บทที่21 าครั้งใหญ่ของเมืองพยัคฆ์คราม (6)
"เข้าใจแล้วก็ไปฆ่ามันเสีย!"
หลังจากสิ้นเสียงของหานกู่ทหารทั้งหลายก็ได้ะโกู่ร้องว่าฆ่ามันพร้อมกับเข้าไปโจมตีสัตว์อสูรที่กำลังฝ่าบาเรียเข้ามา
"ฆ่ามัน!"
"ฆ่ามัน!"
"ฆ่ามัน!"
ทางด้านของลู่จื้อเองเมื่อเห็นสถานการณ์ไม่สู้ดีก็กลับมารวมตัวกับรั่วชิงและหม่าซินรุ่ยพร้อมกับถามหม่าซินรุ่ยว่า
"คนที่สอนวิชาให้เ้าอยู่ไหนเหตุใดเขาจึงไม่มาช่วยเ้าจัดการกองทัพสัตว์อสูรพวกนี้!"
"เขาไปทำทำธุระบางอย่างกับยอดฝีมืออีกหนึ่งท่านเสร็จแล้วก็คงจะกลับมาที่เมืองพยัคฆ์ครามแต่นี่ก็ผ่านไปกว่า7ชั่วยามได้แล้วเขาหน้าจะไกล้ที่จะกลับมาแล้วละมั้ง?"
หม่าซินรุ่ยเองหลังจากที่ตอบคำถามลู่จื้อไปแล้วนางก็มั่นใจเต็มที่แล้วว่าลู่จื้อคือคนที่เฟยอวี่บอกว่าจะร่วมเดินทางไปกับพวกนางด้วย
ลู่จื้อเองหลังจากได้ยินคำตอบจากหม่าซินรุ่ยแล้วก็ครุ่นคิดอยู่เพียงชั่วครู่ก็ถามหม่าซินรุ่ยอีกครั้ง
"แล้วถ้าเกิดว่าเขากลับมาไม่ทันละพวกเ้าจะทำอย่างไรจะหนีไปกับข้าหรือว่าจะสู้ตายอยู่ที่นี่?"
"เหตุใดแม่นางลู่จื้อจึงพูดเช่นนี้!" หม่าซินรุ่ยตอบลู่จื้อพร้อมกับขมวดคิ้ว
"ข้าก็แค่ถามเพื่อไว้แค่มองดูสถานการณ์โดยรวมแล้วคิดสักนิดก็พอจะรู้แล้วว่ามันไร้ซึ่งหนทางที่จะชนะ!" ลูจื้อตอบกลับไปด้วยท่าทางเรียบเฉยไร้ซึ่งอารมณ์ใดๆ
"คุณชายเฟยอวี่กับท่านหวังเหล่ยจะต้องกลับมาทันแน่นอน!"
เป็รั่วชิงที่พูดสวนกับมาทันที,หลังจากที่นางตื่นหม่าซินรุ่ยก็เล่าเื่เกียวกับหวังเหล่ยให้นางฟังทำให้นางรู้ว่าหวังเหล่ยเป็ถึงยอดฝีมือระดับ9ขอเพียงทั้งคู่กลับมาจะพวกเขาจะสามารถช่วยเมืองพยัคฆ์ครามได้อย่างง่ายดาย!
"ข้าก็หวังให้มันเป็เช่นเดียวกับที่เ้าว่า!"
