บทที่ 10 เขาเป็ผีอายุสั้น
“เธอไม่อยากแต่งงานแต่คุณปู่ยังบังคับให้แต่ง และถ้าเธอไม่ยอมแต่งงานท่านจะส่งเธอไปบวช ผมเป็พี่ไม่สามารถทนดูน้องสาวของตัวเองไปสู่ทางตันได้หรอก”
“ผมทำได้แค่เปลี่ยนแปลงทางคุณเท่านั้น ตราบใดที่คุณลงนามในสัญญา ตระกูลกู้จะเป็หนี้บุญคุณตระกูลเฉียวนับจากนี้ไป ผมจะไม่ปฏิเสธหากคุณ้าความช่วยเหลือใด ๆ ในอนาคต!” กู้ไป๋เหยี่ยจริงจังอย่างหาได้ยาก
เฉียวเหอดูเ็าและไม่แสดงอารมณ์ใด ๆ เขาแตะที่นอนเบา ๆ ด้วยนิ้วสีขาวราวกับว่าเขาไม่สนใจชีวิตของเขาเลย
“มันคงดีซะกว่าถ้าผมตายตอนนี้แล้วน้องสาวของคุณไม่จำเป็ต้องแต่งงาน” เฉียวเหอหัวเราะเยาะ รอยยิ้มของเขาไร้ความรู้สึก เมื่อเห็นว่าเขาทำตัวไม่มีเหตุผล กู้ไป๋เหยี่ยจึงลุกขึ้นยืนอย่างไม่แยแสและเตะเก้าอี้กลับไปที่ตำแหน่งเดิม
“เฉียวเหอ ผมจะให้เวลาคุณคิดอีกสองวัน ผมจะเก็บยานี้ไว้ให้คุณก่อน เราไม่เคยสนิทกันมาก่อน ดังนั้นผมย่อมไม่สนใจเกี่ยวกับชีวิตหรือความตายของคุณ อย่าได้พยายามทดสอบมโนธรรมของผมเป็อันขาด เพราะผมไม่มีให้คุณแน่" กู้ไป๋เหยี่ยเก็บยาไว้ในมือ
หลังจากพูดอย่างนั้นเขาก็เดินไปที่ประตูด้วยใบหน้าที่เ็า แต่ทันทีที่เขาเดินออกจากประตู เขาก็พบกับโม่เชียนที่อยู่ฝั่งตรงข้าม หญิงสาวถือกระดาษชำระไว้ในมือ โดยมีภาพวาดยุ่ง ๆ อยู่บนนั้นด้วยปากกาสีดำราวกับเป็อักขระยันต์
กู้ไป๋เหยี่ยเพิกเฉยต่อเธอและเดินตรงออกไป แต่ทันใดนั้นเงาสีขาวก็ปรากฏขึ้นในสายตาของเขา เขาตระหนักได้ทันทีว่ามีบางอย่างผิดปกติและหลบเลี่ยงกระดาษสีขาว แต่กระดาษกลับบิดเบี้ยวและติดอยู่ที่หน้าผากของกู้ไป๋เหยี่ย มันปิดแน่นทั้งใบหน้าราวกับว่ามีกาวติด จากนั้นกู้ไป๋เหยี่ยก็ขยับตัวไม่ได้และพูดไม่ได้ด้วยซ้ำ ก่อนที่โม่เชียนจะเดินเข้าหาแล้วหยิบยาคืนจากมือของเขา
“เป็ลูกผู้ชายซะเปล่าแต่กลับทำสันดานคดโกงผู้คน คุณนี่มันชั่วช้าจริง ๆ ” เธอสะกิดกู้ไป๋เหยี่ยเพื่อให้แน่ใจว่าเขาขยับตัวหรือพูดไม่ได้ และปรบมือด้วยความพอใจ
“ฉันนี่สุดยอดจริง ๆ ขนาดกระดาษชำระยังใช้ได้ผล สุดยอดมาก” โม่เชียนยกนิ้วโป้งให้ตัวเธอเอง แล้วกำยาเดินกลับเข้าห้อง เมื่อบอดี้การ์ดของกู้ไป๋เหยี่ยเห็นฉากนี้ พวกเขาก็้าจับโม่เชียน
เยี่ยเฟยรีบวิ่งออกไปทันทีและยืนขวางตรงหน้าหญิงสาว ใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยความดุร้าย โม่เชียนโผล่หัวออกมาจากด้านหลังของเยี่ยเฟยและกลอกตาไปที่บอดี้การ์ดของตระกูลกู้ด้วยความหงุดหงิด
