำมืดมิดไม่มีผิด

    “ฝ่าบาท โจวเป่าหลินสติไม่อยู่กับร่องกับรอยแล้ว แต่ละอย่างที่นางพูดมา หม่อมฉันไม่รู้เรื่องเลยแม้แต่น้อย นางแค่ต้องการเอาชีวิตรอดเท่านั้น คิดจะลากหม่อมฉันลงหลุมไปด้วย” ฮองเฮากล่าวอย่างร้อนรน ร่างกายโงนเงนคล้ายจะเป็นลม

    ฮ่องเต้ประทับอยู่ตรงนั้นโดยไม่ตรัสอะไรสักคำ ฮองเฮาหันกลับไปหาโจวเป่าหลิน “โจวเป่าหลิน โทษโบยที่ข้าประทานให้เจ้าเมื่อครู่นี้ยังคงมีผล เจ้าเองก็ยอมรับแล้ว ตอนนี้กลับแว้งกัดข้า เจ้ามีจุดมุ่งหมายใด มีใครสั่งการอยู่เบื้องหลัง”

    โจวเป่าหลินเหลือบมองฮองเฮา พลางหัวเราะอย่างสะท้อนใจ “ฮองเฮา คนที่บงการอยู่เบื้องหลังหม่อมฉันก็คือท่าน ยังจะมีใครอีกเพคะ”

    “ท่านเป็นคนสอนให้หม่อมฉันเลียนแบบฮองเฮาเสี้ยวหมิ่นจนได้รับความโปรดปรานจากฝ่าบาท ท่านยังเป็นคนมอบเครื่องหอมประสานใจให้หม่อมฉัน ทำให้ฝ่าบาททรงลุ่มหลง…”

    คำพูดของโจวเป่าหลินพลันขาดห้วง เพราะตรงกลางอกถูกกระบี่คมกริบเล่มหนึ่งแทงทะลุ โลหิตสีแดงสดอาบย้อมชุดสีชมพูของนาง ดวงตาของนางฉายแววเหลือเชื่อ


    ที่น่าประหลาดก็คือ นางได้กลิ่นคาวเลือดบนร่างตัวเอง แต่กลับไม่รู้สึกเจ็บแม้แต่น้อย ความทรงจำชั่วชีวิตแวบผ่านเข้ามาในหัวประหนึ่งควบอาชาชมบุปผา จนไม่มีเวลาให้ไปสนใจความเจ็บปวด

    “ฝ่าบาท หม่อมฉันก็เป็น… คนที่เคยรักใคร่พระองค์เหมือนกันนะเพคะ”

    โจวเป่าหลินพูดอยู่ก็มีเลือดไหลลงมาจากมุมปาก สนมบางคนกรีดร้องด้วยความผวา ถอยกรูดไปข้างหลัง

    ฮ่องเต้ถอนกระบี่ออกมาจากร่างโจวเป่าหลิน ยามตวัดอาวุธขึ้นมา เลือดสดหยดลงจากคมกระบี่ทิ้งรอยเป็นเส้นโค้งบนพื้น ฮองเฮายืนอยู่ใกล้กับฝ่าบาท ทำให้เลือดเหล่านั้นยังกระเซ็นใส่ชายกระโปรงของนางกลายเป็นดอกเหมยสีแดงหลายดอก

    โจวเป่าหลินทรุดฮวบลงบนพื้นราวกับดินโคลน แววตาเหลือกลอย มองไปทางกู้ซื่อจื่อที่อยู่ท่ามกลางผู้คน กู้อวี้ผงกศีรษะให้นางน้อย ๆ พร้อมรอยยิ้มก่อนหลับตาลงอย่างวางใจ

    หญิงสาวที่อยู่ในช่วงวัยที่งดงามที่สุดกลับต้องจบชีวิตไปเช่นนี้ ก็ไม่มีใครสนใจเรื่องเลวร้ายที่นางทำเอาไว้อีก

    หลายสิบปีให้หลัง ผู้อยู่ในเหตุการณ์บางคนอาจยังมีชีวิตอยู่ ยามนึกย้อนถึงเรื่องที่เกิดขึ้นในวันนี้ ในความทรงจำอาจหลงเหลือแต่เพียงเลือดสีสดกองนั้นก็เป็นได้

    ใครก็ไม่คาดคิดว่าฮ่องเต้ที่ให้ความสำคัญกับชื่อเสียงยิ่งจะลงมือปลิดชีพโจวเป่าหลินด้วยพระองค์เอง หลังสังหารคนแล้วก็ทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น จึงส่งกระบี่ในมือคืนไปให้องครักษ์เสินอิงเว่ย

    องครักษ์เสินอิงเว่ยรับกระบี่เล่มนั้นด้วยสองมือ พร้อมหัวคิ้วขมวดมุ่น เขาใช้แขนเสื้อที่โผล่พ้นชุดเกราะออกมาเช็ดคราบเลือดบนส่วนคม ราวกับรังเกียจเดียดฉันท์ที่กระบี่อันล้ำค่าต้องแปดเปื้อนเลือดของคนบาปกระนั้น

    ขันทีสองคนหามโจวเป่าหลินออกไป ขันทีอีกสองคนยกถังน้ำเข้ามา ทำความสะอาดคราบเลือดบนพื้นอย่างว่องไว

    เพียงไม่กี่อึดใจ ตำหนักหลักของวังจิ่งซิ่วที่หรูหรางดงามก็กลับคืนสู่สภาพเดิมอีกครั้ง


    ภายในตำหนักเงียบสงบ ไม่มีใครกล้าปริปาก ด้วยกลัวว่าฝ่าบาทจะพิโรธจนประทานความตายให้ตนเองอีกคน


    ฮ่องเต้นับสร้อยลูกประคำสิบแปดเม็ดในมือ เสียงลูกประคำขยับเป็นจังหวะสม่ำเสมอ ไม่มีผู้ใดทราบว่าฮ่องเต้ทรงคิดอะไรอยู่ ไม่มีใครกล้าคาดเดา

    ครู่หนึ่ง ค่อยได้ยินฝ่าบาทตรัสว่า “ฮองเฮามีอะไรจะพูดหรือไม่”

    ชั่วพริบตานั้น ฮองเฮาพลันหลั่งเหงื่อเย็นทั่วร่าง


    คล้ายกับเรื่องหยกงามเคียงบัลลังก์ ที่คุณอ่าน