หลังจากพูดจบลู่จื้อก็ออกไปไล่สังหารสัตว์อสูรต่อทันทีพร้อมกับคิดในใจชื่อของนายท่านของข้าคือหวังเหล่ยสินะ
เสียงร้องอันเ็ปของผู้คนยังคงดังอย่างต่อเนื่อง,สัตว์อสูรระดับ5ทั้งหมดได้ฝ่าบาเรียเข้ามาได้แล้วส่วนพวกระดับ4ยังคงเข้ามาได้เพียงน้อยนิด,สุดท้ายแล้วพวกมันก็ยังคงด้อยสติปัญญาอยู่ดีไม่ได้มีระเบียบแต่อย่างใด,สัตว์อสูรตัวไหนเข้าเข้ามาได้ก็ไม่ได้รอหรือช่วยตัวอื่นๆให้เข้ามาแต่อย่างใดพวกมันกับเข้าจู่โจมใส่กองทัพของมนุษย์ทันที,แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังถือว่าหน้ากลัวมากอยู่ดีเพราะพวกมันล้วนเป็สัตว์อสูรระดับ5ขึ้นไปทั้งสิ้น
ตอนนี้เ้าเมืองพยัคฆ์ครามกับกัวเจ๋อเทาก็ได้เข้าไปปะทะกับงูเหลือมทองั์ระดับ5ขั้นสูงแล้ว,ส่วนทางด้านหม่าจือฉวนกับหม่าฟู่เฟิงก็ไปรับมือกับกระทิงปฐีระดับ5ขั้นสูง
ทางด้านหม่าเซียวหรานกับกัวจงเหยี่ยนก็ต่างนำผู้าุโของตนแยกกันไปจัดการกับสัตว์อสูรระดับ5ขั้นต้น
ต่างจากหม่าซินรุ่ยกับรั่วชิงที่ยังคงเลือกที่จะไล่จัดการสัตว์อสูรระดับ4ลงมาแทนเพราะถ้าให้พวกนางรับมือกับสัตว์อสูรระดับ5มันจะใช้เวลานานเกินพวกนางจึงเลือกจัดการสัตว์อสูรระดับ4ลงมาแทนเพื่อช่วยชีวิตผู้คนให้ได้มากที่สุด
ความคิดของลู่จื้อเองก็เหมือนหม่าซินรุ่ยกับรั่วชิง,นางเลือกจัดการสัตว์อสูรระดับ5ขั้นต้นเพียงอย่างเดียว,นางสามารถใช้วิชาดัชนีหยกเทวะสังหารได้ในหนึ่งกระบวนท่า,สถานการณ์ไม่ได้แย่อย่างที่นางคิดเพราะว่าพยัคฆ์เพลิงระดับ6ยังไม่ได้เข้ามาสู้รบ,มันได้เข้ามาในสนามรบแล้วก็จริงแต่มันกับเอาแต่เฟ้ามองแต่เพียงการต่อสู้ของเ้าเมืองพยัคฆ์ครามเท่านั้น,ถ้าสถานการณ์ยังคงเป็อย่างนี้ต่อไปนางมั่นใจว่านางจะสามารจัดการสัตว์อสูรระดับ5ได้ทั้งหมด,แต่มันก็ต้องใช้เวลาพอสมควรนางก็แค่หวังว่าพยัคฆ์เพลิงระดับ6จะยังคงโง่งมเช่นนี้ต่อไป
เป็อย่างที่ลู่จื้อคิดไว้ไม่มีผิดพยัคฆ์เพลิงระดับ6ยังคงคิดว่ามีเพียงแค่เ้าเมืองพยัคฆ์ครามกับชายแก่สามคนกับแม่ทัพหานกู่ที่มีพลังระดับ5ขั้นสูงเท่านั้นที่สามารถรับมือกับมันได้!