“หากไม่มีฉันล่ะก็ อีตากู้หกนี่จะกลายร่างเป็รูปปั้นและจะขยับไม่ได้อีกเลย ถ้าพวกนายไม่เชื่อจะลองดูได้นะไม่ว่ากัน” เมื่อได้ยินเธอพูดแบบนี้ก็ไม่มีบอดี้การ์ดคนใดกล้าเอื้อมมือแตะต้องเธออีก
พวกเขาหันกลับไปดึงกระดาษชำระบนหน้าผากของกู้ไป๋เหยี่ยแทน แต่ทันทีที่มือของพวกเขาัักับกระดาษ มันก็หายไปโดยอัตโนมัติและปรากฏขึ้นอีกครั้งหลังจากนั้นไม่กี่วินาที
พวกเขาพยายามครั้งแล้วครั้งเล่า ทั้งหกคนผลัดกันดึง แต่ไม่มีใครในพวกเขาที่สามารถแตะกระดาษได้เลย ในที่สุดผู้ที่เห็นเหตุการณ์ทั้งหมดก็รู้แล้วว่าโม่เชียนไม่ธรรมดาจริง ๆ เธอเป็คนมีความสามารถไม่ใช่นักต้มตุ๋นแบบที่คิดในตอนแรก
หมอทั้งหกไม่กล้าสงสัยอีกต่อไป แถมพวกเขายังมีกระทั่งความหวังเล็ก ๆ น้อย ๆ ว่าสาวน้อยคนนี้จะสามารถรักษาเฉียวเหอได้จริง ๆ อย่างที่เธอพูดออกมา
โม่เชียนเดินไปหาเฉียวเหอแล้วมองดูเขา ใช้สายตาสำรวจทั่วร่างแล้วพูดออกมา
“ยานี้ค่อนข้างเม็ดใหญ่ ดังนั้นคุณต้องกลืนมันลงไปในทีเดียว แล้วอย่าคิดว่ามันน่าเกลียดเชียว เพราะมีเพียงฉันคนนี้เท่านั้นที่สามารถทำมันขึ้นมาได้ พวกตาเฒ่าที่อยู่ตรงนั้นไม่มีทางมีความสามารถพอทำมันขึ้นมาได้แน่นอน” พวกหมอต่างก็พูดไม่ออก
“...” พวกหมอพูดไม่ออก ในกลุ่มพวกเขา มีบางคนที่อายุอยู่ในวัยสามสิบสี่สิบปีอยู่ด้วย ซึ่งนับว่ายังเป็คนหนุ่มหรือไม่ก็วัยกลางคน เหตุใดสาวน้อยคนนี้จึงปากเปราะเรียกแบบเหมารวมว่าพวกเขาเป็ตาเฒ่า ส่วนพวกตาเฒ่าที่ถูกกล่าวถึงต่างก็กลั้นลมหายใจและไม่กล้าพูดอะไร
เฉียวเหอเม้มริมฝีปากแล้วยิ้มก่อนจะเปิดริมฝีปากสีขาวซีดขึ้นครึ่งหนึ่ง ทันทีที่โม่เชียนเห็นเช่นนี้เธอก็ยัดยาเข้าไป จากนั้นเธอก็ทิ่มนิ้วใส่ไปทั่วร่างกายของเฉียวเหอ ซึ่งไม่มีใครเข้าใจจุดที่ทิ่มนิ้วลงไปนั้นมันคือตำแหน่งอะไร เพราะจุดทั้งหมดนั่นไม่ใช่ตำแหน่งของจุดฝังเข็ม
สิ่งที่เกิดขึ้นนี้ทำให้หมอจากฝั่งแผนจีนสงสัย ว่าสาวน้อยคนนี้กำลังเอาเปรียบเฉียวเหออยู่หรือเปล่า แต่เขาไม่กล้าพูดและไม่กล้าถาม ขณะที่ทางด้านเฉียวเหอก็จัดแจงกลืนยาเสียงดัง ‘เอือก’ ลงคอไป
“อึก!” จากนั้นก็มาถึง่เวลารอคอยอันยาวนาน ทุกคนจ้องมองโดยไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นต่อไป ไม่กี่นาทีต่อมาเฉียวเหอพลันหมดสติไป และไม่ตื่นขึ้นมา ไม่ว่าใครจะร้องเรียกอย่างไรก็ตาม เหล่าหมอที่เห็นแบบนั้นจึงรีบเข้ามาตรวจ