ถึงแม้ลู่จื้อจะสังหารสัตว์อสูรระดับ5ไปสิบกว่าตัวแล้วแต่มันก็ยังเหลืออีกมากมาย,พวกมันยังคงไล่สังหารผู้คนอย่างบ้าคลั่งยอดฝีมือระดับ5ของฝั่งมนุษย์นั้นมีไม่ถึงสามสิบคน,มันไม่พอที่จะรับมือกับสัตว์อสูรระดับ5ที่มีมากกว่าถึงสองเท่า
ถึงแม้หม่าซินรุ่ยกับรั่วชิงหลีกเลี่ยงที่จะปะทะกับสัตว์อสูรระดับ5,แต่ก็ยังคงเจอสัตว์อสูรระดับ5ขั้นต้นพุ่งเข้ามาหาอยู่ดี,ทำให้พวกนางจำต้องเข้าปะทะกับสัตว์อสูรระดับ5ขั้นต้น
สัตว์อสูรระดับ5ขั้นต้นที่พุ่งเข้ามาโจมตีหม่าซินรุ่ยกับรั่วชิงก็คือหมาป่าโลหิตที่สูงกว่า3เมตร,ดวงตาสีแดงบวกกับขนสีแดงเหมือนกับเืทำให้มันได้ชื่อว่าหมาป่าโลหิต,พลังโจมตีกับพลังป้องกันของมันจัดอยู่ในระดับปานกลาง,แต่ความเร็วของมันจัดว่ารวดเร็วและความคล่องตัวของมันก็จัดว่าสูงมาก
เป็รั่วชิงเองที่เลือกที่จะใช้เงาเทพอัคคีเข้าไปปะทะกับหมาป่าโลหิตแล้วให้หม่าซินรุ่ยคอยหาจังหวะโจมตี,ปฏิกิริยาตอบสนองของรั่วชิงนั้นเพื่มขึ้นอย่างมากหลังจากที่สู้รบมาตลอด3ชั่วยามกว่าๆ,นางไม่ได้เลือกที่จะใช้กระบวนท่ารุนแรงแต่เลือกที่จะใช้เพียงการฟันธรรมดาบวกกับอาคมเสริมแกร่งจากกระบี่ระดับ4,พร้อมกับกระตุ้นเคล็ดวิชาเพลิงอัคคีสะท้านเทพเต็มกำลัง,หมาป่าโลหิตที่ว่าว่องไวมากแล้วก็ไม่สามารถโจมตีโดนรั่วชิงได้เลย,รั่วชิงล่อให้มันะโเข้าใส่แล้วก็ฉีกตัวหลบพร้อมกับฟันกระบี่ใส่ขาของมันซ้ำไปซ้ำมา
ผ่านไปเพียงไม่นานความว่องไวของหมาป่าก็ลดลงอย่างเห็นได้ชัด,มีรอยกระบี่มากมายที่ขาหลังของหมาป่าโลหิตพร้อมกับเืที่ไหลไปทั่วพื้นที่การต่อสู้,ถ้าเฟยอวี่ได้มาเห็นการต่อสู้ของรั่วชิงครั้งนี้คงจะใไม่น้อย,ทักษะการต่อสู้ของรั่วชิงนั้นก้าวหน้าไปมากมันแสดงให้เห้นว่าสัญชาตญาณการต่อสู้ของรั่วชิงนั้นสูงส่งมากเพียงใด
หม่าซินรุ่ยเองที่มองการต่อสู้ของรั่วชิงอยู่นั้นก็รู้สึกว่ามันช่างสวยงามยิ่งนัก,การเคลื่อนไหวของรั่วชิงมันลื่นไหลอย่างยิ่ง,ทั้งจังหวะการหลบหลีกและโจมตีช่างไร้ที่ติ,หม่าซินรุ่ยเองก็ได้ประจักษ์แล้ว,ั้แ่ที่ได้เริ่มฝึกวิชาและซ้อมกระบี่ด้วยกันกับรั่วชิง
หม่าซินรุ่ยเริ่มได้สติขึ้นมาก็เตรียมตัวจะเข้าไปช่วยรั่วชิงจัดการกับหมาป่าโลหิตทันทันที,ความเร็วที่ลดลงของหมาป่าโลหิตทำให้รัวชิงนั้นไม่ต้องใช้เงาเทพอัคคีก็สามารถหลบได้อย่างง่ายดาย,ผ่านไปอีก1นาทีหมาป่าโลหิตก็ไม่สามารถเคลื่อนไหวได้อีกต่อไป,แต่ถึงแม้ว่ามันจะไม่สามารถเคลื่อนไหวได้แล้ว,แต่มันก็ยังคงส่งเสียงขู่ใส่รั่วชิงอย่างต่อเนื่องพร้อมกับแยกเขี้ยวที่แหลมคมของมันที่พร้อมจะขย้ำใส่รั่วชิงถ้าเกิดนางเข้ามาไกล้มัน
หมาป่าโลหิตที่ไม่สามารถเคลื่อนไหวได้แล้วแต่พลังของมันก็ยังเหลืออยู่อีกมาก,หม่าซินรุ่ยก็ได้เข้ามายืนข้างรั่วชิงพร้อมกับบอกนางว่า
"ปล่อยไว้แบบนี้ก็ได้ละมั้งมันคงไม่เป็อันตรายกับใครแล้ว!"
"ไม่เป็ไรเ้าค่ะคุณหนูแค่เดี๋ยวเดียวก็จบแล้ว!"
"ตุบ!"
หลังจากที่รั่วชิงพูดจบร่างของนางก็หายไปจากสายตาของหม่าซินรุ่ยทันที,หม่าซินรุ่ยไม่สามารถมองตามการเคลื่อนไหวของรั่วชิงได้เลยแม้แต่น้อย,นางรีบหันไปมองตามเสียงที่ได้ยินทันทีแต่ภาพที่นางเห็นก็คือภาพของหมาป่าโลหิตที่มีแต่ร่างกายไร้ซึ่งศรีษะแต่อย่างใด
รั่วชิงได้กระตุ้นเคล็ดวิชาเพลิงอัคคีสะท้านเทพเต็มกำลังพร้อมกับใช้เงาเทพอัคคีกับเทพอัคคีฟาดฟันตัดศรีษะของหมาป่าโลหิตอย่างรวดเร็ว,ศรีษะที่ใหญ่โตของหมาป่าโลหิตที่ตกลงมาอยู่ที่พื้น,ดวงตาของมันยังคงเหมือนเดิมไม่ได้ดูใหรือตื่นกลัวแต่อย่างใด,มันแสดงให้เห็นว่ามันไม่รู้ตัวเลยสักนิดว่ารั่วชิงลงมือตัดศรีษะของมันตอนไหน
เคล็ดวิชาเพลิงอัคคีสะท้านเทพที่โดดเด่นอย่างยิ่งในเื่ของความรวดเร็วและรุนแรง,รั่วชิงได้แสดงจุดเด่นของเคล็ดวิชาเพลิงอัคคีสะท้านเทพออกมาได้อย่างยอดเยี่ยม,ดูเหมือนว่ายิ่งนางได้ต่อสู้มากเท่าไหร่มันยิ่งทำให้ความสามารถบางอย่างของนางที่ซ่อนเร้นอยู่เริ่มแสดงออกมาให้เห็นมากขึ้นเรื่อยๆ
"รั่วชิงพวกเราพักกันสักหน่อยเถอะเราไม่ควรปล่อยให้ตัวเองมีพลังปราณต่ำกว่า5ส่วนมันจะเสียงเกินไปหากมีเหตุการไม่คาดฝันเกิดขึ้น!"
"เ้าค่ะคุณหนู!"
รั่วชิงและหม่าซินรุ่ยต่างหาที่หลบเพื่อฟื้นฟูพลังปราณ
เช่นเดียวกับลู่จื้อนางสังหารสัตว์อสูรระดับ5ขั้นต้นไปยี่สิบกว่าตัวแล้ว,นางก็หาที่หลบเพื่อฟื้นฟูพลังปราณที่เสียไปเหมือนกัน,ถึงแม้นางจะสังหารสัตว์อสูรระดับ5ขั้นต้นได้อย่างง่ายดายด้วยวิชาดัชนีหยกเทวะ,แต่มันก็ต้องใช้พลังปราณจำนวนมากอยู่ดีในการใช้งานแต่ละครั้ง,ถึงแม้ว่าเคล็ดวิชาลมปราณหยกเทวะจะทำให้แกนศักดิ์สิทธิ์สะสมพลังปราณได้มากกว่าเคล็ดวิชาเพลิงอัคคีสะท้านเทพของรั่วชิง,แต่นางไม่ได้ใช้มันในการสร้างแกนศักดิ์สิทธิ์ขึ้นมา,มันจึงต้องเวลาอีกนานกว่าวิชาลมปราณหยกเทวะจะขัดเกลาและเปลี่ยนแปลงแกนศักดิ์สิทธิ์ของนางให้ดีเท่ากับของรั่วชิง,และนั้นก็เป็อีกหนึ่งเหตุผลที่รัวชิงสามารถใช้วิชาต่างๆได้มากกว่าหม่าซินรุ่ยด้วยนั้นเอง
ทางด้านของเ้าเมืองพยัคฆ์ครามกับหม่าจือฉวนก็ยังคงต่อสู้ด้วยความยากลำบาก