โดยไม่คาดคิด… เฉียวเหอกลับดูไม่เหมือนคนใกล้ตายอีกต่อไป การหายใจของเขามั่นคงสม่ำเสมอและจังหวะการเต้นของหัวใจก็คงที่ มันเป็สัญญาณของอาการที่ดีขึ้น พอเห็นดังนั้นคนเป็แพทย์แผนจีนก็จัดแจงจะทำการฝังเข็มอีกครั้ง เพื่อหวังปลุกเฉียวเหอให้ตื่น แต่โม่เชียนพูดหยุดเขาไว้เสียก่อน
“ทำไมยังจะทำอะไรแบบนี้อยู่อีก เขาดูไม่เหมือนคนป่วยแล้วคุณยังจะปักเข็มลงไปบนตัวเขาอีกทำไม เขาดูน่าจะรวยมากแท้ ๆ แต่ทำไมจ้างได้แค่คนที่มีความสามารถแค่นี้มาล่ะเนี่ย”
“...” แพทย์จีนเฒ่าอึ้ง บรรพบุรุษของเขาเป็แพทย์ในราชวงศ์ มีคนมากมายที่้าจะนัดหมายให้เขารักษาทุกวัน ถ้าให้ต่อคิวกันคิวก็คงจะยาวั้แ่ฝั่งตะวันออกไปถึงฝั่งตะวันตกของเมืองปักกิ่งได้
ไม่เคยมีใครหาว่าเขาไม่ดีพอ สาวน้อยคนนี้บ้าหรือเปล่า แพทย์แผนจีนมีใบหน้ามืดหม่นและโกรธมากจนอยากจะสาปแช่งสาวน้อยคนนี้ แต่โม่เชียนไม่สนใจมองเขาเลย และโบกมือไล่ให้ทุกคนออกไป
“เขาจะไม่ตื่นจนถึงกลางคืน ไม่มีประโยชน์ที่พวกคุณจะอยู่ที่นี่ และถึงพวกคุณอยู่ก็มีแต่จะสร้างปัญหา” เหล่าแพทย์นิ่งอึ้ง
“...” วันนี้พวกเขาพูดไม่ออกจริง ๆ ั้แ่เปิดประตูเข้ามาก็พูดไม่ออก ตอนอยู่ในห้องก็พูดไม่ออก มาตอนนี้ที่ถูกไล่ก็ยังพูดไม่ออกอีกเหมือนเดิม ตลอดชีวิตของพวกเขาไม่เคยโดนใครดูถูกทักษะทางการแพทย์ขนาดนี้มาก่อน เยี่ยเฟยครุ่นคิดอยู่ครึ่งนาที ทันใดนั้นก็กลับมาได้สติอีกครั้ง และหันไปมองโม่เชียน
“ไม่สิ ทำไมเธอไม่ออกไปข้างนอกด้วยล่ะ”
“ก็นี่มันห้องของฉัน” โม่เชียนเอาความจริงฟาดใส่หน้าเขา บอดี้การ์ดตัวโตมองดูนายน้อยที่ยังคงนอนอยู่บนเตียง จากนั้นมองไปที่สาวน้อยและชี้ไปที่ประตูให้โม่เชียนอย่างไม่พอใจ
“เธอต้องออกไปเหมือนกัน ไม่มีเธออยู่ที่นี่ฉันจะกังวลน้อยกว่า”
“ไม่สำคัญหรอก” โม่เชียนเม้มริมฝีปากก่อนจะหัวเราะ “อย่ากังวลเื่ฉันเลย เขาอ่อนแอขนาดนี้ ทำอะไรฉันไม่ได้หรอก” อาจารย์เคยสอนเธอว่าอย่าอยู่ในห้องเดียวกันกับชายแปลกหน้า ไม่คาดคิดเลยว่าชายผู้ดุร้ายคนนี้จะเป็ห่วงเธอถึงเพียงนี้
ความประทับใจที่ดีของโม่เชียนที่มีต่อชายที่ดูโหดร้ายคนนี้เพิ่มขึ้นอย่างมาก แต่วินาทีต่อมาก็กลับไปเป็ศูนย์ทันที เยี่ยเฟยตกตะลึงอยู่พักหนึ่งก่อนจะคว้าแขนเสื้อของโม่เชียนแล้วดึงเธอออกจากประตู
“ฉันกลัวว่าเธอจะทำอะไรนายน้อยของฉันต่างหาก พับจินตนาการที่แสนสวยของเธอลงไปเลย ต่อให้เลี่ยมทองทั้งตัวนายน้อยของฉันก็ไม่ลดสายตาลงไปมองเธอหรอก ดังนั้นออกไปซะ!” เขาโยนโม่เชียนไปที่ทางเดิน ชี้ไปที่เธอแล้วเตือนว่า…